อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562

หลับให้สบายเถิดทหารกล้า เราจะดูแลแม่นายตลอดไป

“ถ้าหากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไป ฝากแม่ผมด้วยนะครับ”คำพูดพลทหารก่อนพลีชีพจากเหตุไม่สงบทางภาคใต้ จงหลับให้สบายเถิด“ผู้กองม่อน”สานต่อภารกิจสุดซึ้งกว่า 5 ปี เสียสละช่วยเหลือดูแลแม่พลทหารอย่างดี ด้วยความรักและผูกพันจนกลายเป็นแม่ลูกกันจริงๆ เสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00 น.


คำโบราณที่ว่า "เอาลูกเขามาเลี้ยง อย่าเมี่ยงเขามาอม" ความหมายคือเอาลูกของคนอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกเป็นภาระรับผิดชอบที่หวังผลตอบแทนแน่นอนไม่ได้ ส่วนการเอาแม่คนอื่นมาเป็นแม่ตัวเองยังหาคำเปรียบเปรยไม่ได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ จ.เลย เป็นเรื่องราวความดีงามที่ทุกคนในสังคมควรรับรู้ และควรยกย่องกับภารกิจที่สุดจะประทับใจของทหารนายหนึ่งคือ ..สุรกุล ดีปราศัย หรือม่อนหรือภูมิ ทหารฝ่ายการเงิน สังกัด ร.8 พัน.1 จ.เลย

ต้นเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นจากบุคคล 2 คนคือ ..วรวุฒิ สำราญ อดีต ผบ.ร.8 พัน 1 ค่ายศรีสองรัก จ.เลย ปัจจุบันตำแหน่ง พ.อ.เป็นรองเสนาธิการ รักษาราชการเสนาธิการ กองพลทหารราบที่ 3 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.อุดรธานี และ ดร.สุภาวดี สำราญ หรืออาจารย์เก๋ ภรรยา พ.อ.วรวุฒิ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร ม.ราชภัฏเลย เล่าประสบการณ์ที่น่าชื่นชมกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เสียสละความสุขส่วนตัวไปทำงานที่ไม่มีในตารางการทำงานเป็นเวลาถึง 5 ปี



ดร.สุภาวดี บอกว่า เมื่อปี 55 พลทหารสำรวย สุพรรณเมือง กำลังพล ร.8.พัน 1 ค่ายศรีสองรัก สมัครเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร้อย ร.8034 ฉก.ปัตตานี 21 เนื่องจากมีรายได้พิเศษ สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน พลฯสำรวยเป็นกำลังสำคัญเพียงคนเดียว กระทั่งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เกิดเหตุคนร้ายยิงจุดตรวจ ชรบ.บ้านปลักใหญ่ หมู่.9 ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พร้อมกับลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 นาย หนึ่งในนั้นคือพลทหารสำรวย



หลังเกิดเหตุ พ..วรวุฒิ บอกกับเก๋ว่า “เราต้องหาทางเยียวยาให้มากกว่าที่ทางกองทัพบกให้ตามระเบียบ เนื่องจากเห็นแม่พลฯสำรวยยังตกอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจากการจากไปของลูกชายที่เป็นที่รัก มีอาการซึมเศร้าตลอดเวลา ไม่ทานข้าวหลายวัน จึงมอบหมายให้ ..สุรกุล ยศขณะนั้น นายทหารฝ่ายการเงิน ร.8 พัน.1 ที่เพิ่งมาบรรจุใหม่ ให้เข้าไปช่วยดูแล..เจ้า สุพรรณเมือง แม่ของพลฯสำรวย วีรบุรุษผู้กล้าที่ อ.ผาขาว จ.เลย สักระยะหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น”

ดร.เก๋” บอกต่อว่า ที่สามี และตัวเองเลือกหมวดม่อน เพราะสังเกตว่าเป็นคนอัธยาศัยดี ประนีประนอมจึงให้ประกบคอยปลอบใจดูแลอย่างดี จนเกินหน้าที่เกินคำสั่งที่ได้รับมอบหมายคือเดินทางไป-กลับ 160 ก.ม.ดูแลทั้งเช้า-เย็น กระทั่งแม่พลฯสำรวยกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เริ่มพูดคุยได้ สามีเลยเปรยไปว่า “อย่างนั้นเอ็งก็ไปเป็นลูกแม่เค้าเลยสิ”



กระทั่ง ร.อ.สุรกุลเข้าไปช่วย ทำไร่ ทำนา ปลูกผัก รับจ้างหารายได้เข้าบ้าน ทำมากกว่าลูกจริงเสียอีก เป็นผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ดูแลเรื่องเงินที่ทางกองทัพบกเยียวยามาให้ โดยไม่ให้ญาติเข้ามายุ่งเกี่ยว ติดต่อไถ่ถอนที่ดินที่สามีเลิกร้างกันไปนำไปขายฝากกับนายทุนในอำเภอผาขาว จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่บนที่ดินเดิม ภารกิจ 5 ปีสำหรับการที่เสียสละเข้าไปช่วยเหลือจนกลายเป็นแม่ลูกกันจริง ๆ อย่างไรก็ตามยังมีหน่วยงานยื่นมือช่วยเหลืออีกหลายแห่ง เช่น อำเภอผาขาว กองทัพบก เทศบาลตำบลโนนปอแดง มูลนิธิฯ ที่สำคัญคือ พ.อ. วรวุฒิ ที่ช่วยด้านการเงิน และดำเนินการทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ

ทั้งนี้ “ผู้กองม่อน”เขียนถึงความภาคภูมิใจ หลังทำหน้าที่กว่า 5 ปี ในฐานะลูกบุญธรรม โดยยกประโยคคำพูดของพลฯสำรวยที่กล่าวไว้กับเพื่อนทหารที่ประจำการอยู่ที่ จ.ปัตตานีว่า “ถ้าหากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไป ผมฝากแม่ผมด้วยนะครับ” ในสมุดบันทึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาว่า "เกือบ 7 ปีที่ผมย้ายมาประจำที่จังหวัดเลย ปีแรก ๆ คำบอกเล่าของกำลังพลที่รอดชีวิตกลับมาจากภาคใต้ ถึงบทสนทนาของเขากับพลทหารนายหนึ่ง เมื่อครั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนอยู่ด้วยกันนั้น เป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในดวงใจของผมได้อย่างประหลาด กระทั่งสิ้นเสียงระเบิดในกลางดึกครานั้น เจ้าของประโยคกินใจประโยคนี้ก็มอบลมหายใจคืนสู่แผ่นดินไปในที่สุด และเหมือนมีวาสนาต่อกัน ผมได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นผู้คอยดูแล-เยียวยาสภาพจิตใจในช่วงแรก ๆแก่มารดาวีรบุรุษที่กำลังโศกเศร้าขีดสุด”





แม่ผู้ที่จิตใจบอบสลาย ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในเพิงพักเก่าหลังป่าอ้อย เพิงผุๆที่แม่เรียกว่าบ้าน ท่ามกลางป่าอ้อยรกทึบ เพียงได้เห็นเป็นครั้งแรกแม้แต่ผู้ชายหนุ่มแน่นอย่างผมก็รู้สึกกลัว แต่แม่ก็อยู่มาได้ แต่ในวันที่หัวใจแม่บุบสลายแบบนี้ชีวิตแม่ก็สุดแสนจะเปราะบางมิต่างอะไรกับบ้านหลังนั้น ระยะทางไปกลับ 160 กิโลเมตรจากค่ายจนถึงบ้านแม่ ผมเดินทางมาดูแลท่านแทบจะทุกวัน ว่างเว้นไปก็ไม่เคยเกินสามวัน ความช่วยเหลือต่างๆทั้งจากกองทัพบก ประชาชนที่ทราบข่าว และกำลังใจจากสังคมต่าง ๆ บวกระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างเหมาะสม คุณแม่เข้มแข็งขึ้น ทั้งกาย และใจ แต่ท่านก็ยังไม่สามารถฟังเพลง ทบ.2 ลูกอีสาน ได้จนจบเพลง”





จวบจนปัจจุบันนี้ บ้านหลังใหม่ที่แข็งแรงปลอดภัยของแม่ก็สำเร็จแล้ว ที่ดินที่แม่เคยสูญเสียไป เราก็เอากลับคืนมาให้แล้ว สุขภาพที่อ่อนแอของแม่เราก็ช่วยเยียวยารักษาจนแข็งแรงแล้ว สิทธิอันพึงมีต่าง ๆ ขอ
แม่เราก็ดูแลให้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เราไม่รู้หรอกนะว่าประโยคที่สั่งเสียไว้นายสั่งใครมา แต่เราก็ยินดี และเต็มใจที่จะทำให้นาย เราในที่นี้หาได้หมายถึงฉันเพียงคนเดียวไม่ หากแต่หมายถึงเราทุกคน ทหารทุกคน ประชาชนทุกคน เอาเป็นว่าทุก ๆ คนในประเทศไทยนี้แหละ เราจะไม่ทอดทิ้งแม่ของนาย พลทหารสำรวยพลีชีพที่ปัตตานีไปตั้งแต่ผมยศร้อยตรี จนบัดนี้ผมจะพันตรีละ จนต้นมเหสักข์ของผู้บังคับบัญชาที่ปลูกไว้เมื่อคราวขึ้นบ้านใหม่เติบโตสูงใหญ่ขนาดนี้ละ แต่แม่ของนายก็ยังอยู่กับเรานะ ไม่ต้องห่วงเลย.....#สำรวย สุพรรณเมือง"



อ่านแล้วบอกตรง ๆ ซึ้งมาก...ซึ้งจนน้ำตาไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว มันคือน้ำตาของความภาคภูมิใจ-ตื้นตันใจกับสิ่งที่ทหารนายหนึ่งเสียสละอุทิศตนช่วยเหลือแม่ของวีรบุรุษที่ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับเหตุการณ์ไม่สงบทางภาคใต้... ประโยคที่พลฯสำรวยเคยกล่าวไว้ก่อนจากไปว่า“ถ้าหากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไป ผมฝากแม่ผมด้วยนะครับ”ดวงวิญญาณที่อยู่บนสรงสวรรค์คงรับรู้แล้วว่าแม่ของท่านได้รับการดูแลเป็นอย่างดี...หลับให้สบายเถิดทหารกล้า.
..........................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม 
โดย “เหยี่ยวขาว”
ข้อมูล-ภาพ...ดำรงค์ รักษ์จรรยาวงศ์ ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ จ.เลย


ร่วมสนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 10.20K