อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

พระพุทธศาสนาเถรวาท จะสืบทอดดำรงอยู่อย่างไร?

สัปดาห์นี้มาดูว่า การสืบทอดและการดำรงรักษาพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างไร ถึงจะเกิดความเจริญมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรือง ต้องติดตามกัน พฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561 เวลา 14.00 น.


การสืบทอดและการดำรงรักษา "พระพุทธศาสนาเถรวาท" ให้มีความเจริญมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัท มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ดังกล่าว ทั้งในด้านการศึกษาพระธรรม(คันถธุระ) และอบรมเจริญปัญญา (วิปัสสนาธุระ) ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทในพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่อุบาสก อุบาสิกา เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและเป็นผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ)

ผู้ที่บวชเป็นภิกษุเป็นผู้เห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นผู้ที่เคารพในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์จึงได้สละจากเพศคฤหัสถ์เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์บวชเป็นภิกษุในเพศบรรพชิต ซึ่งเป็นผู้สละแล้วในทางโลกไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ญาติสนิทมิตรสหาย อาคารบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆ ฯลฯ 



การดำเนินชีวิตของภิกษุในเพศบรรพชิตเป็นชีวิตที่เบาสบาย แม้กระทั่งปัจจัย 4 ก็ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ก็ล้วนแต่ได้รับการเกื้อกูลอนุเคราะห์จากอุบาสก อุบาสิกาทั้งสิ้น โดยอุบาสก อุบาสิกามีหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาซึ่งมีภิกษุเป็นเนื้อนาบุญ ฉะนั้นกิจอื่นใดที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์จึงไม่ใช่หน้าที่ของภิกษุ 

หาก "ภิกษุในพระธรรมวินัย" มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันย่อมหมายถึง "พระพุทธศาสนาเถรวาท" ซึ่งประกอบด้วยพระธรรมและพระวินัย เรียกว่า "พระธรรมวินัย" ก็จะได้รับการสืบทอดและดำรงรักษาให้มีความเจริญมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ในขณะที่อุบาสก อุบาสิกาก็มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามพระพุทธพจน์ที่ “ธรรมเถระ”ได้ร่วมกันทำการสังคายนาโดยรวบรวมพระพุทธพจน์และเรียบเรียงลำดับเป็นหมวดหมู่ซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก



เมื่ออุบาสก อุบาสิกามีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและเป็นผู้มีความเห็นถูกก็เป็นชาวพุทธที่มีปัญญา ปัจจุบันภิกษุทั่วๆไปนอกจากจะไม่ได้ทำหน้าที่ในการศึกษาพระธรรมและอบรมเจริญปัญญาแล้ว ยังประพฤติปฏิบัติล่วงละเมิดสิกขาบทโดยไม่มีความเคารพต่อ "พระธรรมวินัย" ซึ่งเป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์ เท่ากับเป็นการย่ำยีและทำลาย "พระพุทธศาสนาเถรวาท" ชาวพุทธที่มีปัญญาจึงไม่อาจละเลยในการทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ซึ่งอุบาสก อุบาสิกาในครั้งพุทธกาลได้กระทำกับภิกษุที่ล่วงละเมิดสิกขาบท

การเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา เป็นการกระทำด้วยกุศลจิตและกุศลเจตนา กล่าวคือการเพ่งโทษเพื่อให้ภิกษุรู้ว่าได้กระทำผิดไปจากสิกขาบท การติเตียนเพื่อให้ภิกษุรู้ว่าการกระทำความผิดนั้นเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา การโพนทะนาเพื่อกระจายข่าวให้พุทธบริษัทได้รับรู้กันในวงกว้างว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด



ปัจจัยทั้งสองประการที่กล่าวถึง ประการแรก คือ หากมี "ภิกษุในพระธรรมวินัย" เพิ่มมากขึ้น ความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาของอุบาสก อุบาสิกา ก็ย่อมมีเพิ่มขึ้น ในลักษณะที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน อุบาสก อุบาสิกา ก็ย่อมมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอย่างมั่นคง ประการที่สอง คือ เมื่ออุบาสก อุบาสิกา มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและมั่นคง การเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาก็จะมีส่วนสำคัญทำให้ภิกษุทุศีลหรืออลัชชีเกิดความละอาย ภิกษุที่มีโทษหนักอาบัติปาราชิกก็ยากที่จะอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์ห่อหุ้มร่างกายอีกต่อไปได้ ภิกษุที่มีโทษอาบัติเบาอื่น ๆ ก็สามารถแก้โทษได้ด้วยการอยู่ปาริวาสกรรมหรือการปลงอาบัติกลับมาเป็นภิกษุที่มีศีลบริสุทธิ์ต่อไป ส่วนภิกษุที่รู้ว่าตนไม่มีอัธยาศัยในการครองตนอยู่ในเพศบรรพชิตก็จะได้ลาสิกขา  เมื่อตายไปจะได้ไม่เป็นโทษไปเกิดในอบายภูมิและไม่เป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาอีกต่อไป 

การสืบทอดและการดำรง "พระพุทธศาสนาเถรวาท" ก็ย่อมดำเนินไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักรจะต้องยึดมั่นในหลัก "พระธรรมวินัย" เป็นสำคัญ.
...............................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น