อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

ธุรกิจครอบงำสะพานมอญ สงสาร'หลวงพ่ออุตตมะ'

สัปดาห์นี้ไปดูสะพานมอญ...วันนี้แทบไร้เสน่ห์ เพราะสัปทาน “ธุรกิจบุญ” ผุดขึ้นมากมาย คนมอญหลายรายสาปแช่งคนประเภทนี้ว่า “พวกอกตัญญูต่อหลวงพ่ออุตตมะ” พุธที่ 19 ธันวาคม 2561 เวลา 11.00 น.


เมื่อเร็วๆ นี้ผมและคณะรามัญรักษ์ เดินทางไปถวายผ้าป่ามอญ 2 แผ่นดิน เพื่อช่วยเหลือวัดมอญแห่งหนึ่งที่ถูกไฟไหม้ตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า และมีความความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมและคณะจำต้องพักอยู่ที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ

ผมได้ยินมาหลายครั้งแล้วว่า “สะพานมอญวันนี้ไม่มีร่องรอยเสน่ห์ของความเป็นมอญหลงเหลืออยู่แล้ว” นอกจากการแต่งกายด้วยโสร่งแดงและเสื้อลายแบบมอญให้นักท่องเที่ยวใส่ สาเหตุเพราะการท่องเที่ยว ธุรกิจบุญ และชุมชนนั่นเอง ทำลายตัวเองเสียจนแทบหมดสิ้น

สังขละบุรีแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งมอญเรียกว่า “ฝั่งไทย” ที่ดินส่วนใหญ่ถูกจับจองด้วยนายทุนต่างถิ่น เพื่อเปิดรีสอร์ตธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการประเภทร้านอาหาร คลับบาร์



ส่วน “ฝั่งมอญ” เป็นที่ดินห้ามซื้อขาย เพราะรัฐบาลไทยยกให้วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นผู้ดูแลและจัดสรรที่ดินให้คนมอญปลูกบ้านได้ แต่ก็มี “บรรดาไทยใหม่” คือคนมอญที่ได้สัญชาติไทยหลายราย แย่งที่ดินวัดไปทำรีสอร์ต ร้านกาแฟ ร้านอาหารแบบนี้ก็มี ซึ่งคนมอญหลายรายสาปแช่งคนประเภทนี้ว่า “พวกอกตัญญูต่อหลวงพ่ออุตตมะ” อันนี้ไม่นับรวมพวกหากินบนหัวคนมอญประเภท “สัปทาน”

แต่สิ่งที่ผมคิดว่า “สะพานมอญวันนี้แทบไม่มีเสน่ห์” สาเหตุเพราะคนมอญนั่นเอง เท่าที่สังเกตตอนเช้าๆ ประมาณตี 5 ถึง 6 โมงเช้า ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจะเดินไปชมบรรยากาศ สูดอากาศบริสุทธิ์บนสะพานหลวงพ่ออุตตมะ ปัจจุบันสิ่งที่คุณจะต้องประสบพบเจอคือ

หนึ่ง ตรงจะเข้าซอยไปยังสะพานมอญ มีบรรดาคนมอญ ที่ขายข้าวอาหารใส่บาตรยืนโบกมือต้อนนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม บางรายเสียมารยาทมาเคาะกระจกรถเพื่อให้นักท่องเที่ยวไปใส่บาตรและบริการหาที่จอดรถให้ ตรงนี้มีหลายกลุ่ม เพราะไปเชื่อมโยงกับร้านอาหารใส่บาตรด้านล่าง และการแย่งลูกค้าแบบนี้ถามพระคุณเจ้าที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ มอญตีมอญ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว



สอง ร้านอาหารใส่บาตร แย่งพื้นที่หน้าบ้านแบบนี้ ระหว่างบ้านที่มิได้ทำธุรกิจบุญทะเลาะกับคนทำธุรกิจบุญบ่อย เพราะตอนเช้ารถจะออกจากบ้านไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยเก้าอี้และเครื่องใส่บาตรที่ตั้งอยู่ริมถนนเต็มไปหมด และก่อนถึงสะพานมอญ 2-3 ซอย ตอนเช้าๆ บรรดานักท่องเที่ยวนิยมใส่บาตรแล้วถ่ายรูป “อวดความดี” ของตนเองหรือบางรายเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก หากจะใส่บาตรต้องเสียคนละ 99 บาท โดยในถาดอาหารมีมูลค่าไม่ถึง 30 บาท บางร้านใจดีแถมชุดมอญให้ใส่ฟรี





สาม เมื่อผ่านจุดใส่บาตรที่ดูตอนเช้าวุ่นวายเรื่องการแย่งลูกค้า การตั้งเก้าอี้สำหรับให้นักท่องเที่ยวใส่บาตรแล้วเดินไปที่สะพาน เดียวนี้มีประเภท “คนเห็นแก่ตัว” สร้างร้านกาแฟขึ้นมาเชื่อมกับ “สะพานมอญ” เพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งตัวอย่างแบบนี้ “หากเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่ออุตตมะ กรรมการวัด” ไม่จัดการต่อไปตลอดทั้งแนวสะพานฝั่งมอญจะมีร้านน้ำ เสื้อผ้า ขายของที่ระลึก “เชื่อมกับสะพานมอญ” เต็มไปหมดแน่นอน





สี่ เมื่อเดินขึ้นไปบนสะพาน จะมีเด็กๆ อายุประมาณ 5-7 ปีหลายกลุ่ม มานั่งพนมมือบ้าง นั่งนิ่งๆ บ้าง แต่งกายชุดมอญ ซึ่งบางรายก็ไม่ใช่มอญ คอยบริการนักท่องเที่ยงเพื่อ “ทาแป้งทานาคา” ตอนแรกนึกว่า “ขอทาน” แต่เมื่อเห็นแป้งก็พอเข้าใจได้ว่า “งานบริการ” ซึ่งแบบนี้ก็ไม่น่ามี

ห้า วันดีคืนดีจะมีพระต่างชาติบ้าง พระมอญหรือพระไทยบ้าง จะเดินมาแจกด้ายสายสิญจน์ แจกวัตถุมงคล ส่วนเงินทำบุญแล้วแต่โยมจ๊ะ เจอตำรวจยศ ร.ต.ท.คนหนึ่งถามว่า เดียวนี้ยังมีไหม บอกว่า นานๆ จะเจอสักที และเคยจับไปแล้วหลายราย หากเป็นพระต่างชาติทำอะไรไม่ได้ เพราะเข้าเมืองถูกต้อง มีใบสุทธิถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้บอกต่อว่า “คุณก็เล่นกฎหมายเรี่ยไรได้นี่”

ความจริงการท่องเที่ยวชุมชนหมู่บ้านไหนก็ตาม “เมื่อถูกรัฐเข้าไปครอบงำ ความเป็นตัวตน ความมีเสน่ห์ของมันก็จะหมดไป ยิ่งเมื่อมีธุรกิจเข้าไปครอบงำแบบมอญสังขละบุรี ก็จะนำมาทั้งความขัดแย้งในชุมชน ความความเป็น วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมก็จะจ่างหายไป”

เรื่องธุรกิจบุญใส่บาตรเท่าที่ทราบ วัดวังก์วิเวการาม เทศบาล ตำรวจ ทหาร ก็เอาไม่อยู่ แก้ไม่ได้ เรื่องนี้คงจะต้องฝากให้ นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจ.กาญจนบุรี พล..ฐกัด หลอดศิริ ผบ.พล.ร.9 เจ้าคุณปัญญาเจ้าคณะจ.กาญจนบุรี และมหาสุชาติ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเกการาม แก้ไขโดยด่วน วิธีแก้ไขตอนนี้ที่คิดว่าดีที่สุดคือ ทดลองไม่ต้องบิณฑบาตสายสะพานมอญสัก 3 เดือนเพื่อแก้ไขให้มันดูดีขึ้น แล้วก็ไปหาทางออกร่วมกัน ไม่อย่างนั่น “มอญสังขละบุรี จะไม่หลงเหลือ วิถีชีวิตแห่งความเป็นมอญอีกต่อไป”

สงสารหลวงพ่ออุตตมะบ้างเถอะ ขนาดท่านมรณภาพไปแล้วยังทิ้งมรดกให้ลูกหลายหากินต่อไปได้...
.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    95%
  • ไม่เห็นด้วย
    5%

บอกต่อ : 9.76K