อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562

เมื่อ'บิ๊กตู่'ถูกทิ้งบอมบ์ส่งท้ายปี จะกระเทือนหรือไม่

สัปดาห์นี้ตามติดความร้อนแรง หลัง “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” ชี้ 8 เหตุผลไม่อยากให้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ นี่แค่เปิดฉากก่อน พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใช้ จะเป็นสีสันหรือชวนละเหี่ยใจ พฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2561 เวลา 12.00 น.


ที่ได้พูดคุยกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือ สิ้นปีนี้ไม่ค่อยมีบรรยากาศเทศกาลปีใหม่เท่าไหร่ ก็เอาเป็นว่ามันก็มีความคึกคักอยู่ตรงที่ใกล้เลือกตั้ง ซึ่งหลายคนเองก็ลุ้นเลือกตั้งเที่ยวนี้อย่างมาก มันเห็นกันว่าจะเป็นการแข่งกันระหว่างพรรคที่เอารัฐบาล (ซึ่งฝ่ายที่ไม่ชอบเขาบอกว่าเป็นพรรคเผด็จการ) พรรคที่ไม่เอารัฐบาล และพรรคที่พร้อมจะสวิงเข้าไปอยู่กับพรรคที่ได้เสียงข้างมากเพื่อร่วมเป็นรัฐบาล

ไอ้ที่เคยคิดว่า จะมี “อุดมการณ์ฝ่ายที่ 3” คือเป็นพวกลืมอดีต เอาประเทศชาติเริ่มใหม่ ดูๆ ไปมันก็เรียกว่าไม่มีฝ่ายนี้ ดังนั้นการเมืองหลังเลือกตั้งก็ไม่น่าลุ้นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นัก สีสันหลักๆ ของการเลือกตั้งเที่ยวนี้กลายเป็นดูว่า “พรรคไหนจะแตกบ้าง” ทั้งแตกไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำหนดจำนวน ส.ส.ที่พึงมี หรือเลือกตั้งบัตรเดียว ทำให้บางพรรคต้องมีเล่ห์กลอะไรบ้าง เพื่อกว้านคะแนนเสียงให้ตัวเองได้มากที่สุด

พรรคที่แตกเพราะขัดแย้งกันเองในพรรคก็มี ตอนนี้ที่น่าสนใจคือ “พรรคปลาไหล” ชาติไทยพัฒนา หรือพรรคชาติไทยเก่า ซึ่งก็จัดเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่ข่าวว่าโดนทั้งกระแสดูด โดนทั้งความขัดแย้งจนภายในพรรคระส่ำ ภาพที่ออกมาความขัดแย้งแรกมันเริ่มตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค เดิมจะให้กลุ่ม “นิวบลัด” คือคนรุ่นใหม่ในพรรครับตำแหน่งสำคัญ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็แสดงความหมายมั่นปั้นมือจะสร้างภาพพรรคแบบใหม่

แต่ต่อมาเมื่อผลออกมากลายเป็นอีกเรื่อง ทำให้คนที่แสดงความไม่พอใจแรกคือ “เสี่ยโต้ง-สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ” อดีตส.ส.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นคนที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าเก้าอี้แม่บ้านเลขาธิการพรรค ออกมาแสดงท่าทีถึงขั้นหลั่งน้ำตา และขอย้ายพรรคไปอยู่ภูมิใจไทย และต่อมาไม่นานฝ่ายที่ย้ายพรรคออกไปภูมิใจไทยอีก คือ พี่น้องปริศนานันทกุล “ภราดร-กรวีร์” ซึ่งเป็นลูกชาย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ถือฐานเสียงในจ.อ่างทอง มายาวนาน



ล่าสุดก็เพิ่งมีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นใหม่ในไม่กี่วันก่อน คือ นายจองชัย เที่ยงธรรม ที่จะย้ายไปภูมิใจไทยเช่นกัน มีรายงานข่าวว่า นายจองชัยไม่พอใจที่พรรคจะส่ง “หลาน” ของนายประภัตร โพธสุธน ลงสมัคร ส.ส.สุพรรณบุรี แทน นายเสมอกัน เที่ยงธรรม บุตรชายนายจองชัย พรรคภูมิใจไทยเลยกลายเป็น “ที่พักใจ” ของคนพรรค ชทพ.ไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องนี้ ..กัญจนา ศิลปอาชา ก็พยายามเคลียร์ไม่ให้มีภาพรอยร้าวในกลุ่มที่มีอิทธิพลในสุพรรณบุรี

ทางฝ่ายพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคที่น่าจับตาว่า จะมีกำลัง ส.ส.มากพอที่จะ “เนื้อหอม” เมื่อเลือกตั้งเสร็จและมีการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะที่เปิดหน้าเข้าพรรคไปก็มีหลายกลุ่มที่น่าสนใจ อย่างกลุ่ม “สะสมทรัพย์” ที่ถือฐานเสียงที่จ.นครปฐม มายาวนาน และยังมีกลุ่มอื่นๆ คือ กลุ่มบุรีรัมย์ ราชบุรี อยู่ในพรรคเช่นกัน ซึ่งจะสวิงไปอยู่กับขั้วไหนก็จะเป็นที่รู้ๆ กันตอนหลังเลือกตั้งว่าจะมีการเจรจาตกลงอะไรกับฝั่งไหน

ส่วนพรรคที่ภาพออกมาว่า เป็นพรรคที่ได้เปรียบสูงอยู่ในขณะนี้ ก็แน่นอน พรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.) ซึ่งเขาก็แสดงความได้เปรียบชวนให้หมั่นไส้มาตั้งแต่วาทกรรมแรก “รัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาเพื่อพวกเรา” ไปจนถึงชุดคำพูดที่ตามๆ กันออกมาเช่น “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคจะได้เป็น รมว.เกษตรฯ” (พูดกันทั้งที่ยังไม่เห็นผลเลือกตั้ง) และล่าสุดคือเลือกพรรค พปชร. จะได้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกฯ อีกสมัย



คำพูดเหล่านี้แสดงถึงความมั่นใจในการได้กลับมาเป็นรัฐบาลชัวร์ๆ พอขยับอะไรพรรค พปชร.ก็กลายเป็นที่ถูกจับตามากเป็นธรรมดา เริ่มตั้งแต่การจัดระดมทุนเข้าพรรคที่มีการขายโต๊ะจีน 650 ล้านบาท ซึ่งอยู่ๆ นักข่าวก็ไปได้ผังโต๊ะมาว่า “น่าจะมีหน่วยงานภาครัฐซื้อโต๊ะ” ซึ่งมีความผิดตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ภาครัฐห้ามให้เงินสนับสนุน เรื่องนี้ทางกกต. ก็บอกว่า “ไม่ได้นิ่งนอนใจ” จะสอบแน่ แต่ขอเก็บข้อมูลก่อน

ฝ่าย “กองแช่ง” ก็ไม่ค่อยพอใจว่า ถ้าทิ้งช่วงเวลาไว้นานเดี๋ยวก็มีการทำเอกสารขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนข้อมูลอีก แล้วก็ระวังจะมีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ตั้งในสมัยรัฐบาลนี้ จะทำอะไรเอื้อต่อบางพรรคหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่ทันจบก็มีเรื่องมีผู้อัดคลิปร้องเรียนอีกว่า ที่จ.ยโสธร มีการให้สมัครสมาชิกพปชร. เพื่อให้ได้บัตรคนจน เรื่องนี้ถ้าผิดจริงก็เข้าข่ายจูงใจโทษถึงขั้นยุบพรรค ซึ่งที่แก้ต่างเบื้องต้นคือ ไม่เกี่ยวกัน บัตรคนจนแจกคนละวัน แค่ใช้สถานที่เดียวกัน

ตัวว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค แม้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยังไม่พูดออกมาเต็มปากเต็มคำ ว่า “รับเทียบเชิญนี้แน่” แต่เขาก็เอาชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไปหาเสียงเรียบร้อยแล้วก็เห็นว่า “ฟันธงไปเหอะว่าคนนี้แน่” ซึ่งตัวพล.อ.ประยุทธ์ ก็เพิ่งโดนทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ไปโดยอดีตรัฐมนตรีคือ “คุณชายอุ๋ย-...ปรีดิยาธร เทวกุล” ออกมาเขียน 8 เหตุผล ที่ไม่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป



เรื่องที่เป็นประเด็นโจมตีที่ทำให้คนเข้าใจง่ายที่สุดก็อยู่ในข้อแรก คือ การตั้งงบผูกพันของกระทรวงกลาโหม เพื่อซื้ออาวุธ ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธร บอกทำนองว่า “ถ้านายกฯ อยากได้ต้องได้” ถึงขนาดว่าตอนจะซื้อเรือดำน้ำ มีรัฐมนตรีคลังคัดค้าน จนทหารถอนเรื่องออกไปในรอบแรก สุดท้ายรมต.คนนั้น (คาดว่าเป็นนายสมหมาย ภาษี) ถูกปรับออก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ทิ้งท้ายไว้ว่า การจัดซื้อของแบบนี้ไม่จำเป็น สามารถทำได้เมื่อเศรษฐกิจดี

มันก็ทำให้คนเห็นภาพว่า “เรามีการจัดซื้ออาวุธเกินความจำเป็น” และถ้าต่อไปพล.อ.ประยุทธ์ ได้กลับมาเป็นนายกฯ จะมีการจัดซื้ออาวุธในลักษณะนี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ อาจเป็นการจัดซื้อในช่วงที่เป็นเวลา “ฮันนีมูนรัฐบาล” คือช่วงที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ และมีการออกนโยบายอะไรมาซื้อใจหรือขอบคุณประชาชน หรือเพื่อการบริหารก็ตามแต่ แต่บางเรื่องมันมีโอกาสที่จะ “สอด” มาได้ในช่วงที่กระแสสังคมไปสนใจเรื่องสิ่งที่รัฐบาลให้



“คำเตือน” จาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไปถึงว่า หาก พล..ประยุทธ์ กลับมาอาจมีการเดินหน้าสานต่อโครงการอะไรที่ถูกปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ที่จะรวมงานปิโตรเลียมมาไว้ในบอร์ดเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยผู้รู้อธิบายว่า ใครได้ประโยชน์, คนไทยเสียประโยชน์อย่างไร และยังเรื่องกฎหมายเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่เขากลัวกันเรื่องจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามามีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินไทยและตักตวงผลประโยชน์เกินไป

“พล.อ.ประยุทธ์ ใกล้ชิดกับนายทุน” ก็เป็นอีกเรื่องที่คุณชายอุ๋ยเตือน ถึงขนาดบอกว่า สมัยตัวเองยังเป็นรัฐมนตรี ก็ได้รับคำสั่งให้เอื้อประโยชน์ต่อเอกชนบางราย มันก็ทำให้เกิดความคิดว่า “นี่ก็เป็นนิสัยนักการเมือง” ที่อำนาจ ทุนมันก็เกื้อหนุนหาผลประโยชน์กันอยู่ แล้วถ้าอะไรๆ มันยังเป็นอีหรอบนี้ การปฏิรูปการเมืองที่คาดหวังไว้มันจะเกิดขึ้นได้หรือ? หากพล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมา ก็จะถูกตั้งคำถามเรื่องเป้าประสงค์ที่จะเป็นนายกฯ อีกครั้ง.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    76%
  • ไม่เห็นด้วย
    24%

บอกต่อ : 265