อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2561

กัดฟันหาเงินเรียนตั้งแต่ม.3 เว้นว่างช่วยคนทำอาสา14ปี

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตสาวจิตอาสาวัย 36 ปี จากเด็กบ้านนอกต้องสู้ เปรียบชีวิตลัดเลาะเหมือนมอไซค์ เจอทางแคบข้ามป่าฝ่าเหวลึกลิขิตชะตาตัวเอง ผ่านเมฆฝนมีบ้านเป็นของตัวเอง แม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ภูมิใจยืนด้วยลำแข้ง อาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2561 เวลา 08.00 น.


คำว่า “ฐานะทางสังคม” ใครกันเป็นผู้กำหนด ต้องมีเงินทองกองสักกี่มากน้อย หรืออีกสักเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ามีฐานะทางสังคม?? วันนี้ใครที่กำลังรู้สึกท้อแท้ในโชคชะตาเอาแต่โทษตัวเองว่าเกิดมาจน ควรหยุดความรู้สึกนั้น เพราะเรื่องราวของหญิงสาวผู้นี้ แสดงให้เห็นว่า...ความจนไม่ใช่ “พันธุกรรม” ความจนไม่ได้ลิขิตชีวิต แต่เราเองต่างหากที่ออกแบบความคิดลิขิตโชคชะตา

“กุ้ง” หรือ “น..นภาลัย พรหมงาม” สาวบัญชีวัย 36 ปี เธอเกิดและโตที่อ.สนม จ.สุรินทร์ โดยมียายเลี้ยงดูมาคู่กับพี่ชายตั้งแต่เด็ก ที่อายุห่างกัน 3-4 ปี เพราะพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ฐานะทางบ้านที่มักขัดสน รายได้มาจากการทำนาปีละครั้ง และนอกเหนือจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็จะต้องออกมาหางานทำเป็นลูกจ้างที่โรงงานในกรุงเทพฯ



เธอเล่าว่า ชีวิตเด็กบ้านนอกที่อยากเรียนมากๆ แม้โรงเรียนจะห่างไกลจากบ้าน เพราะอยู่ต่างอำเภอ พี่ชายและน้องสาวคู่นี้ก็พยายามตื่นเช้า และเดินออกจากบ้าน 06.00 น. เพื่อไปให้ทันเข้าแถวเคารพธงชาติ 08.00 น. ส่วนบ้านใดที่พอจะมีเงิน ก็จะเห็นเด็กๆ บ้านหลังนั้นขี่จักรยานไปโรงเรียน ซึ่งเป็นภาพที่ชินสายตาสำหรับทั้งคู่เสียแล้ว

กระทั่งเรียนจบชั้นม.3 รร.โนนเทพวิทยา อ.โนนทราย จ.สุรินทร์ ขณะนั้นอายุ 15 ปี ส่วนพี่ชายเสียสละให้น้องสาวขอไม่เรียนต่อ และออกมาหางานทำ “กุ้ง” จึงเดินทางมาหาแม่ที่กรุงเทพฯ หวังเรียนต่อที่รร.ตั้งตรงจิตรพณิชยการ กรุงเทพฯ จนจบบัญชีระดับปวช. แล้วสอบติดรร.พณิชยการพระนคร เรียนจนจบการโรงแรมระดับปวส.



แต่หนทางมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น...ถ้ามัวแต่รอพึ่งแต่เงินจากแม่และพ่อที่รับซื้อของเก่า การเรียนของเธอก็คงจะไปไม่ถึงฝันแน่นอน กุ้งใช้เวลาว่างทำงานพิเศษทั้งขายขนม แคชเชียร์ เสิร์ฟอาหาร เงินก้อนแรกที่ได้ 1,500 บาท มันมีค่ากับเธอมาก เธอไม่อายที่จะพูดว่า...หนูไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้ อย่างมากก็เพียงแบงก์ 20 ที่เคยจับ

หนูไม่เคยเอาชีวิตไปเทียบกับเพื่อนคนอื่น เวลาว่างของหนูคือการหาค่าเทอม เพราะรู้ว่าทุกคนต่างกัน ถ้าหนูไม่ขวนขวายทุกอย่างก็ไม่ได้มา อยู่แบบจนๆ นั่งนิ่งๆ เฉยๆ ก็ยิ่งจนกว่าเดิม แล้วทำไมไม่ขยันจะได้รอดตาย”




ขณะเดียวกันในระหว่างที่เธอกำลังเรียนหนังสือ แม่ของเธอก็ต้องดิ้นรนเปลี่ยนอาชีพมาขายอาหารตามสั่ง เป็นร้านเล็กๆ ย่านตลิ่งชัน เพราะเห็นว่าละแวกนี้ยังไม่มีร้านไหนมาเปิด แต่รายได้ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ขาดทุนบ้าง เหลือจุนเจือครอบครัวบ้าง เพราะยังคงตกอยู่ในห้วงหลังปี 40 พิษวิกฤติต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจยังไม่ค่อยฟื้นตัวมากนัก

จวบจนปี 46 ที่ชีวิตเธอต้องพบกับ...ทุกๆ ความสูญเสียที่ไม่จบไม่สิ้น มันเริ่มจากต้องเสียพ่อไป ทำให้การเรียนในระดับอนุปริญญาเทอมสุดท้ายต้องชะงัก ฝันเริ่มห่างออกไปทีละนิด จากที่ต้องดรอปเรียนไว้ หวังว่ามีเงินจะกลับมาเรียนให้จบ แต่ด้วยภาระทางบ้าน เธอจึงเสียน้ำตาจำใจทิ้งความฝันด้านการเรียน ทว่าสิ่งที่มากระทบหัวใจไม่ได้ทำให้บอบซ้ำเพียงแค่นั้น ไม่นานนักยายผู้ที่ฟูมฟักเลี้ยงเธอกับพี่ชายมาตั้งแต่เล็ก ต้องจากเธอไปด้วยวัย 77 ปี



กุ้งเสียใจอยู่นาน แต่ไม่ใช่ขีดจำกัดของชีวิตที่พลาดโอกาสและจะต้องหยุดเดิน จน 2-3 ปีให้หลังได้มารู้จักและเข้ามาเป็นอาสาสมัครกู้ชีพศรีวิชัยนาน 5 ปี แล้วเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูอีก 8-9 ปี รวมแล้วเป็นอาสาช่วยคนมา 14 ปี ตลอดระยะเวลากุ้งและทีมงานออกไปช่วยเหลือทุกเคสนั้น กุ้งจะเป็นทั้งคนขับรถ ออกค่าใช้จ่าย กลั่นกรองและบันทึกข้อมูล ถ้าไม่มีพวกเขาคนที่เดือนร้อนคงไม่มีรอยยิ้มแน่นอน

จากชีวิตหญิงสาวที่ต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา ช่วยเหลือผู้คนมาตลอด หลายคนคงไม่ทราบว่าเธอต้องเช่าบ้านอยู่ตลอดเกือบ 20 ปี แต่วันนี้จากผู้หญิงที่ต้องกัดฟันสู้ชีวิต เธอสามารถมีบ้านเป็นของตัวเอง เป็นแบบอย่างและเป็นความภาคภูมิใจของผู้หญิงคนหนึ่ง แม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็สามารถยืนด้วยตัวเอง พร้อมกับยื่นมือและเป็นตัวแทนช่วยผู้คนที่รอความช่วยเหลือ



ดังที่เธอฝากแง่คิดในชีวิต ทิ้งท้ายว่า...ถ้าเรามองง่ายๆ ชีวิตของคนเรา มันก็เหมือนขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ติดไฟแดง รถเยอะๆ จากแยกไปอีกแยก พยายามลัดเลาะไปเรื่อยๆ ไม่หยุด แต่พอลัดเลาะแล้วเจอทางแคบ รถเบียดอยู่ เราก็พร้อมที่จะเข็นรถมอเตอร์ไซค์ถอยหลัง แล้วหาทางใหม่ที่ไปได้ จนในที่สุดเราก็จะไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจ ซึ่งมันก็เหมือนชีวิตคน หนทางชีวิตลำบาก คับแคบ อุปสรรคแค่ไหน ถ้าไปไม่ได้ก็ต้องถอย เพื่อตั้งสติแล้วเดินหน้าต่อ

ถ้าเราหยุด ท้อแท้ ผิดหวัง เราก็จะไม่ถึงสิ่งที่เราตั้งใจ เราไปช่วยเหลือคน...เราต้องเข้มแข็งแสดงความอ่อนแอไม่ได้ เราต้องทำตัวให้เหมือนตู้เย็น เวลาเราเหนื่อย หิวน้ำ เราก็เปิดตู้เย็นกินน้ำ หาของกินเพื่อที่จะประทังชีวิต แล้วเราก็จะได้รับความสุขกับตู้เย็นใบนั้น”

แต่ก็คงจะไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า...ข้างหลังตู้เย็นใบนั้น...มันจะร้อนขนาดนั้น ไม่มีใครที่ให้คำปรึกษาได้ดีเท่ากับคนในกระจก ตัวเราเองคือที่พึ่งที่ดีที่สุด เฉกเช่นชีวิตของสาวคนนี้ที่ไม่ได้เกิดมาสบายหรือมีความพร้อม แต่ก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้.
...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 89