อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562

อย่าเบาใจแม้อายุยังน้อย ก็เป็นเบาหวานได้เช่นกัน

สัปดาห์นี้ไปรู้จัก “โรคเบาหวาน” ในเด็กและวัยรุ่น ที่สำคัญชนิดที่เป็นมากยังไม่ทราบสาเหตุ แม้รักษาไม่หายขาด แต่ถ้ารู้เร็วทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ เสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2561 เวลา 12.00 น.


โรคเบาหวานที่เรารู้จักกันถือเป็นโรคที่พบมากในคนที่อายุมากๆ แต่น้อยคนจะรู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งทั้งสาเหตุและการดูแลรักษาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ไม่เพียงส่งผลกับคุณภาพชีวิต แต่อาจจะรุนแรงมากขึ้นถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี ฉะนั้นการป้องกันก่อนเกิดเบาหวานคือสิ่งสำคัญ หากทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และดูแลใส่ใจกันอย่างถูกวิธี ย่อมช่วยให้ทุกคนห่างไกลจากโรคเบาหวานได้

เริ่มแรกเรามาทำความรู้จักก่อนว่าโรคเบาหวานที่พบในเด็กและวัยรุ่นมีอะไรบ้าง ซึ่งจะแบ่งได้ 3 ชนิด 1.โรคเบาหวานเกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วย ไปทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้เกิดภาวะขาดอินซูลินตามมา



2.โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเป็นเบาหวานชนิดที่พบมากในผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันรอยโรคพบได้ในผู้ป่วยอายุน้อยลง เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงคือภาวะโภชนาการเกิน

และ 3.โรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น ได้แก่ ภาวะความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาของตับอ่อน การติดเชื้อ รวมถึงยาบางชนิด

พญ.นิภาพรรณ จรดล กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม รพ.พระรามเก้า บอกให้ฟังว่า เบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่เกิดจากเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากภาวะความเสี่ยงทางพันธุกรรม และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ร่วมกับปัจจัยทางสภาวะแวดล้อม เช่น ติดเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน

เด็กที่มีภาวะ “ขาดอินซูลิน” จะไม่สามารถนำน้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ มีภาวะขาดน้ำตาลหรือขาดพลังงาน ขณะเดียวกันน้ำตาลก็จะเพิ่มสูงในกระแสเลือด เด็กจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ทานอาหารและน้ำมากขึ้น แต่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง มีปัสสาวะมากกว่าปกติ ถ้าไม่รักษาร่างกายจะสลายพลังงานสะสมทีมีอยู่ ซึ่งจะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน ที่เรียกว่า “ภาวะดีเคเอ” ตามมา และจะปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย ซึมลงจากภาวะสมองบวม อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้



โดยหมอต้องอาศัยการซักประวัติ ร่วมกับการเจาะตรวจน้ำตาลในเลือด เมื่อพบแน่ชัดว่าเด็กเป็นโรคเบาหวาน แพทย์จะฉีดอินซูลินทดแทนเข้าชั้นไขมันวันละ 3-4 ครั้ง ทำร่วมกับการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อปรับอินซูลินป้องกันอันตรายจากภาวะน้ำตาลสูงและน้ำตาลต่ำระหว่างการรักษา

ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดจากโรคนี้ แต่ก็มีการพัฒนาชนิดของยาและอุปกรณ์ที่จะช่วยลดความยุ่งยากและความเจ็บปวดจากการเจาะเลือดและฉีดยาให้ลดน้อยลง จึงทำให้เด็กๆ ที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีการเจริญเติบโตสมวัยและห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อน

แล้วเราจะดูแลคนทุกวัยในครอบครัว ให้ห่างไกลเบาหวานได้อย่างไร...พญ.รุ่งทิพย์ ด่านศิริกุล อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม รพ.กรุงเทพ แนะนำว่า แต่ละช่วงวัยมีความต่างกัน เพราะการรับรู้และพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 วัย

1.วัยเด็กถึงเด็กประถม พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ระวังน้ำตาล แป้ง และไขมัน เน้นให้ลูกดื่มน้ำเปล่าและนมรสจืดแทนน้ำหวานและน้ำอัดลม สอนให้ออกกำลังกายหรือพ่อแม่ออกกำลังกายกับลูกหลังเลิกเรียน ในเด็กที่อายุมากกว่า 10 ปีและมีภาวะอ้วน ควรตรวจระดับน้ำตาลและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

2.วัยรุ่น ในวัยนี้การปลูกฝังพฤติกรรมการกิน เน้นโปรตีนผักและผลไม้ ลดแป้ง น้ำตาล และไขมัน และระวังน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ เน้นออกกำลังกายเป็นประจำ พ่อแม่ควรสนับสนุนด้านกีฬาที่ลูกสนใจ แต่ถ้าลูกติดโซเชียลฯ ชอบนอนดูแต่ทีวี ต้องแนะนำให้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมและใช้เวลาให้เหมาะสม



3.วัยทำงาน ควรควบคุมการทานอาหารและน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ อย่าละเลยการออกกำลังกาย ควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ในผู้หญิงมีโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ถ้ามีกรรมพันธุ์ในครอบครัวเป็นเบาหวาน โอกาสเป็นเพิ่มขึ้น 50% เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตาม

4.วัยสูงอายุ ระวังการทานแป้งและน้ำตาล ควบคุมปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันอย่างเคร่งครัด เน้นผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารสูง เพราะช่วยคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด ออกกำลังกายเน้นกีฬาที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวท โยคะ และควรตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยเบาหวาน ทุกคนในครอบครัวควรให้กำลังใจและคอยดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอย่างระมัดระวัง ลดน้ำตาล ลดแป้ง ควรห้ามใจไม่ให้ทานให้ได้เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ขณะที่ครอบครัวไหนที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็ควรดูแลระมัดระวังเรื่องการทานอาหาร รวมถึงปริมาณน้ำตาลในอาหารเช่นกัน.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพจาก Pixabay


ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 325