อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

นักบินชิ้งฉ่อง-4

สัปดาห์นี้หน่วยบินของทหารบก ที่เคยเป็นแค่แผนกหนึ่งในเหล่าทหารปืนใหญ่ขยายตัวมาตามลำดับ จนกลายเป็นหน่วยระดับ “ศูนย์การบินทหารบก” มีผู้บังคับบัญชาเป็นนายทหาร "ยศพลตรี" จันทร์ที่ 31 ธันวาคม 2561 เวลา 11.00 น.


เหล่าทหารปืนใหญ่คือต้นกำเนิดของหน่วยบินทหารบกในบ้านเราครับ...

เรื่องมันก็มาจากเหตุที่ว่าปืนใหญ่มีระยะยิงไกลอย่างว่า ดังนั้นปัญหาของเหล่าทหารปืนใหญ่ก็คือว่า เวลายิงแล้วมันจะไปถูกอะไร เนื่องจากตัวเองอยู่ห่างจากเป้าเป็นสิบๆกิโลเมตร (ตามระยะยิงของอาวุธที่แตกต่างกันตั้งแต่ 2-3 กิโลเมตร จนถึงหลายๆ สิบกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับแบบอาวุธ) ดังนั้นแน่นอนที่สุดจึงย่อมมองไม่เห็นเป้าหมายด้วยสายตา

วิธีแก้ปัญหาในยุคแรกและยังคงใช้อยู่ทุกวันนี้ก็คือจัดให้มีนายทหารปืนใหญ่(ผู้โชคร้าย) ไปทำงานอยู่กับทหารราบ (ซวยครับ...ซวย) เรียกว่า “ผู้ตรวจการณ์หน้า” มีเครื่องมือสื่อสารคอยแจ้งมายังหน่วยปืนใหญ่ว่าเป้าหมายเป็นอะไร อยู่ที่ไหน และเมื่อตัวปืนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปลิบลับนั่นยิงมาแล้ว ไอ้ลูกกระสุนเวรนั้นมันตกตรงไหน จะต้องแก้ไขปรับการยิงยังไงถึงจะไม่โดนพวกเดียวกัน แต่ไปโดนข้าศึก

ฟังดูก็น่าสนุกครับ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการคำนวณทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าหัวไม่ดีถึงระดับผมแล้ว อย่าไปเป็นทหารปืนใหญ่เลยครับ เขาจับออกเป็นผู้ตรวจการณ์หน้าหมด (ตาแรกผมก็โดนครับ กว่านายจะรู้ว่าผมมีมันสมองเหมือนกันก็เล่นเอาหลายเดือนแหละครับ)

ตานี้ไอ้ผู้ตรวจการณ์หน้านั้น อย่างเก่งขนาดใช้กล้องส่องทางไกลแล้วก็มองไกลได้แค่ 2-3 กม. หากเป้าหมายอยู่หลังที่กำบังหรือมีการพรางดีก็มองไม่เห็นอีกต่างหาก และเมื่อมองไม่เห็นเป้าหมายเสียแล้วทหารปืนใหญ่จะไปยิงแมวที่ไหนละโยม...

อย่าไปเสียเวลาคิดให้ยุ่งยากเลยครับ เพราะลูกน้องเราคือฝรั่งเขาคิดไว้ให้แล้ว จัดการไว้แล้ว ด้วยการให้หน่วยทหารปืนใหญ่มี “เครื่องบิน” ไว้ในอัตราการจัด...

เครื่องบินของทหารปืนใหญ่เป็นเครื่องบินเล็กๆ มีภารกิจในการบรรทุกผู้ตรวจการณ์ทางอากาศไปเที่ยวบินหาเป้าหมาย (เครื่องบินบรรทุกได้คนเดียว นักบินอีกคนรวมเป็นสองคน...ไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขก็ได้ ใช้นับนิ้วก็พอ) พอตรวจการณ์เห็นเป้าหมายแล้วก็มีหน้าที่เป็นฆ้องปากแตกแหกปากมาทางวิทยุให้ปืนใหญ่ยิงเสียด้วยความชำนาญ



ดังนั้นกล่าวโดยสรุปแล้ว ในชั้นต้นนักบินของกองทัพบกส่วนใหญ่ก็อยู่ในหน่วยทหารปืนใหญ่ นอกจากนั้นก็มีอีกนิดหน่วยในหน่วยทหารม้าลาดตระเวน ซึ่งก็ด้วยความประสงค์ในการตรวจการณ์ “ต่อสายตา” ให้ยาวออกไปนั่นเอง

แต่พอเสียงปืนแตกเปรี้ยงเมื่อ 7 ส.ค.2508 กองทัพบกก็อยู่ไม่เป็นสุขยกกำลังเข้าปราบปราม ผกค.ทันทีที่ภาคอีสาน และประกาศว่าคอมมิวนิสต์คิดร้ายทำลายชาติจะถูกปราบปรามให้สิ้นซากภายใน 6 เดือน นับแต่วันนั้นเป็นต้นไป

ปราบไปปราบมาไม่ยักกะหมดแฮะ แต่กลับมากขึ้นเรื่อยๆเผลอแพล็บเดียวอ้าว...มีทุกภาคแล้ว ตานี้เลยวุ่นกันใหญ่ กำลังทหารบกที่เคยอยู่เย็นเป็นสุขเพราะทหารเวลาไม่ออกรบและไม่ได้ไปยึดอำนาจชาวบ้านเขานี่ มันสบายอย่าบอกใครเชียว ก็เริ่มอยู่ไม่เย็น เป็นไม่สุข ยกกำลังออกปราบกันยกใหญ่

ราวๆปี 2512 เห็นจะได้ ภัยคุกคามจากประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ทำท่าว่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ อเมริกันก็จึงสัญญาว่าจะให้กองร้อยจรวดต่อสู้อากาศยานที่ชื่อว่า “HAWK” มาไว้ป้องกันภัยทางอากาศ เราก็ส่งนายทหารนายสิบไปศึกษากันใหญ่เพราะเป็นอาวุธใหม่ที่เราไม่เคยมีประจำการมาก่อนนับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

แต่ภายหลังเมื่อได้พิจารณาสถานการณ์กันอย่างรอบคอบแล้วก็เห็นว่า อาวุธต่อสู้อากาศยานมันก็ดีอยู่หรอก แต่ว่ายังมีสิ่งอื่นที่จำเป็นกว่าก็คือเฮลิคอปเตอร์ เพราะมีความสำคัญมากสำหรับการรบในพื้นที่ป่าเขาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในการปราบปราม ผกค.ก็เลยเจรจากัน แล้วอเมริกาก็ตกลงให้เฮลิคอปเตอร์ไทยจำนวนหนึ่งแทนกองร้อยจรวด HAWK

จากวันนั้นเป็นต้นมา หน่วยบินของทหารบกซึ่งเคยเป็นแค่แผนกหนึ่งในเหล่าทหารปืนใหญ่ก็จึงขยายตัวมาตามลำดับ จนกลายเป็นหน่วยระดับ “ศูนย์การบินทหารบก”มีผู้บังคับบัญชาเป็นนายทหารยศพลตรี เท่ากับศูนย์การทหารปืนใหญ่ซึ่งเคยเป็นหน่วยบังคับบัญชาของหน่วยบินทหารบก

เรื่องมันเป็นมาอย่างนี้เองครับ ท่านสารวัตร!

............................................................
คอลัมน์ : สอยดาวมาร้อยบ่า – RELOADED
โดย “พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์”
Facebook : Gen.Bunchon - บัญชร ชวาลศิลป์

ติดตามอ่าน "นักบินชิ้งฉ่อง" ทุกตอนได้ที่นี่ 


นักบินชิ้งฉ่อง-1
นักบินชิ้งฉ่อง-2

นักบินชิ้งฉ่อง-3 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 107