อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

เตือน5โรคในเด็กควรใส่ใจ ก่อนเกินแก้อันตรายถึงชีวิต

สัปดาห์นี้เตือน 5 โรคไม่ควรมองข้ามในเด็ก เฝ้าระวังตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงก่อนวัยเรียน บางอาการปล่อยไว้รุนแรงเสี่ยงอันตรายสายเกินแก้ไข เสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 เวลา 12.00 น.


ร่างกายของมนุษย์ทั้งภายนอกและภายในจะมีการเจริญเติบโตขึ้นตามวัย คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกที่เกิดมามีสุขภาพแข็งแรง แต่ก็ยังมีโรคภัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บางภาวะเกิดความผิดปกติในการสร้างอวัยวะของตัวอ่อนตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ก็มี แม้จะดูแลดีเพียงใดก็ตาม

วันนี้จึงมาบอกความผิดปกติ 5 โรคที่มักจะพบในเด็กแรกเกิดไปจนถึงเด็กก่อนวัยเรียน ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่านได้ทราบกัน เพื่อสังเกตและเฝ้าระวังลูกหลานให้เติบโตอย่างมีสุขภาพที่แข็งแรง

พญ.ลั่นทม ตันวิเชียร กุมารศัลยศาสตร์ บอกว่า โรคที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ในเด็กแรกเกิดมีหลายโรคที่หาได้เอง และบางโรคต้องพึ่งการรักษา แต่มี 5 โรคที่น่าห่วง ต้องหมั่นสังเกตอาการ เมื่อพบว่าลูกหลานมีอาการที่น่าสงสัยควรพาไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมให้เกิดผลดีมากที่สุด

1.โรคไส้เลื่อน (Hernia) ภาวะที่ลำไส้หรืออวัยวะใดก็ตามที่อยู่ในช่องท้อง เคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมผ่านรูหรือดันตัวผ่านกล้ามเนื้อหรือพังผืดที่อ่อนแอ สูญเสียความแข็งแรงไปอยู่อีกตำแหน่ง และมักทำให้เห็นเป็นก้อนตุง โดยอวัยวะที่เกิดไส้เลื่อนได้บ่อย คือ ลำไส้เล็ก ในเด็กจะพบเป็นชนิดไส้เลื่อนที่ขาหนีบ และเป็นได้ทั้งชายและหญิง



ไส้เลื่อนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ส่วนใหญ่มักมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด มีส่วนน้อยอาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดช่องท้อง สาเหตุของไส้เลื่อนโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากผนังหน้าท้องบางจุดมีความอ่อนแอ หรือหย่อนยานผิดปกติ ทำให้ลำไส้ที่อยู่ข้างใต้ไหลเคลื่อนเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นๆ เห็นเป็นก้อนตุง แต่รักษาได้โดยการผ่าตัด ซึ่งไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ได้ผ่าเข้าไปภายในช่องท้อง

เพียงแต่ผ่าตัดซ่อมแซมผนังหน้าท้องที่เป็นปัญหาเท่านั้น ใช้เวลาผ่าตัด 30-45 นาที และสามารถให้กลับบ้านได้ในวันเดียวกันเมื่อเด็กฟื้นจากการดมยาสลบและตื่นได้ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ยกเว้นเด็กที่มีอายุน้อยมาก เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง อาทิ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคไต

2.โรคหลอดอาหารอุดตันโดยสมบูรณ์แต่กำเนิด (Esophageal Atresia) เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะหายใจลำบากในทารก โดยมีอาการตั้งแต่ระยะแรกคลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มจากอาการไม่รุนแรง เช่น หายใจเร็ว มีเสียงครืดคราดในลำคอ มีน้ำลายออกมากตลอดเวลา และสำลักน้ำหรือนมตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มให้รับประทาน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปอดบวม เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและเพิ่มความเสี่ยง ส่งผลให้มีระยะเวลาในการรักษาที่มากขึ้น

ทารกกลุ่มนี้หมอสามารถวินิจฉัยตั้งแต่แรกคลอด หรือก่อนคลอด ผลการรักษาจึงขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการวินิจฉัย เช่น อัลตราซาวด์ช่องท้องของทารกในครรภ์ พบว่าทารกที่ตรวจไม่พบ stomach bubble ในขณะที่มารดามีน้ำคร่ำมาก จะมีความสัมพันธ์กับภาวะหลอดอาหารอุดตัน สูงถึง 30-70% หรือการวินิจฉัยภายหลังคลอดทารกแรกเกิดที่มารดามีประวัติมีน้ำคร่ำมากในระหว่างตั้งท้อง ควรได้รับการติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อสังเกตอาการที่บ่งบอกถึงภาวะทางเดินอาหารอุดตัน โดยเฉพาะสภาพของทางเดินหายใจ เช่น การเกิดปอดอักเสบและความรุนแรงของปอดอักเสบ รวมทั้งความรุนแรงของภาวะความพิการร่วมที่พบด้วย แล้วจะผ่าตัดรักษาความพิการของหลอดอาหารอุดตันนี้ทันที ในทารกที่พร้อมในช่วงสัปดาห์แรกเกิด (1-7 วันแรก)

3.โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) คือภาวะที่ลำไส้ส่วนต้นมุดเข้าสู่โพรงของลำไส้ส่วนที่อยู่ถัดไปทางด้านปลาย เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพราะถ้านานไปจะเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือดจนเน่า ลำไส้แตกทะลุ และเยื่อบุช่องท้องอักเสบ รวมทั้งติดเชื้อในกระแสเลือดและอาจจะเสียชีวิตได้

เด็กวัย 3 เดือนถึง 2 ปีเป็นวัยที่เสี่ยงที่สุด ซึ่งจะเป็นชนิดกลืนกันแบบที่ลำไส้เล็กส่วนปลายมุดตัวเข้าสู่โพรงลำไส้ใหญ่ส่วนต้น วิธีสังเกตว่าเด็กมีภาวะสำไส้กลืนกันหรือไม่ คือ ลูกมีอาการปวดท้อง กระสับกระส่าย มือเท้าเกร็ง และร้องไห้เป็นพักๆ ประมาณ 15-30 นาทีก็เริ่มร้องอีก เวลาที่ร้องไห้จะงอเข่าขึ้นทั้งสองข้าง ปวดเป็นพักๆ (Colicky pain) และยังมีอาการท้องอืดและอาเจียน ช่วงแรกมักจะเป็นนมหรืออาหารที่กินเข้าไป แต่ระยะหลังจะมีสีเหลืองหรือเขียวของน้ำดีปนออกมา อุจจาระมีเลือดคล้ำๆ ปนเมือก บางคนอาจมีอาการซึมหรือชักร่วมด้วย

การรักษามี 2 วิธี 1.ดันลำไส้ส่วนที่ถูกกลืนให้ออกจากลำไส้ส่วนที่กลืนกันอยู่ โดยใช้แรงดันผ่านทางทวารหนัก ซึ่งอาจจะใช้การสวนลำไส้ใหญ่ด้วยสารของเหลวที่เป็นสารทึบรังสี หรือใช้ก๊าซเป็นตัวดัน ถ้าสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรับประทานอาหารได้ภายใน 1-2 วัน และ 2.ผ่าตัดเปิดช่องท้อง ศัลยแพทย์จะใช้มือบีบดันให้ลำไส้ส่วนที่กลืนกันคลายตัวจากกัน มีเพียงผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีการเน่าหรือแตกทะลุของลำไส้แล้ว ซึ่งในกรณีเช่นนี้จำเป็นจะต้องตัดลำไส้ส่วนที่เน่าตายออก และต่อลำไส้ส่วนที่ดีเข้าหากัน



4.โรคลำไส้อุดตันในเด็กแรกเกิด (Gut Obstruction) เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารหรือสำไส้เกิดการอุดตัน ทำให้อาหารผ่านลงไปไม่ได้ ถือเป็นภาวะร้ายแรงถ้าไม่ได้รักษาในเวลาที่เหมาะสม มักมีอันตรายถึงชีวิตได้ สาเหตุหลักในเด็กแรกเกิด เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างในระบบทางเดินอาหารตลอดแนว ตั้งแต่กระเพาะอาหารจนถึงลำไส้ใหญ่ เช่น กระเพาะส่วนปลายตีบตันโดยกำเนิด มักพบช่วงอายุ 2-8 สัปดาห์ ทำให้เกิดการบิดและพันกันของลำไส้เล็ก จึงไม่สามารถนำอุจจาระเคลื่อนลงสู่รูทวารหนัก

การสังเกตอาการ 1.ลูกอาเจียนพุ่งเกือบทุกครั้งที่กินนม บางครั้งอาจมีอาเจียนเป็นน้ำดีปนร่วมด้วย ซึ่งขึ้นกับตำแหน่งของการอุดตัน คือ อุดตันที่ลำไส้เล็กมักมีอาการปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ บริเวณรอบสะดือ และอาเจียนพุ่งรุนแรงติดๆ กัน ซึ่งถ้าอุดตันที่ลำไส้ใหญ่มักไม่มีอาการอาเจียน ไม่ผายลม แต่มีอาการท้องอืดอาจไม่ชัดเจนในระยะแรก แต่ต่อมาจะค่อยๆ มีมากขึ้น 2.มีความผิดปกติในการถ่ายขี้เทา ไม่ว่าจะเป็นถ่ายขี้เทาช้ากว่าปกติหรือปริมาณน้อยและสีซีดกว่าปกติ 3.ไม่ค่อยถ่ายหรือผายลม ซึ่งอาการมักเกิดขึ้นให้เห็นผิดสังเกต 2-3 วัน 4.เลี้ยงไม่โต น้ำหนักตัวขึ้นไม่ดีหรือลดลง เด็กมักมีภาวะขาดน้ำและอาจมีภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่าย ชีพจรเบาเร็ว ความดันตก ปัสสาวะออกน้อย) ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา เด็กจะมีภาวะขาดน้ำ ซึมชัก และเสียชีวิตได้

การรักษาหากสงสัยให้รีบพาเด็กส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ต้องตรวจร่างกายและตรวจพิเศษเอกซเรย์และผ่าตัด ซึ่งการรักษาโดยมากมักต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติ และต้องอยู่ในความดูแลของกุมารศัลยแพทย์และกุมารแพทย์ร่วมกัน

5.โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะในเด็ก (Urinary tract infection for Children) เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้ ร้องกวน หรือมีอาการปวดท้องเวลาปัสสาวะ ซึ่งมีกลิ่นเหม็น สีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะบ่อยไม่สุด บางคนมาด้วยอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายเหลว เมื่อตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน จะต้องเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์นับจำนวนเม็ดเลือดขาว และส่งเพาะหาเชื้อ หากพบว่ามีความผิดปกติการให้ยาปฏิชีวนะ และหากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุกรายควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมของระบบทางเดินปัสสาวะโดยอัลตราซาวด์และอื่นๆ เพื่อดูความผิดปกติทางด้านรูปร่างของไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ



เนื่องจากภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ เป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อซ้ำๆ จนเป็นอันตรายต่อไตในระยะยาวได้ พ่แม่ควรพาไปพบหมอหากสงสัยว่าเด็กเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กทาน ซึ่งการรักษาปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะเลือกชนิดและขนาดของยา รวมทั้งวิธีการให้ยาให้เหมาะสมกับภาวะการติดเชื้อที่เป็นอยู่

ส่วนใหญ่ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรง มักจะมีไข้สูงและมีอาเจียน ปวดท้องร่วมด้วย ก็จะเป็นยาฉีด แต่ในรายที่อาการไม่มาก และสามารถทานยาได้ ก็อาจเลือกเป็นยาทาน โดยที่พ่อแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆ เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากร่างกาย และในรายที่มีปัญหาคลื่นไส้อาเจียน เด็กกลุ่มนี้จะมีสาเหตุจากความผิดปกติของโครงสร้างภายในของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งต้องตรวจหาสาเหตุหลังจากรักษาอาการติดเชื้อหายดี มิฉะนั้นจะเกิดการติดเชื้อซ้ำซาก จนเกิดอันตรายและเป็นแผลที่ไตนำไปสู่ไตวายเรื้อรังได้.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”

ขอบคุณภาพจาก : Pixabay

ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 211