อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562

หุ้นไทยปี 62 ไม่หมู สงครามการค้ายังฝุ่นตลบ(คลิป)

"เดลินิวส์ออนไลน์" พาไปส่องตลาดหุ้นไทยในปีหมู เหล่านักวิเคราะห์คาดเผชิญสารพัดปัญหารุมเร้าจากต่างประเทศ เลือกตั้งอาจหนุนตลาดแค่ชั่วคราว จะเป็นจริงแค่ไหนไปติดตามกันเลย เสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2561 เวลา 13.00 น.


ตลาดหุ้นปีจอที่กำลังผ่านไปว่ายากแล้ว แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักก่ายหน้าผากฟันธงตรงกันว่า ตลาดหุ้นปีหมูที่กำลังมาถึงนั้นยากกว่า เพราะมรสุมจากความผันผวนของปัจจัยลบในต่างประเทศรอบด้านยังคงอยู่ครบ ทั้งสงครามทางการค้าของสหรัฐฯ และจีน เศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัว และการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ของโลกเริ่มมีความตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด

ย้อนกลับไปดูตลาดหุ้นไทยปีจออาการสาหัสไม่ใช่น้อย ต่างชาติกระหน่ำเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเทขายไปแล้วกว่า 285,000-290,000 กว่าล้านบาท ลดการลงทุนขนเงินกลับประเทศ ซึ่งการถอยทัพกลับส่วนหนึ่งมาจากหุ้นตัวใหญ่ ไม่อาจเรียกความสนใจนักลงทุนได้ แต่ในปีหน้าจะเข้าสู่ “ภาวะหมี” หรือไม่นั้น และ “การเลือกตั้ง” จะเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยมากแค่ไหนนั้น "เดลินิวส์ออนไลน์" ได้สัมภาษณ์กูรูด้านตลาดทุนมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้

เริ่มจาก นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองว่า ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยปัจจัยหนุนมาจากสถานการณ์ต่างประเทศที่คลี่คลายดีขึ้น โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ-จีน ที่มีข้อตกลงยืดเวลาการเก็บภาษีออกไป 90 วัน ผ่อนคลายปัจจัยที่กดดันการลงทุนระดับหนึ่ง ส่วนประเด็นในประเทศ คือ การเมืองหลังการเลือกตั้งที่นักลงทุนต่างชาติกังวลว่าอาจจะเกิดปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากไม่ชัดเจนนักลงทุนต่างชาติยังไม่เข้ามาลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ แม้ว่าขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย



ด้าน นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส เล่าว่า ความชัดเจนที่นำไปสู่การเลือกตั้งในเดือนก.พ.ปี 62 น่าจะมีผลทำให้เงินทุนไหลกลับ เพราะในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมูลค่ารวมสูงถึง 6.12 แสนล้านบาท (ตั้งแต่ปี 56 ถึงปัจจุบัน) ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติ ล่าสุดลดลงมาเหลือเพียง 29.57% แบ่งเป็นการถือครองที่ปิดโอนชื่อต่างชาติ 22.86% และถือครองผ่าน NVDR 6.71% จะเห็นได้ว่าแรงขายที่มีมาต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนการถือครองอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมาก



“ตลาดหุ้นไทยปีหน้าคาดว่าปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาพบว่า หุ้นจะปรับขึ้นทุกครั้งประมาณ 4.8% ซึ่งหากนักลงทุนจะเข้าเทรดต้องซื้อวันที่ 22 ก.พ. หลังจากนั้น 1 สัปดาห์จะต้องขายออกคาดว่าจะได้กำไรประมาณ 4% เน้นกลุ่มที่ได้รับผลดีจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ค้าปลีก และกลุ่มแบงก์

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการปี 62 ของบริษัทจดทะเบียน คาดเติบโตเพียง 3.3% เมื่อเทียบจากปีก่อน เพราะมีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันปี 2562 ลง แต่ด้วยระดับ Expected P/E ปีหน้าอยู่ที่ 14.4 เท่า เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นในภูมิภาค อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลกลับในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปี 62 จะช่วยหนุนให้ พีอีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปแตะ 16 เท่าได้ และทำให้ดัชนีแตะที่ 1,795 จุด อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงยังเป็นเรื่องจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน

สอดคล้องกับมุมมองของ นางจิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินนันเซียไซรัส ที่ระบุว่า จากสถิติก่อนเลือกตั้งจะหนุนตลาดหุ้นกลับมาบวก แต่อาจมีปัจจัยลบต่างประเทศที่เข้ามากระทบทำให้หุ้นไทยบวกไม่ได้เต็มที่ แต่กลุ่มที่บวกตลอดจะเป็นค้าปลีก รองลงมาเกี่ยวกับการลงทุน เพราะแต่ละพรรคจะพูดนโยบายลงทุน รวมถึงรับเหมาก่อสร้างและแบงก์ แต่หลังการเลือกตั้งจากสถิติหุ้นจะบวกอย่างมาก 1 เดือน หรือเฉลี่ย 1% หลังจากเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 ค่อยแผ่วลง ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ



สำหรับปัจจัยต่างประเทศยังเป็นสิ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสงครามทางการค้ากัดกินเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ส่วนกำไรปีบริษัทจดทะเบียนปีหน้า 8% จากปีนี้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งใส่ปัจจัยลบไปแล้ว โดยพีอี 16 เท่าน่าเป็นไปได้ จะทำให้ดัชนีอยูที่ 1,800-1,850 จุด



ขณะที่ ..วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผอ.ฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก มองว่า ปีหน้าเลือกตั้งถ้าทุกครั้งเลือกตั้งสดใสเงินสะพัดหุ้นจะขึ้น และหลังเลือกตั้งนักลงทุนสถาบันก็จะกลับเข้ามาลงทุน โดยหุ้นที่ยังมีความน่าสนใจเห็นหุ้นจ่ายปันผลน่าติดพอร์ตไว้ และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น รับเหมาก่อสร้าง แบงก์รับผลดีจากดอกเบี้ยขาขึ้น ค้าปลีก ส่วนปัจจัยเสี่ยงสงครามทางการค้าแม้ว่าจะยืดเวลาเก็บภาษีออกไป 90 วัน ก็ยังไม่มีความแน่นอนว่าตกลงกันได้ไหม ซึ่งปีที่ผ่านมาพีอี 13-15 เท่า และปีนี้ 14-16 เท่า กรอบดัชนีอยู่ที่ 1,632 จุด-1,833 จุด

ปิดท้ายที่ นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า ถ้าการเลือกตั้งมีความชัดเจนจะส่งผลดีต่อ sentiment การลงทุน และเรียกความมั่นใจจากนักลงทุนต่างชาติได้ โดยดัชนีปีหน้าประเมินไว้ที่ 1800 จุด พีอี 15 เท่ากว่า กำไรบจ.เติบโต 6-8% ซึ่งเกิดจากการเติบโตการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง ความมีเสถียรภาพทางการเมืองจะผลักดันระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นให้เดินหน้าต่อไปได้



ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนให้เน้นกระจายการลงทุน โดยเลือกหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีรายได้สม่ำเสมอและเป็นผู้นำในแต่ละหมวดอุตสาหกรรม และคัดเลือกบริษัทในกลุ่มหรือในธีมที่ได้รับประโยชน์ ส่วนการลงทุนในต่างประเทศให้เน้นกระจายลงทุนสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งตราสารหนี้ต่างประเทศ หรือหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นเอเชีย รวมถึงสินทรัพย์การลงทุนประเภทใหม่ๆ เช่น การลงทุนไพรเวทอิควิตี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อกระจายความผันผวน

จากมุมมองที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่า ในปีหน้าตลาดทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยลบต่างประเทศ แม้ว่าจะมีแรงหนุนจากการเลือกตั้งในประเทศที่จะสร้างความเชื่อมั่นและดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาบ้าง แต่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย ที่ได้บทเรียนจากความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในปี 61 ไปถ้วนหน้ากันแล้ว คงต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้อยู่รอดและมีกำไรจากตลาดหุ้นไทยในปีใหม่นี้ได้.
...................................
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
โดย “สุกัญญา สังฆธรรม


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 46