อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด คืนชีพศพนักรบสุดสยอง

เมื่อเหล่าทหารกล้า ต้องออกปฏิบัติการในภาระกิจ ทำลายห้องวิทยุคืนเพื่อตัดการสื่อสาร แต่พวกเขากลับพบว่า มีการทดลองสุดประหลาดด้วยการจับชาวบ้านไปทดลองยาบางอย่าง ที่จะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาต่อสู้ราวกับไม่เจ็บปวด ศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2561 เวลา 10.00 น.


ถ้าหากพูดถึง...หนังซอมบี้...อย่าง World War Z,Resident Evil, Zombieland,28 days later หรือ ซีรี่ย์ดังอย่าง The Walking Dead หมีเชื่อว่าท่านผู้ชมหลายท่านคงเคยรับชม หรือคุ้ยเคยกับชื่อเหล่านี้มาบ้าง ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่าเนื้อหาของหนังซอมบี้ จะมีความตื่นเต้นลุ้นระทึกไปกับตัวละครต่าง ๆ มีการผูกโยงเรืองราวดราม่าเพื่อให้ผู้ชมอินไปกับตัวละคร ก่อนจะลุ้นกันว่าใครจะเอาชีวิตรอดจากเหล่าซอมบี้นี้ได้ หรือใครจะต้องมาจบชีวิตจากฝูงซอมบี้ที่บ้าคลั่ง ซึ่งในแต่ละเรื่องลักษณะของเหล่าซอมบี้ก็จะแตกต่างกันออกไปอีก ผีดิบบางตัววิ่งไล่ได้ บางตัวเดินช้าๆ ก็แล้วแต่เนื้อเรื่องว่าจะสร้างออกมาเช่นไร แน่นอนว่าในเรื่อง Overlord ก็ไม่เหมือนกับเรื่องอื่นๆ เช่นกัน  

โดยในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ทางค่ายภาพยนตร์อย่าง Paramount Pictures และ Bad Robot ได้เผยตัวอย่างหนังเรื่อง Overlord ที่เกี่ยวกับ ซอมบี้ทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏว่าสร้างความฮือฮาให้แก่เหล่าคอหนังซอมบี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นซอมบี้จากการทดลองในช่วงสงคราม จนเกิดความคาดหวังว่า จะต้องดุเด็ดเผ็ดมันส์สุด!....จนกระทั่งมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเอาเรื่อง Overlord ให้ไปอยู่ในจักรวาลเดียวกับ Cloverfield (หนังแนวไซไฟ เผยข้อมูลเกี่ยวกับ "มนุษย์ประหลาด" ที่โผล่ออกมาไล่ล่าคนรอบข้างอย่างสยดสยอง) แต่สุดท้ายก็ผิดคาด เมื่อผู้กำกับชื่อดังอย่าง เจ.เจ. เอบรามส์ ออกมาปฏิเสธว่า Overlord ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจักรวาลของ Cloverfield แต่อย่างใด... 





Overlord ถูกอำนวยการสร้างโดย เจ.เจ. เอบรามส์ ที่เคยมีผลงานโดดเด่นอย่าง Star Trek (2009) และ Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) ส่วนเก้าอี้ผู้กำกับเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ"จูเลียส เอเวอรี"  จากเรื่อง Son of a Gun (2014) โดย Overlord เป็นภาพยนตร์เรท R เรื่องแรกของค่าย Bad Robot แนวแอ็คชันสยองขวัญ ความยาว 110 นาที (น18+ ไม่ควรนำบุตรหลาน ที่มีอายุน้อย ๆ เข้าไปรับชม เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นลักษณะของสงคราม มีการยิงกันตาย ฉากเต็มไปด้วยเลือด และมีบางซีนที่ดูโหดร้ายทารุนอีกด้วย) การถ่ายทำเรื่องนี้ทางค่าย Bad Robot ถือว่าใช้ CG อยู่พอสมควร แต่ว่าฉากสำคัญก็มักจะถ่ายทำด้วยการใช้สตั้นกับนักแสดงมากกว่า นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งใบหน้าตัวละครให้แลดูน่ากลัวสมจริงอีกด้วย โดยเราจะเห็นได้จากที่เผยแพร่กันในสื่อโซเชียล และเว็บไซต์ยูทูป ที่เป็นรูปของ หัวหน้าทหารนาซี ถูกยิงที่แก้มจนเป็นรู แต่กลับไม่ตายนั่นเอง...



เรื่องย่อ Overlord ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสหรัฐจับมือกับประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เพื่อต่อสู้กับ กองทัพ นาซี-เยอรมัน ที่ปกครองโดย "ฮิตเลอร์" เหล่าทหารนับล้านมีภาระกิจบุกเข้าทำลายฐานที่มั่นของฝ่ายเยอรมัน ซึ่งในภาระกิจหลักของเรื่องก็คือ การบุกทำลายห้องวิทยุ-เสาวิทยุในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของประเทศเยอรมันเพื่อตัดการสื่อสาร ก่อนจะให้ฝ่ายสัมพันธมิตรขนทหารเข้ามายึดพื้นที่ แต่ภารกิจในครั้งนี้ก็ใช่ว่าทำกันได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีเครื่องบิน บินผ่านน่านฟ้าไม่นานก็จะถูกปืนต่อต้านอากาศยานสอยจนร่วงลงมาราวกับใบไม้...สุดท้ายจากทหารนับร้อย ก็เหลือรอดอยู่ไม่กี่นาย

สำหรับตัวละครหลักของเรื่องได้แก่ "บอยซ์" ทหารผิวสีหน้าใหม่ผู้มีศีลธรรม (รับบทโดย Jovan Adepo), "ฟอร์ด" หัวหน้าหมู่จอมเก๋า (รับบทโดย Wyatt Russell ลูกชายของ Kurt Russell), "วาฟเนอร์" หัวหน้าทหารนาซีจอมโหด (รับบทโดย Pilou Asbaek) และ "โชอี้" สาวชาวบ้านสุดสวย (รับบทโดย Mathilde Ollivier) โดยหลังจาก "บอยซ์" เอาชีวิตรอดจากการเหตุการณ์เครื่องบินตกมาได้ เขากับเพื่อน ๆ ที่รอดตายแอบลอบเข้าไปยังหมู่บ้านเป้าหมายได้สำเร็จ และพบว่ากลางหมู่บ้านมีโบสถ์เก่าที่ทหารเยอรมันติดตั้งเสาวิทยุเอาไว้ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนก็คือ เหล่าทหารนาซีได้จับเอาชาวบ้านและซากศพทหารด้วยกันไปทำการทดลองบางอย่าง จนสามารถปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ แถมเมื่อฟื้นขึ้นมาร่างกายกลับแข็งแกร่งกว่าเดิมอีกด้วย เรื่องราวสุดระทึกขวัญจะจบลงอย่างไร ต้องไปติดตามกันได้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้นครับ.



ความโดดเด่นของภาพยนตร์ Overlord คือ การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างไว มีการจัดฉากให้เกิดความลุ้นระทึกขวัญในซีนเหตุการณ์เฉียดตายในเชิงสงครามได้อย่างแนบเนียน พร้อม ๆ กับเสียงซาวน์ที่ดุดัน สร้างอารมณ์คล้อยตามกับบรรยากาศของหนังได้เป็นอย่างดี สำหรับบทบาทของตัวละครที่มีความโดดเด่นมากๆ ตกเป็นของ สาวสวยอย่าง Mathilde Ollivier ด้วยบทของ "โชอี้" สาวชาวบ้านที่น่าสงสาร แววตาแสดงให้เห็นว่าตัวเธอพร้อมจะยืนหยัดเข้มแข็งเพื่อครอบครัวมาตลอด ซึ่งในฉากที่เธอต้องถูกไล่ล่าและไล่ล่าเสียเอง ก็ยังสามารถดึงอารมณ์ผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเอกอย่าง "บอยซ์" ต้องมารับบท ทหารที่ อ่อนแอ หวาดกลัว แต่ก็ยังขอสู้เพื่อให้รอดชีวิต ซึ่ง Jovan Adepo ก็แสดงออกมาได้ดีมากจนหลายคนรู้สึกขัดใจ และสิ่งสุดท้ายโดดเด่นละน่าชื่นชมก็คือ ทีมแต่งหน้า กับ CG ขั้นเทพ สามารถเนรมิตตัวละครตอนบาดเจ็บ รวมทั้งฉากการต่อสู้ต่างๆ ได้อย่างสมจริงและชวนสยดสยองสุดๆ 

จุดอ่อนของภาพยนตร์ Overlord คือ การให้น้ำหนักของความสำคัญในตัวละครบางตัว น้อยเกินไป ไม่มีความบาลานซ์สมดุล ทั้งที่สามารถทำให้ผู้ชมชื่นชอบตัวละครตัวนั้นได้ในเวลาไม่นานนัก นอกจากนี้บางฉากก็ดูไม่สมเหตุสมผล ในส่วนของเนื้อแท้ของหนังแนวสงครามโลก ซึ่งส่วนใหญ่ต้องปูพื้นเรื่องให้แน่นพอ ผู้ชมจะได้อินหรือคล้อยตามไปกับชีวิตทหาร แต่ปรากฏว่าปูพื้นในลักษณะฉาบฉวย จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่บทบาทของตัวละครเหล่านั้น ควรจะมีความโดดเด่นมากกว่านี้  

7/10 สำหรับภาพยตร์ระทึกขวัญ แต่ยังไม่ถึงขั้นน่ากลัวอย่างที่ใครหลายคนคาดหวังไว้

 




ปิดท้ายกันด้วยคำถามประจำสัปดาห์ เพื่อหาผู้โชคดี 5 ท่าน รับบัตรชมภาพยนตร์ฟรีคนละ 2 ที่นั่ง ในเครือโรงภาพยนตร์ "เอส เอฟ ซีเนม่า"

คำถามคือ หนังสยองขวัญเรื่องใด...ที่ท่านชื่นชอบมากที่สุด?เพราะอะไร? 

ร่วมสนุกตอบคำถามได้ ที่ช่องแสดงความเห็นด้านล่างของคอลัมน์นี้ หรือในเพจเฟซบุ๊ก Dailynews ช่วง "ดูหนังกับหมี" ประกาศผลผู้โชคดีในวันที่ 12 พ.ย.61 (สำหรับผู้โชคดีจะต้องเข้ามายืนยันสิทธิ์ด้วยการอินบ๊อก ระบุแจ้งรับสิทธิ์ ในเพจเฟซบุ๊ก Dailynews ก่อนเวลา 18.00 น. ของวันที่ 14 พ.ย.61 มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์) ดูหนังกันให้สนุกนะครับผม ^^
.............................
คอลัมน์ ดูหนังกับหมี
โดย "แพนด้าอ้วน"
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์เอสเอฟซีนีม่า, United International Pictures Thailand และเว็บไซต์ยูทูป


ร่วมสนับสนุนความสนุกในการชมภาพยนตร์โดย SF

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    86%
  • ไม่เห็นด้วย
    14%

บอกต่อ : 103