อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2561

โซเชียลกับบทบาทครั้งใหม่ ดูมีนัยต่อ'การเลือกตั้ง'ปี62

สัปดาห์นี้มาส่องอาวุธลับเลือกตั้งปี 62 สื่อที่ทรงอิทธิพลจนมีนัยสำคัญทางการเมือง "อินเทอร์เน็ต" หลายพรรคเริ่มใช้กันมากขึ้น เพราะข้อดีคือคุมเนื้อหาได้ พฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 เวลา 11.00 น.


จะว่าไปก็อาจเรียกได้ว่า เราเข้าสู่ช่วงเวลาที่สีสันของการเลือกตั้งมีมากขึ้นแล้ว แม้ว่ารัฐบาล คสช. จะบอกให้เคลื่อนไหวอะไรๆ ได้ต่อเมื่อพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งประกาศ (ซึ่งต้องเป็นการหารือร่วมกันระหว่าง คสช.กับ กกต.) แต่พรรคการเมืองก็ขยับตัวกันมากขึ้น เริ่มเปิดตัวผู้สมัคร เดินสายแนะนำตัว เพราะอย่างว่า “เปิดก่อนได้เปรียบ” หากรอกฤษฎีกาออก เห็นทีจะชิงพื้นที่ข่าวสารไม่ค่อยจะได้ เพราะมันจะเยอะจัด

โดยเฉพาะพวกพรรคใหม่ๆ ต้องชิงพื้นที่ข่าวสารแข่งกับพรรคเดิมที่สื่อรู้จักมักคุ้นดีอยู่แล้ว จุดขายตอนนี้คือพยายามชูนโยบายแบบที่น่าจะแปลกโดนใจ เช่น เรื่องเปิดเสรีกัญชาให้เข้ากับกระแสโลก ที่แคนาดากับอุรุกวัย เปิดเสรีเพื่อการค้านำไปแล้ว (ส่วนของไทยถ้าจะเปิด บางคนเขาบอกว่าควรจะอนุญาตเฉพาะการแพทย์ไปก่อน) หรือเรื่องลดค่าราคาน้ำมัน หรือนโยบายพรรคเก่า คือ พรรคเพื่อไทยให้ยกเลิกเกณฑ์ทหารนี่ก็เป็นสีสัน

หลายคนคาดการณ์ว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้ จะปรากฏภาพของ 3 ขั้ว คือ 1.ขั้วที่เอา คสช. คือพรรคที่พร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งที่เปิดหน้าชัดๆ ว่า หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย ก็คือพรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.) ที่ใช้นโยบายสานต่องานรัฐบาล จะทำปฏิรูป ปรองดองหรือยุทธศาสตร์ชาติอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งพรรคนี้จุดแข็งคือหากำลังหนุน มาจากทั้งนักการเมืองระดับชาติที่ย้ายเข้ามา และข่าวว่ายังมีนักการเมืองท้องถิ่นเป็นแนวร่วมอีกมาก



ขั้วที่ 2.คือขั้วที่ไม่เอารัฐบาล อันนี้ประกาศจุดขายหลักคือ “ไม่เอาอำนาจเผด็จการ” ซึ่งแน่นอนว่า หัวขบวนของขั้วนี้คือพรรคเพื่อไทย และมีแนวร่วมสำคัญคือ พรรคเพื่อธรรม ที่มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค พรรคนี้ถูกมองว่าเป็น “พรรคอะไหล่” หากเพื่อไทยประสบอุบัติเหตุทางการเมืองอีก และอีกพรรคหนึ่งที่ว่าจะมาเป็นพรรคในขั้วนี้ คือ พรรคเพื่อชาติ ที่มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นโต้โผใหญ่ และมีแนวร่วมเสื้อแดงเข้ามาบางส่วน

เมื่อถูกมองเป็น “พรรคสาขา” ก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า “ตอนส่งผู้สมัครส.ส.ไม่ชน, ไม่แย่งคะแนนกันแย่เหรอ” เพราะเพื่อธรรมก็ประกาศจะเก็บเก้าอี้ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานเดิมของเพื่อไทย เพื่อชาติเขาก็คงหวังเสื้อแดง แต่พอมาดูสูตรเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ การกาบัตรใบเดียวให้เอาคะแนนที่ไม่ใช่คะแนนผู้ชนะไปคำนวณเป็นบัญชีรายชื่อ ดังนั้นถึงพลาดเก้าอี้ ส.ส.เขตก็ยังได้คะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งเลือกตั้งเที่ยวนี้มีตั้ง 150 คน

ขั้วที่ 3 คือ ขั้วที่ยังไม่แสดงท่าทีเข้ากับฝ่ายไหน ขั้วนี้จุดยืนคือ “ขอสู้ศึกเลือกตั้งไปก่อน” แต่ดูๆ เหมือนจะได้ภาพว่า “รอดูเจรจาทางที่ลงตัว” คือไปเข้ากับฝ่ายไหนมีบทบาท หรือมีอำนาจวาสนามากที่สุดก็ไปทางนั้น ได้ตอนผลเลือกตั้งออกมันก็มีหลายพรรค นักการเมืองบางคนอยากเพลย์เซฟ แบบไม่อยากเห็นว่าเลือกขั้วผิดแต่แรกแล้วจะโดนตามเชคบิลถ้าแพ้ ก็ย้ายเข้ามาอยู่ขั้วนี้มันยังมีเวลาตัดสินใจอยู่  อย่างภูมิใจไทยหรือชาติไทยพัฒนา

ถามเพื่อนพ้องนักข่าวการเมือง ก็ได้ความว่า แม้ยังไม่ถึงช่วงเวลาของการเลือกตั้ง แต่เดี๋ยวนี้ข่าวการเมืองก็ชักจะมีมาเยอะมากกว่าช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่ละพรรคเองก็อยากได้พื้นที่ออกสื่อเป็นข่าว ไอ้ที่น่าหมั่นไส้คือพรรคที่ประกาศประเมินตัวเองไปก่อนว่า จะได้ ส.ส.มาจำนวนกี่คน ซึ่งไม่น่าจะรีบพูด พอเงิบแล้วมันจะดูไม่สวย ส่วนตัวเชื่อว่ากระแสความนิยมเที่ยวนี้ตรวจสอบยาก เราไม่เลือกตั้งกันมา 4 ปีแล้ว พรรคใหม่ๆ ก็เยอะ พลังเงียบที่ยังไม่ตัดสินใจก็น่าจะเยอะ



สื่อที่เข้ามามีบทบาทในการเมืองครั้งนี้มากขึ้น จนดูมีนัยสำคัญ คือ สื่ออินเทอร์เน็ต ที่หลายๆ พรรคเริ่มใช้เป็นพื้นที่ในการสื่อสารมากขึ้น ข้อดีที่สำคัญคือควบคุมเนื้อหาได้ เพราะพรรคก็ทำเอง จะเขียนให้ดี จะเลือกรูปสวยๆ อย่างไรก็ได้ ไม่ต้องรอลุ้นว่าที่แถลงสื่อมวลชนเลือกเฉพาะประเด็นไหนมาใช้ และยังมีความรวดเร็ว เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก เพราะเดี๋ยวนี้สมาร์ตโฟนก็ใช่ว่าจะแพง

เห็นบางพรรคไปเคลมว่า จำนวนคนติดตามหรือคนกดไลค์บนโซเชียลฯ คือคะแนนที่น่าจะได้เสียแล้ว ซึ่งเอาจริงไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนสนับสนุนพรรคด้วยซ้ำ หลายๆ คนกดติดตามก็แค่ดูไปเรื่อยไม่ใช่สนับสนุน ตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งมีเยอะแยะ บางทีโผล่ขึ้นมาในนาทีสุดท้ายก่อนเข้าคูหาก็ยังได้ และระวังให้ดีเถอะพูดทำนองอวดแบบนี้ คนไทยขี้หมั่นไส้จะเห็นว่าก็มีคนเลือกเยอะแล้ว...ไม่เลือกล่ะกัน

แต่ไม่ว่าการสร้างสื่อของตัวเองจะทำได้ง่ายและสะดวกอย่างไร นักการเมืองเองก็ใช่ว่าจะทิ้งการใช้สื่อมวลชนได้ เพราะสื่อที่นักการเมืองสร้าง ก็มักจะเป็นสื่อที่มีผู้ติดตามคือแฟนคลับ (หรือไม่ก็คนเข้าไปด่า ไปเกรียน) จะไม่ได้ขยายคะแนนเสียงใหม่ในกลุ่มอื่นๆ และปัจจุบันนี้มีผลการสำรวจ สื่อข่าวการเมืองที่เข้าถึงคนที่สุดก็ยังเป็นโทรทัศน์ อีกทั้งสื่อมวลชนยังมีมุมมองเป็นกลางกว่าสื่อทำเอง อาจทำให้ประชาชนเชื่อมากกว่า

การใช้สื่อโซเชียลฯ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสาร 2 ทาง ที่ประชาชนสามารถทิ้งคำถามให้นักการเมืองตอบได้ง่าย การตอบคำถามอะไรก็ขอให้ระวังแล้วกัน เพราะก็เคยได้ยินวลีว่า “เกรียนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” คือโอกาสจะเจอคำถามชวนตีมีเยอะมาก ตอบแบบไม่เข้าหูก็มีโอกาสโดนแคปหน้าจอไปขยายความต่อในเพจต่างๆ ให้คนมารุมด่าเพิ่มหรือหัวเราะเยาะเอาง่ายๆ อะไรที่เห็นว่า “นิ่งเสียตำลึงทอง” ก็ควรเงียบ

พูดถึงเรื่องการเปิดสื่ออินเทอร์เน็ตที่มีสีสันที่สุด ณ ขณะนี้คงไม่พ้นแฟนเพจนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เปิดพร้อมกันทีเดียว 4 ช่องทาง ทั้งแฟนเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม  ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก พอเปิดออกมาแน่นอนว่า มีกระแสโจมตีว่า “เป็นการหาเสียงล่วงหน้า” ทันที เพราะว่าข่าวที่ออกมาทำให้ใครๆ เข้าใจแล้วว่า “บิ๊กตู่” อาจกลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย โดยมีชื่ออยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐนั่นแหละ



แต่ก็มีคนมองว่า “มันยังไม่ถึงกับเป็นการหาเสียง” เพราะอ่านข่าวดีๆ นายกฯ เองก็ยังแทงกั๊กว่า ถึงมีพรรคประกาศจะสนับสนุน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะไปเป็นบัญชีนายกฯ ของพรรคไหน และถ้าว่ากันจริงๆ ในฐานะผู้นำรัฐบาล เขาก็ต้องมีช่องทางสื่อสารรับเรื่องร้องทุกข์ได้ จะกี่ช่องก็ตามแต่ สำคัญแค่ว่าขอให้ตอบและนำเรื่องนั้นไปแก้ไขปัญหาก็พอ ซึ่งมันจะเป็นกระแสที่ดี ถ้าสมมุติมีข่าวปัญหาที่ถูกหยิบจากช่องทางเหล่านี้ถูกนำไปแก้ไข และขยายผลในด้านดีได้

การเปิดช่องทางสื่อสารของ “บิ๊กตู่” ก็มี “คนเข้าไปเกรียน” มากอยู่พอสมควร ทั้งพวกต้องการเรียกร้องให้นายกฯ พูดให้เคลียร์ๆ เรื่องอนาคตทางการเมือง หรือเข้าไปต่อว่านายกฯ ในเรื่องปัญหาต่างๆ หรือบางคนเจตนาก็อาจเข้าไปแหย่เพราะเห็นว่า “บิ๊กตู่เป็นคนใจร้อน” ตัวนายกฯ เองก็พูดประมาณ “อ่านทุกความเห็น” และขอให้ใช้เว็บไซต์ของนายกฯ เป็นช่องทางในการยื่นเรื่องร้องเรียนปัญหาที่อยากให้แก้ไข

ก็คิดว่าแฟนเพจบิ๊กตู่ก็คงโดนป่วนไปอีกพอสมควร เพราะคงมีหลายเรื่องที่คนขอความชัดเจนจากตัวนายกฯ แต่เมื่อเปิดช่องทางการสื่อสารแล้ว อย่างที่ว่าไปข้างต้น คือวิธีที่สร้างคะแนนนิยมดีที่สุดคือเอาปัญหาจากข้อร้องเรียนในนั้นมาแก้ไขเป็นรูปธรรมให้เห็นเป็นข่าวให้ได้ ไม่ใช่บอกแค่ “อ่านทุกความเห็น”

เพราะพลังที่ดีที่สุดของการสื่อสารไม่ใช่การอธิบายความ แต่คือ “ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม”
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย บุหงาตันหยง


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 89