อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

ตื่นสายเสี่ยงเป็นเบาหวาน นอนดึกน้ำตาลในเลือดสูง

สัปดาห์นี้มาดูกันว่าใครเสี่ยงที่เป็น “โรคเบาหวาน” ลองสำรวจพฤติกรรมตัวเองคุณตื่นสายหรือไม่ เพราะการนอนดึกทำให้น้ำตาลในเลือดสูงตามมา เสาร์ที่ 29 กันยายน 2561 เวลา 12.00 น.


ใครเคยรู้สึกบ้างว่าตื่นเช้าติดต่อกันมากๆ เหมือนร่างกายไม่ค่อยจะสดชื่นเท่าไหร่ ซึ่งมันอาจทำให้เราคิดไปว่า...ถ้าเลือกได้ก็อยากนอนตื่นสายๆ ร่างกายของฉันจะได้สดชื่น แต่กับบางคนซึ่งไม่จำกัดว่าวัยไหน กลับเลือกตื่นเช้าๆ มากกว่านอนตื่นสาย ไม่ว่าจะนอนดึกหรือไม่ เพราะจะได้มีเวลาเอาไปทำอะไรอย่างอื่นได้ตั้งมากมาย

ทีนี่นักวิจัยเขาก็เลยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกี่ยวกับการนอนหลับ และระดับกรดยูริคในเลือดกับระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) พบว่าในคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และคนที่นอนดึกตื่นสาย รวมถึงคนที่นอนไม่เพียงพอหรือต่ำกว่า 6 ชม. จะมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือดมากกว่าคนที่เข้านอนเร็วอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเข้านอนผิดเวลาธรรมชาติ จะส่งผลให้...ระดับน้ำตาลในเลือดสูงตามมา

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ผู้จัดการงานวิจัยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) บอกว่า ได้ศึกษาอัตราการพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับปัจจัยการนอนหลับ และระดับกรดยูริคในเลือดกับระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดเริ่มสูง หรือ “ภาวะก่อนจะเป็นเบาหวาน” เพื่อจะได้รู้ถึงโอกาสของการเป็น “โรคเบาหวาน” ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับการค้นหาผู้ป่วย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงในระยะแรก



เนื่องจากโรคเบาหวาน เมื่อป่วยแล้วการรักษามันมีความซับซ้อนค่อนข้างเยอะ คนไข้ต้องมาหาหมอที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูง ฉะนั้นการป้องกันโดยการดูแลสุขภาพ เพื่อไม่ให้เกิดโรคเบาหวาน จะเป็นวิธีการที่ดีและคุ้มค่ามากกว่าการรักษา

จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 5 (ปี 57) โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในประชากรไทย พบความชุกตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.9 ในปี 52 เป็นร้อยละ 8.9 ในปี 57 ซึ่งสัดส่วนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นเบาหวาน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.2 ในปี 52 เป็นร้อยละ 43.1 ในปี 57

ทั้งนี้การป่วยด้วยโรคเบาหวาน มักจะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เนื่องจากมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับร่างกาย และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคไตวายเรื้อรัง โรคปลายประสาทตาและจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน คือ ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และภาวะการทำงานของตับอ่อนที่แย่ลง ทั้ง 2 ภาวะนี้ทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ปกติ นำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

ผศ.ดร.พญ.ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี หัวหน้าโครงการศึกษาวิจัยฯ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การวิจัยได้เก็บตัวอย่างในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 58 ถึงเดือนมิ.ย.ปี 60 จำนวน 1,720 คน



โดยคำถามหนึ่งที่พบได้บ่อยจากกลุ่มตัวอย่าง เพราะจะเกิดความสงสัยและกลัวว่าจะเป็นโรค คือ “จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานได้มากน้อยแค่ไหน??” ซึ่งหมอก็จะบอกได้เพียงว่า...เสี่ยงน้อยหรือเสี่ยงมากเท่านั้น

ในการศึกษาจึงได้เปรียบเทียบผู้ที่มีค่าน้ำตาลในเลือด ระหว่าง 100-109 มิลลิกรัม/เดซิลิตร กับ 110-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร พบว่าในระยะ 2 ปี มีอัตราการพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มแรกคิดเป็นร้อยละ 3 และกลุ่มสองร้อยละ 8 ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ เช่น ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารหวาน มัน เค็ม ป้องกันไม่ให้ค่าน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเลี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต

ท่านๆ ทั้งหลายลองคิดดูว่า...การเข้านอนสายหรือ “เข้านอนช้า” เช่น เข้านอนตี 3 ไปตื่นนอนตอน 11 โมงถึงเที่ยงวัน แม้เราจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า “มันก็คงจะได้พักผ่อนเพียงพอแล้ว” แต่ความเป็นจริงก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนที่เข้านอนเร็ว นอกจากนี้คนที่ “ทำงานเป็นกะ” หรือคนที่นอนไม่ต่อเนื่อง เช่น นอนหลับๆ ตื่นๆ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วยเช่นกัน

เหตุผลก็เพราะว่า...ร่างกายมนุษย์จะทำงานสัมพันธ์กับ นาฬิกาชีวภาพ (Human Biological Clock) ซึ่งเป็นระบบสำคัญของร่างกาย ในการควบคุมวงรอบการหลับ-ตื่น และการหลั่งฮอร์โมน รวมไปถึงควบคุมระดับอุณหภูมิร่างกายของแต่ละคน ดังนั้นคนที่นอนตื่นสาย พักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ผิดปกติไป และส่งผลต่อการทำงานของตับอ่อนที่แย่ลง ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ จึงแนะนำว่าควรพักผ่อนโดยเข้านอน 2-3 ทุ่ม แล้วตื่นนอนเวลา 6 โมงเช้า ให้สัมพันธ์กับนาฬิกาชีวภาพ.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


ขอบคุณภาพจาก : Pixabay

ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

บอกต่อ : 1.05K