อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

'โจ้-จอย'เรื่องไม่เป็นเรื่อง ข่าวไม่เป็นข่าวของวันนี้

สัปดาห์นี้มาดูว่า อะไรทำให้คนสนใจประเด็น ครูตรวจการบ้านผิด? “โจ้-จอย” ในโจทย์เลขกลายเป็นเน็ตไอดอลที่ไร้ตัวตนแต่ดังข้ามคืน พฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2561 เวลา 11.00 น.


การที่มีสื่อมวลชนเกิดขึ้นมากมายในยุคนี้ มันทำให้ “อะไรๆ ก็เป็นข่าวได้ง่ายๆ” เพราะสื่อต่างก็ต้องการข่าวที่เป็นข่าวเดี่ยวของตัวเอง ข่าวที่มีความแหวกแนวไม่ใช่ข่าวกระแสหลักที่ไปจ่อไมค์สัมภาษณ์แหล่งข่าวชุดเดิมๆ มันก็แล้วแต่การจับประเด็นจะเลือกเรื่องไหนนำเสนอให้น่าสนใจ เนื้อหาที่เป็นข่าวเบาก็อาจง่ายต่อการทำความเข้าใจ และถ้าเจาะดีๆ มันอาจฟ้องถึงปัญหาบางอย่างในสังคมไทยที่คนไม่ทันมองเห็นก็ได้

“สื่อมวลชน” ที่ว่า ปัจจุบันไม่ได้มีแค่สื่อที่มีองค์กรชัดเจน อย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี แต่มีสื่ออินเทอร์เน็ตที่ใครๆ ก็เปิดเพจนำเสนอข่าวได้ ทีมงานอะไรก็ไม่ต้องมากมาย อาจใช้แค่วิธีแชร์ข่าวจากสื่อกระแสหลักมาแสดงความเห็น หรือที่ “ทำเอง” ก็เอาดราม่าในอินเทอร์เน็ตที่มันยังไม่เป็นข่าวมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำชนิดถึงลูกถึงคน ให้คนไปแสดงความเห็นแบบเอามันส์ พอเรื่องมันขยายไปมากขึ้น สื่อมวลชนกระแสหลักก็นำไปเล่นเอง

มันก็มีอยู่หลายข่าวที่สื่อมวลชนกระแสหลักนำจากกระแสในอินเทอร์เน็ตไปขยายความต่อ ข่าวประเภทร้องทุกข์ช่วยชาวบ้านให้คนหันมาเห็นปัญหาก็มี ข่าวที่มาจากกระแสในอินเทอร์เน็ตและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบระยะยาว ที่เห็นเร็วๆ นี้ก็คือข่าว “ป้าทุบรถ” ที่เล่นเอาต้องรื้อตลาดรอบบ้านป้า เพราะตรวจสอบไปมามันตั้งโดยไม่ถูกต้อง นี่ก็มาจากเรื่องที่มีคนดันถ่ายคลิปแล้วเอามาแชร์ๆ จนสื่อกระแสหลักจับ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องลงไปดู



แต่บางข่าวก็มาจากกระแสความตลกขบขันแบบเอาฮา พอมันกลายเป็นไวรัลขยายไปทั่วอินเทอร์เน็ต สื่อก็อยากทำอะไรที่สนองต่อกระแส (แน่นอนเพื่อยอดขาย) ก็ต้องลงไปติดตามดูและนำแง่มุมอื่นๆ มาเสนอ เช่น ชีวิตจริงของคนก่อกระแสนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ข่าวไม่มีสาระที่น่างงว่า...ไปขยายความมันทำไม ก็เช่นข่าวเด็กชายทำคลิปว่าเพื่อน “เรื่องนี้ต้องถึงครูอังคณา” หรือข่าว “ด..หล้า เหนียวไก่หาย” ก็เห็นไปตามกันเป็นเรื่องเป็นราว

ถามว่าข่าวมันไร้สาระจริงหรือ? ตอบว่า ไร้สาระจริง แต่ถ้ามองเรื่องความหมายของการเป็นข่าวให้กว้างขึ้น ข่าวมันมีลักษณะทั้งข่าวหนักข่าวเบา ข่าวหนักคือข่าวที่ต้องรู้ มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ข่าวเบาหรือที่ตำราเรียกว่าข่าวแนว human interest มันก็ยังมี เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยากรู้เรื่องของคนอื่นเป็นทุนเดิม บางทีรู้มาก็ไม่ได้อะไร แค่รู้แล้วมันสนุกเป็นเรื่องโปกฮา อยากรู้ว่ากระแสเริ่มจากอะไร

ความหมายของข่าว ถ้าไม่ไปคิดนิยามอะไรมันเยอะ มันก็แค่ “เรื่องที่คนสนใจ” แต่อะไรเป็นตัวแปรทำให้เกิดความน่าสนใจมันพูดยาก เรื่องใหญ่ๆ บางเรื่องมันก็เงียบ แต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งบางเรื่องก็ดันกระหึ่มไปทั่วเมือง ขณะเดียวกันเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งลักษณะคล้ายๆ กันก็ดันไม่มีกระแสได้ ถ้าจะลองคิดๆ ดูว่าอะไรทำให้เกิดกระแส ก็คงจะเป็นที่ “ผู้นำทางความคิด” เช่นเพจดังๆ หรือที่เขาเรียกว่า influencer เอาไปขยายผลต่อ

ที่อาจดูตลกก็คือ บางทีเรื่องที่มันไม่มีอะไรเลย กลายเป็นประเด็นให้คนเสพข่าวพยายามขุดลึกถึงรากเหง้าของปัญหา เอามาวิจารณ์ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เรียกว่า “ขยายผลไปเรื่องอื่น” หรือบางทีก็คิดเยอะไป พยายามหาทางคิดในแง่มุมอื่น สวนไปสวนมาจนงงเสียเอง แบบที่เขาล้อว่า “ตอนแรกไม่งงนะ พองงล่ะงงเลย” แล้วยิ่งพยายามไปสวนกระแส มันกลายเป็นเรื่องตลก กลายเป็นไวรัลอันใหม่ขึ้นมาอีก



เมื่อสักสัปดาห์ที่แล้ว เกิดเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมาก็ดันเป็นข่าว คือ ครูเฉลยแบบฝึกหัดผิด จากโจทย์ “จอยเก็บมะม่วงได้ 12 ผล โจ้เก็บได้มากกว่าจอย ผล โจ้เก็บมะม่วงได้กี่ผล” เริ่มไปมันก็ดูขำขันทำไมเรื่องแค่นี้ครูคิดผิด มันดันไม่จบเพราะมีคนแชร์ต่อไปอีกยาวไกล โจ้กับจอยกลายเป็นเน็ตไอดอลที่ไร้ตัวตนในชั่วข้ามคืน ผู้ปกครองดันไม่ถามครู ดันมาถามสาธารณมติจากชาวเน็ต ชาวเน็ตเองก็ลืมมองข้ามสามัญสำนึกง่ายๆ ว่าครูอาจตรวจผิด กลายเป็นถอดรหัสอะไรให้มั่วไปหมด ที่น่าขำกว่าคือมีคนคิดว่า ครูเฉลยถูกแล้วด้วย (คือพวกคิดจนงงเอง)

เท่านั้นยังไม่พอ มีชาวเน็ตพยายามวิเคราะห์ถึงรากเหง้าปัญหาเชิงลึกจากโจทย์นี้ โดยบอกว่าฟ้องถึงคุณภาพการศึกษาไทย ซึ่งอาจไม่ใช่การที่ครูบวกเลขหลักสิบไม่ถูก (ถ้าเรียนจบมาเป็นครูได้บวกเลขหลักสิบไม่ถูกนี่แปลกมาก) แต่น่าจะสะท้อนว่าครูก็อ่านโจทย์ไม่แตก พูดไปถึงว่าครูที่ยังไม่ได้มาตรฐานในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่เยอะมาก เราควรจะต้องทำอย่างไรกับระบบการศึกษาไทยดี?

เรื่องอาชีพครูโดนว่ามาตรฐานไม่ดี จริงๆ มันพูดกันมานานแล้วว่า คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ที่ผลิตครูเป็นคณะ “ลูกเมียน้อย” คนเก่งๆ ไม่ได้อยากมาเรียน ทั้งที่ก็รู้ความสำคัญว่าเป็นอาชีพพื้นฐานการสร้างเยาวชน แต่ไม่อยากเป็นครูเพราะค่าตอบแทนต่ำ ทำงานกับเด็กเจอผู้ปกครองร้อยพ่อพันแม่ปวดหัว ยิ่งเดี๋ยวนี้การสื่อสารง่าย ติดต่อไลน์ครูได้ บางทีผู้ปกครองก็เคร่งเครียดกับการคุยกับครูจนครูไม่ต้องทำอะไร

ครูเก่งๆ ก็ถูกจูงใจให้ไปสอนในโรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนสอนภาษาราคาแพงลิบลิ่ว แต่นั่นก็ดูแลเยาวชนได้แค่ส่วนน้อย เด็กจำนวนมากที่เรียนโรงเรียนยากจน โรงเรียนต่างอำเภอไกลๆ ก็ยังไม่มีโอกาสเท่าเด็กในเมือง ครูหลายพื้นที่ยังขาดแคลนโดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลเองก็ยังปวดหัวเรื่องการจูงใจคนเก่งให้เข้าระบบ ประชากร 64 ล้านคนในประเทศยังเป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่ารัฐบาลจะดูแลให้ได้มาตรฐานเดียว





สุดท้ายเรื่องนี้มันกลายเป็นข่าวดังระดับสื่อใหญ่เล่นกันทั่วประเทศ ใครตกเป็นข่าวลักษณะนี้ก็เครียด ก็อาย มันไม่ใช่ข่าวดีเลยสักนิด จากนั้นผู้ปกครองก็เพิ่งจะได้คุยกับครู (หลังโพสต์ประจานไปแล้ว) ครูก็ต้องยอมรับผิดออกสื่อ (ให้คนหายข้องใจ) ทำนองว่ามีงานเด็กที่ต้องตรวจเยอะอาจมีผิดพลาด ซึ่งเรื่องแค่นี้ก็ไม่เห็นต้องมาประจานกัน ถามกันดีๆ ก็ได้ นัยว่าผิดพลาดเล็กน้อยก็เล่นงาน ไม่คิดถึงความดีที่ครูดูแลบุตรหลานให้บ้าง

เรียกว่า “เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องมันก็ดันเป็นเรื่อง” เพราะเดี๋ยวนี้คนมีอะไรชอบ “หาพวก” โดยการฟ้องอินเทอร์เน็ต ขนาดมีเรื่องกับคนใกล้ชิดแทนที่จะนั่งคุยกันดีๆ เมื่อคุณแคร์สังคมที่ไม่รู้จักมากกว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันทุกวัน ผลคือมันก็มีโอกาสที่จะมองหน้ากันไม่ติด กลายเป็นบาดแผลใจคนที่ถูกประจานไปอย่างง่ายดาย แม้ไม่ถึงขนาดชาวเน็ตไปล่าแม่มดว่าครูคือใคร แต่ถูกพูดถึงเชิงหยามทั้งเมืองมันก็คิด

แล้วระวังผลมันจะตกต่อบุตรหลานตัวเองว่า ครูอยู่กับเด็กคนนี้แล้วอาจตะขิดตะขวงใจถึงสิ่งที่โดนผู้ปกครองทำมา เผลอๆ คนอื่นในโรงเรียนเดียวกันรู้เรื่อง เด็กก็อาจถูกมองแปลกแยกไปด้วย เราควบคุมสิ่งที่ตีกลับจากกระแสอินเทอร์เน็ตได้ยาก ในช่วงสัปดาห์เดียวกันที่เกิดเรื่องนี้ก็มีคลิปผู้ปกครองโพสต์ทำเป็นว่า ลูกสาวคุยกับใครสักคนอยู่เหมือนเด็กเห็นผี สุดท้ายก็รับแรงเสียดทานไปที่คนเห็นคลิป (อาจเป็นพ่อแม่เพื่อนๆ ของเด็กคนนี้) ก็กลัวเด็ก

บทความวันนี้ก็แค่อยากจะบอกว่า...คนเราใกล้ชิดกัน มีอะไรก็คุยกันได้ก่อนจะดีไหม การเอา “คนนอก” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา บางทีแค่เรื่องไม่เป็นเรื่องมันจะไม่จบเอาง่ายๆ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 282