อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 ธันวาคม 2561

หลักคิดพระราชา พึงน้อมพิจารณาถึงระบอบประชาธิปไตย

สัปดาห์นี้เพื่อให้คนไทยเห็นความสำคัญ “ระบอบประชาธิปไตย” ขออัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในหลวงร.9 มาให้น้อมพิจารณาดังนี้ พฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เวลา 10.00 น.


ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) มาเป็นระบอบราชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย หรือระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy) กาลเวลาล่วงเลยมาเป็นเวลา 86ปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.2475

พัฒนาการประชาธิปไตยมีการเดินหน้าสลับกับการสะดุดหยุดนิ่งอยู่กับที่หรือถอยหลังเป็นระยะๆ เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่มีผลกระทบต่อความเจริญก้าวหน้าของประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแม่บทของกฎหมาย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กระบวนการทางประชาธิปไตย พรรคการเมือง นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชน ฯลฯ สิ่งที่กล่าวถึงนี้ไม่อาจแยกส่วนออกจากกันได้โดยเด็ดขาด หากจะขับเคลื่อนการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้มีความเจริญก้าวหน้า ไม่เกิดวงจรอุบาทว์ที่มีการเลือกตั้งสลับกับการทำรัฐประหาร การหยุดยั้งรัฐประหารไม่อาจกระทำได้ เพราะการทำรัฐประหารเป็นผลที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากเหตุปัจจัย

เหตุที่ทำให้เกิดรัฐประหารนั้น เป็นเพราะว่ารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดล้มเหลวอย่างร้ายแรง จึงไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ในกรณีเช่นนี้หากไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีลาออก หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคืนอำนาจแก่กับประชาชน การทำรัฐประหารก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่มีวันจบสิ้น

เพื่อให้คนในชาติได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดของโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะต้องยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3ประการ คือ การปกครองตนเองของประชาชน การมีสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความเสมอภาคของประชาชน จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทมาให้ได้น้อมพิจารณาดังต่อไปนี้

พระราชดำรัสในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมวันที่ 24 มิ.ย.2501 ความว่า “...สมาชิกทั้งหลาย ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย มีส่วนสำคัญในการปกครอง ประเทศชาติจึงขอให้พิจารณาดำเนินงาน ด้วยความละเอียดรอบคอบ และขอให้ปฏิบัติตรงตามปรารถนาของประชาชน เป็นส่วนรวมอย่างแท้จริง...”



พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2512 ความว่า “...ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำทุกคนให้เป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อยจึงไม่ใช่อยู่ที่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ 9 ก.ค.2514 ความว่า “...การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนร่วมด้วย...”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แถลงการณ์สภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สวชพ.) เรื่อง “การใช้เสรีภาพเพื่อความปรองดองสมานฉันท์” เนื่องในวันนักข่าว 5 มี.ค.2520 ความว่า “...การมีเสรีภาพนั้นเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ที่เขามีอยู่เท่าเทียมกันทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย มิฉะนั้นจะทำให้มีความยุ่งยาก จะทำสังคมและชาติประเทศต้องแตกสลายจนสิ้นเชิง...”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค.2521 ความว่า “...คนไทย รักษาชาติ รักษาแผ่นดิน เป็นปึกแผ่นมั่นคงมาได้ ด้วยสติปัญญาความสามารถ และด้วยคุณความดีอิสรภาพ เสรีภาพ ความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนความเจริญ ทุกอย่างที่มีอยู่บัดนี้ เราทั้งหลายในปัจจุบันจึงต้องถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบอย่างสำคัญ ในอันที่จะรักษาคุณความดี พร้อมทั้งจิตใจที่เป็นไทยไว้ให้มั่นคงตลอดไป...”

ในพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2532 ความว่า “...ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับความ รักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง 2 ประการนี้ คือ คุณลักษณะสำคัญของไทย ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริญมั่นคงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน...”



พระราชดำรัสพระราชทานแก่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เดือนพ.ค.2535 ความว่า “...ทุกคนก็ทราบว่าเหตุการณ์มีความยุ่งเหยิงอย่างไร และทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ แต่ที่จะแปลกใจก็อาจมีว่า ทำไมเชิญพลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะว่า อาจมีผู้ที่แสดงเป็นตัวละครมากกว่านี้ แต่ว่าที่เชิญมาเพราะว่าตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ 2 ท่านเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากัน, แล้วก็ในที่สุด เป็นการต่อสู้ หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางขึ้น ถึงได้เชิญ 2 ท่านมา...”

พระราชดำรัสพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2548 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ความว่า “...การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคราวนี้ ประชาชนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การปกครองประเทศดำเนินเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ต่อแต่นี้ไปจึงเป็นภาระและความรับผิดชอบโดยตรงของท่านทั้งหลาย ที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ ให้งานของแผ่นดินดำเนินก้าวหน้าไปโดยถูกต้อง เที่ยงตรงและบังเกิดผลที่พึงประสงค์ทุกด้าน ดังนั้นเรื่องราวและปัญหาใดๆ ที่เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ จึงควรจะได้พิจารณาปรึกษาตกลงกันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความสามัคคีปรองดอง และด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด...”
………………………
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 194