อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 ธันวาคม 2561

หลักคิดพระราชา พึงน้อมพิจารณา"ศิลปวัฒนธรรม"

สัปดาห์นี้เพื่อให้คนในชาติตระหนักรู้ถึงคุณค่าของ “โขน” จึงขออัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสมาให้ได้น้อมพิจารณาดังต่อไปนี้ พฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00 น.


“โขน” เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของไทย มีลักษณะคล้ายละครรํา มักแสดงเรื่องรามเกียรติ์โดยผู้แสดงสวมหัวจําลองต่างๆ ตัวละครประกอบด้วย พระราม พระลักษณ์ นางสีดา ทศกัณฐ์ หนุมาน ฯลฯ

ประวัติความเป็นมาของโขนจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีว่า...โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของ “ซีมง เดอ ลา ลูแบร์” ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ ซึ่งโขนเป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนง



นับเป็นข่าวที่น่ายินดีและสร้างความภาคภูมิใจแก่คนไทยทั่วทั้งประเทศ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational Sciencetific and Culture Organization - UNESCO) ครั้งที่ 13 ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) 181 ประเทศเข้าร่วมประชุม โขนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติเมื่อปลายเดือนพ.ย.61

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมการแสดงโขนในทุกมิติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายเครื่องประดับโขนชุดใหม่ พัฒนาการแต่งหน้าให้งดงามดึงดูดความสนใจ พัฒนาเทคนิคการแสดง ฉากเวที แสง สี เสียง อันเป็นที่มาของ “โขนพระราชทาน” ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น จึงทำให้โขนไทยยิ่งใหญ่อลังการ

เพื่อให้คนในชาติได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่า และความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมของชาติ จึงขออัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสมาให้ได้น้อมพิจารณาดังต่อไปนี้



พระบรมราโชวาทในพิธีพะราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 21 เม.ย.2503 ความว่า “...ประเพณีทั้งหลายย่อมมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เรามีประเพณีของชาติไทยเป็นสมบัติ เราควรจะยินดีอย่างยิ่งและช่วยกันส่งเสริม รักษาไว้ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ...”

พระราชดำรัสในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จ.พระนคศรีอยุธยา วันที่ 26 ธ.ค.2504 ความว่า “...โบราณวัตถุศิลปวัตถุและโบราณสถานทั้งหลาย เป็นของมีคุณค่าและจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ศิลปโบราณคดี เป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย ที่มีมาแต่อดีต ควรสงวนรักษาไว้ให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล...”

พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย วันที่ 25 ม.ค.2507 ความว่า “...ชาติไทยเรานั้นได้มีเอกราช มีภาษา ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเองมาช้านานหลายศตวรรษแล้ว ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษของเราได้เสียสละอุทิศชีวิต กำลังทั้งกายและใจ สะสมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้เพื่อพวกเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คงทนถาวร เป็นมรดกของอนุชนรุ่นหลังต่อไป ข้าพเจ้าเห็นว่าโบราณวัตถุและศิลปวัตถุทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ชี้ให้เห็นอดีตอันรุ่งโรจน์ของชาติไทยเรา เป็นประโยชน์แก่การศึกษาทั้งในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี และวัฒนธรรม จึงควรที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันทะนุถนอมบำรุงรักษาอย่าให้สูญสลายไป...”



พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยศิลปกร ณ วังท่าพระ วันที่ 12 ต.ค.2509 ความว่า “...การศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม เป็นการศึกษาที่สำคัญและควรจะดำเนินควบคู่กันไปกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เพราะความเจริญของบุคคล ตลอดจนถึงความเจริญของประเทศ มีทั้งทางวัตถุและจิตใจ ความเจริญทั้งสองทางนี้จะต้องมีประกอบกันเกื้อกูลและส่งเสริมกัน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร ณ วังท่าพระ วันที่ 12 ต.ค.2513 ความว่า “...งานด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม นั้นคือ งานสร้างสรรค์ความเจริญทางปัญญา และทางจิตใจ ซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุทั้ง องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ของความเจริญ ชด้านอื่นๆ ทั้งหมด และเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เรารักษาและดำรงความเป็นไทยได้สืบไป...”
………………………
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 93