อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2561

ชั่งน้ำหนักคุณ-โทษ "มือถือ" กับ "เด็ก"

เหรียญยังมี 2 ด้านเสมอ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่เข้ามาเอื้อประโยชน์กับการใช้ชีวิตของคนเราให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งใช้มันเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก อาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561 เวลา 07.30 น.

เหรียญยังมี 2 ด้านเสมอ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่เข้ามาเอื้อประโยชน์กับการใช้ชีวิตของคนเราให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งใช้มันเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก แน่นอนว่าถ้าใช้ให้ถูกต้อง ผู้ปกครองกำกับเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยแล้วจะช่วยเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ก็มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยปล่อยให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีเหล่านั้นเพียงลำพัง เสี่ยงที่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ซึ่งทางการแพทย์บอกเลยว่าไม่ควรเล่นโทรศัพท์มือถือ เพราะผลเสียไม่ได้เกิดจากเนื้อหาว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แต่เพราะองค์ประกอบของตัวเครื่องนั้นต่างหากที่มีผลกับพัฒนาการของเด็กโดยตรง โดยเฉพาะ “ดวงตา”

เรื่องผลกระทบกับดวงตาเด็กนั้นพูดกันมาก็มาก แต่จำเป็นต้องพูดอีกครั้ง บ่อย ๆ เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจ เพราะแม้ว่าจะพูดกันมานาน แต่ทาง นพ.ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ล่าสุดมีเด็กจำนวนมากที่เข้ามาพบจักษุแพทย์เพื่อรักษาปัญหาเรื่องของการมองเห็น ครึ่งหนึ่งเป็นปัญหาสายตาสั้น และเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากการใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไปนั่นเอง



ทั้งนี้ นพ.ศักดิ์ชัย อธิบายเหตุผลว่า ที่เด็กสายตาสั้นเป็นเพราะเวลาเล่นโทรศัพท์มือถือนั้นจะมีการใช้สายตามองในระยะใกล้ ๆ ใช้สายตามากขึ้น นำมาซึ่งปัญหา “สายตาสั้นเทียม” หรืออาการเพ่งค้างของสายตา ทำให้มองไกลไม่ชัด อาการนี้จักษุแพทย์รักษาด้วยการหยอด “ยาลดการเพ่ง” ก็แก้ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเล่นนาน ๆ ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นคนสายตาสั้นจริง ๆ ได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีกรรมพันธุ์เป็นคนสายตาสั้น จะมีโอกาสมีปัญหาสายตาสั้นมากยิ่งขึ้น และเกิดขึ้นเร็วกว่าระยะเวลาที่ควรจะเป็น

ยิ่งอายุน้อยยิ่งมีผลกระทบเยอะ เพราะความสามารถในการเพ่งจะมีมากที่สุดตั้งแต่ตอนเกิดและค่อย ๆ ลดลง รวมทั้งความสามารถในการขยายตัวของลูกตาที่มีผลทำให้สายตาสั้นนั้นจะพบเร็วมากในช่วง 2 ขวบแรก เพราะเป็นช่วงที่ลูกตามีโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้สูง

ดังนั้นถ้าเป็นเด็ก อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่แนะนำให้เล่นเลย เพราะว่าลูกตายังมีความบอบบาง ยังไม่แข็งแรงพอ ถ้าทำให้เด็กมีการเพ่งตั้งแต่อายุยังน้อยก็มีโอกาสที่จะเกิดสายตาสั้นเร็วมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “ปัญหา” คือเวลาที่เด็กมีปัญหาสายตา แต่ไม่รู้ว่านั่นคือปัญหา บอกผู้ปกครองไม่ได้ จึงไม่ได้รับการรักษาแก้ไข ทำให้กระทบกับการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะพัฒนาการทางสมอง

ที่กังวลคือเสี่ยงพิการถาวรจากโรค “สายตาขี้เกียจ” เนื่องจากเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ เป็นเวลาทองของการพัฒนาจอประสาทตา หากมองไม่ชัด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม จะทำให้จอประสาทตาไม่พัฒนา เมื่อจอประสาทตาไม่พัฒนา รู้ตัวเมื่อสาย อายุมากกว่า 10 ขวบแล้วจะแก้ไขให้กลับมามองเห็นได้ปกติไม่ได้

อีกหนึ่งปัญหาที่กังวลเมื่อปล่อยเด็กเอาไว้กับมือถือ มีผลทำให้ “คนรุ่นหลัง ๆ เสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกมากขึ้น” และเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ สาเหตุก็มาจาก “แสงสีฟ้า” ในโทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นและความถี่สูง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ที่บริเวณจอประสาทตามากขึ้น อาจจะทำให้เกิด จอประสาทตาเสื่อมและสูญเสีย การมองเห็น เร็วกว่าระยะเวลาที่ควรจะเป็น จากที่เคยเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุประมาณ 70-80 ปี ที่ผ่านการโดนแสงแดดมานาน

พฤติกรรมของเด็กปัจจุบันนอกจากโดนแสงแดดแล้วยังมาโดนแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์อีก โดยเฉพาะถ้าปิดไฟเล่นจะทำให้ม่านตาขยายเข้าไปมากกว่าเดิม ดังนั้นจักษุแพทย์จึงเป็นห่วงว่าคนในยุคหน้าจะเป็นจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น”

นพ.ศักดิ์ชัย ย้ำด้วยว่าการใช้มือถือสำหรับเด็กจำเป็นต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแล โดย มีสูตร 20 : 20 : 20 มาแนะนำคือ เมื่อใช้สายตามองใกล้ทุก 20 นาที ต้องหยุดพักมองไกล ๆ อย่างน้อย 20 ฟุต อย่างน้อย 20 วินาที ถึงจะกลับมาใช้มือถือต่อได้ ส่วนระยะห่างระหว่างมือถือกับดวงตาควรห่างกัน ประมาณ 33-40 เซนติเมตร ไม่ควรปิดไฟเล่น และมีกติกาในการเล่น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด.

------------------------------------------
อภิวรรณ เสาเวียง.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 73