อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562

"ร้านกาแฟ"จิตอาสา ติดสติ๊กเกอร์ตามหาเด็กหาย

การจากกันเพราะตายไม่เจ็บปวดเท่าการจากจริง...ร้านกาแฟจิตอาสาติดสติ๊กเกอร์ตามหาเด็กหายจากมูลนิธิกระจกเงา หวังเป็นส่วนหนึ่งในสังคมช่วยเด็กกลับคืนสู่อ้อมกอดพ่อแม่ เสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00 น.


ปัญหาคนหายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าหากไม่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัวเราอาจจะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก จากสถิติศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงา พบว่าในหนึ่งปีจะมีเด็กหายปีละกว่า 400 คน เป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 11-15 ปี หรืออายุอาจต่ำกว่านั้น บางคนสมัครใจหนีออกจากบ้านเอง บางคนก็ถูกล่อล่วงพรากไปจากอกพ่อแม่ โดยเด็กและเยาวชนที่หายตัวไปมีแนวโน้มถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ จากมิจฉาชีพ ซึ่งการรับแจ้งความคนหายของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเพียงการลงบันทึกประจำวันเท่านั้น แต่ไม่ได้เร่งรัดดำเนินการสืบสวนติดตามหาเด็กกลับคืนสู่ครอบครัวแต่อย่างใด

ดังนั้นทุกคนในสังคมไทยต้องช่วยกันสอดส่องดูแลเอาใจใส่คนรอบข้าง ช่วยกันเป็นหูเป็นตาหากพบเห็นเด็กเร่ร่อน อาจเป็นเด็กที่หายตัวไป ซึ่งปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดียเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระจายข่าวสารได้เป็นอย่างดี มักมีการนำภาพคนหายหรือภาพเด็กหาย รวมถึงลักษณะรูปพรรณสัณฐาน หรือสถานที่พบเห็นครั้งสุดท้ายมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเพื่อติดตามค้นหาทางหนึ่งด้วย



เช่นเดียวกับร้านกาแฟพบรัก เลขที่ 305/2 ในโรงแรมคาซาฮอลิเดย์ ถนนพิชัยสงคราม ต.ในเมือง อ.เมือง .พิษณุโลก มี ..ภัทรนันท์ คำสุวรรณ หรือเชียร์ อายุ 41 ปี เจ้าของร้าน หนึ่งในจิตอาสาช่วยเหลือสังคม โดยอาสานำภาพเด็กหายจากศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงาทำเป็นสติ๊กเกอร์ติดข้างแก้วกาแฟของร้าน เพื่อช่วยประกาศตามหาเด็กหายอีกทางหนึ่ง เพราะลูกค้าที่มาใช้บริการอาจจะเคยพบเห็นเด็กหายที่อยู่ในภาพบ้างก็ได้

ภัทรนันท์” บอกว่า ร้านกาแฟพบรักเปิดให้บริการได้ 5 เดือน แต่กลับมีผลตอบรับจากลูกค้าไม่ขาดสาย เพราะเป็นร้านกาแฟที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของการเป็นจิตอาสาทำความดี นำภาพเด็กหายจากมูลนิธิกระจกเงามาตัดสติ๊กเกอร์ประกาศตามหาเด็กหายผ่านแก้วกาแฟ มุ่งหวังว่าสักวันครอบครัวของเด็กเหล่านั้นที่รอคอยการกลับมาของลูกหลานจะได้สมหวังพบหน้ากันอีกครั้ง เมื่อลองคิดถึงครอบครัวของเด็ก ๆ ที่รอการกลับมา-รอติดตามข่าวคราวก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ เพราะส่วนตัวแล้วคิดว่าคนเราทุกคนเกิดมาเพื่อจากกันก็จริง แต่การจากตายไม่เจ็บปวดเท่าการจากจริง จึงอยากจะมีส่วนร่วมหรือมีส่วนช่วยในการตามหา จึงได้ประสานไปที่ศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงาขอเป็นจิตอาสา ซึ่งแต่ก่อนทำงานประจำเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟ เพราะอยากมีส่วนช่วยตามหาเด็กที่หายไป จึงประสานกับทางมูลนิธิฯว่าสามารถมาช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ทางมูลนิธิก็ส่งภาพเด็กหายมาให้





เชียร์” บอกอีกว่า เมื่อได้ภาพมาก็นำไปสั่งติดสติ๊กเกอร์เพื่อมาติดที่แก้ว เผื่อว่าสักวันจะมีเบาะแสของเด็กเหล่านี้จากคนที่มากินกาแฟของเรา อย่างน้อยคนที่ได้พบได้เห็น-ได้อ่าน จะได้รู้สึกว่าจริงแล้วเด็กหายมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากจะได้หันกลับไปใส่ใจดูแลบุตรหลาน หรือคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น ควรจะสอนลูกหลานว่าหากเกิดการพลัดหลงควรจะช่วยเหลือตัวเองอย่างไรบ้าง และหวังว่าสักวันปัญหาเด็กหายจะหมดไปจากสังคมไทย

แรก ๆ ลูกค้าที่มาอุดหนุนมักจะถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กที่ติดข้างแก้วเขาเป็นลูกเป็นหลานของเราหรือป่าว ถึงเอาภาพสติ๊กเกอร์มาติดประกาศข้างแก้ว ก็อธิบายให้เขาฟังว่าถ้าลูกค้านำโทรศัพท์มือถือไปสแกนบาร์โค้ดข้างแก้วก็จะลิงค์เชื่อมต่อเข้าไปใน เพจของมูลนิธิกระจกเงา ในนั้นจะมีประวัติ-ข้อมูลของเด็กที่หายไปว่าชื่ออะไร อยู่ที่ไหน หายตัวไปจากที่ไหน นอกจากนี้ยังมีภาพสเก็ตช์ของเด็กว่าปัจจุบันอายุเท่าไร หน้าตาของเขาในปัจจุบันเป็นแบบไหน อย่างน้อยจะได้เป็นเสียงเล็กๆ ในการช่วยกันติดตามค้นหาเด็กที่หายไป และรณรงค์ให้พ่อแม่ดูแลบุตรหลานของตัวเองให้ดี เพิ่มความใส่ใจกันมากขึ้น อย่ารอให้ถึงวันที่ต้องจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่เลย”





อย่างกรณีของ ..จีรภัทร ทองชุม หรือน้องจีจี้ ที่หายตัวไปตั้งแต่อายุ 9 ขวบ บริเวณหน้าปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งในริมถนนมิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 18 ก.ย.53 น้องหายตัวไปเป็นเวลา 8 ปีแล้ว ปัจจุบันจะมีอายุ 17 ปี ทางศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์ข้อความถึงน้องจีจี้ว่าทางครอบครัวยังคงเฝ้ารอคอยน้องด้วยความหวังถึงแม้จะริบหรี่ พ่อแม่เชื่อว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ที่ใดสักแห่ง ไม่ยอท้อที่จะออกติดตามค้นหาตัว ทางร้านก็นำภาพของน้องมาทำเป็นสติ๊กเกอร์ติดไว้ที่ข้างแก้วด้วย หวังว่าพลังจากโซเชียลฯจะทำให้น้องได้กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง



เจ้าของร้านกาแฟเพื่อสังคม ปิดท้ายว่า สำหรับร้านใดอยากจะใช้วิธีแบบเดียวกันนี้ก็ยินดีมากสามารถนำไปใช้หรือไปเป็นตัวอย่างได้เลย ไม่มีการจดลิขสิทธิ์อะไร ถือว่าเป็นเรื่องดีคอยช่วยติดตามคนหายที่แต่ละร้านจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก พบรัก POP LUCK” หรือ โทร.093-592937

จริงที่สุดเรื่อง“เด็กหาย”ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้ว่ามันเจ็บปวดทรมานขนาดไหน พ่อแม่ทุกข์ใจมากกว่าการจากไปแบบธรรมชาติ (ตาย)ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า...ปกติคอลัมน์นี้จะคัดกรองอย่างละเอียด อะไรก็ตามที่แฝงมากับการโฆษณาบอกตรง ๆ “เหยี่ยวขาว”ไม่ให้ผ่านเด็ดขาด แต่เรื่องราวของร้านกาแฟข้างต้นเขาใช้ธุรกิจที่ทำอยู่ดัดแปลงให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้อย่างน่านับถือน้ำใจมาก...ร้านอื่นหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ร่ำรวยมหาศาลดูไว้เป็นตัวอย่างบ้างก็ดี...เอาแต่กอบโกยกำไรไม่ทำอะไรให้สังคมเลยแม้แต่น้อย ตายไปเอาอะไรไปไม่ได้...ที่สำคัญไม่มีใครมาสรรเสริญพูดถึงความดีช่วงที่มีชีวิตอยู่หรอก เพราะอะไรรู้มั้ย...เพราะไม่ได้ทำยังไงล่ะ.
.........................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม
โดย “เหยี่ยวขาว”
ข้อมูล-ภาพ...เทพฤทธิ์ นาคดี ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ จ.พิษณุโลก


ร่วมสนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 695