อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562

เปิดแผนลับหนุน'บิ๊กตู่' ภารกิจหยุดระบอบทักษิณ

ทิ้งท้ายการเมืองปี 61 ส่องการตัดสินใจ “บิ๊กตู่” จะตอบรับคำเชิญพรรคใด เพื่อหยุดยั้งระบอบทักษิณ ท่ามกลางกระแสข่าว...สูตรจัดตั้งรัฐบาลคลอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จันทร์ที่ 31 ธันวาคม 2561 เวลา 09.00 น.


ถึงแม้จะยังไม่มีคำยืนยันออกมาจากปาก “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงอนาคตทางการเมือง ต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนก.พ.62 แต่ใครที่ติดตามการเมืองไทยมาตลอดก็เชื่อว่าในที่สุด “นายกฯ ลุงตู่” ตามคำเรียกของ “ป๋าเปรม-พล..เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองมนตรีและรัฐบุรุษ จะตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งแน่นอน

แม้จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะต้องอยู่ทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้าคสช. ไปจนถึงได้รัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง แต่คงยินยอมพร้อมใจให้ “พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)” น้องใหม่ทางการเมืองใหม่เสนอชื่อ “พล..ประยุทธ์” ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้หัวหน้ารัฐบาล ออกมาระบุว่า เห็นมีหลายพรรคชู “บิ๊กตู่” ตลอดทุกพรรค แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจใครสักพรรคเลย ฉะนั้นขอให้ระมัดระวังด้วย การจะเสนอหรือกล่าวชื่อตนเองในเวทีโน้นเวทีนี้ ขอเตือนไว้ด้วย ตราบใดที่ยังไม่ตอบรับกับใคร ก็อย่าพูดถึง ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่

“ถ้าจะมีพรรคใดเสนอชื่อผมมา อาจจะรอเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่ก็ได้ ถึงช่วงนั้นค่อยว่ากันอีกที ผมก็ต้องพิจารณาอีกครั้งจะทำต่อไปหรือไม่ และจะตอบรับพรรคใด ก็ต้องไปดูกันตรงโน้น ขอให้เคารพในการตัดสินใจของผมด้วย”



เชื่อว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้หัวหน้ารัฐบาล ต้องออกมาปรามบางพรรคการเมือง ที่นำชื่อตนเองไปใช้ในการหาเสียง ก่อนที่จะมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งส.ส. อย่างเป็นทางการ คงเป็นเพราะ ไม่ต้องการให้เกิดเสียงวิจารณ์ในด้านลบกับตัวเอง ทำนองว่าเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาลและหัวหน้าคสช. ไปจนถึงการเลือกตั้งสิ้นสุดลง

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ หัวหน้าคสช. ถูกพรรคการเมืองต่างๆ รุมโจมตีว่า จากที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการ แต่กลับกระโดดเข้ามาร่วมเป็นผู้เล่นเสียเอง ทำให้เกิดการได้เปรียบและเสียเปรียบกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง บรรดาแม่น้ำ 5 สายที่ คสช.ผลักดันให้เกิดขึ้น เป็นผู้ร่างกฎกติกาขึ้นมาแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม มีการปลดล็อกทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ หลายฝ่ายเชื่อว่า “พล..ประยุทธ์” คงเปิดทางให้ พปชร. นำชื่อตนเองไปใช้หาเสียงในการเลือกตั้งแน่นอน หลังจากก่อนหน้านี้โพลหลายสำนักระบุตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับความนิยมมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ประชาชนอยากให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ขณะที่พปชร. ก็มีคะแนนนิยมไล่เลี่ยกับ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ที่มีคะแนนสูสีกันมาตลอด



ก่อนหน้านั้นเคยมีข่าวว่ากลุ่มอำนาจใหม่ เคยคิดจะฝากผีฝากไข้กับ “พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)” ซึ่งเปรียบเสมือนพันธมิตรทางการเมือง เนื่องจากอยู่ตรงข้ามกับ “ระบอบทักษิณ” มาโดยตลอด แต่จากแนวทางการทำงานการเมืองและวัตรปฏิบัติของพรรคเก่าแก่ ผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองในปัจจุบัน เชื่อว่าคงไม่สามารถต่อกรกับพรรคการเมืองที่มี “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ บงการอยู่เบื้องหลังได้

หลังจากนั้นบุคคลสำคัญที่มีบทบาททางการเมือง จึงเริ่มหาแนวทางต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า เดินสายหารือกับ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และนักการเมืองมากประสบการณ์ๆ หลายพรรค จนผลักดันให้เกิด พปชร. หวังให้มาต่อกรกับพรรคตระกูลเพื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า ขณะที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็ผลักดันนโยบายช่วยเหลือคนระดับรากหญ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า “บัตรคนจน” โครงการบ้านล้านหลัง สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ซื้อรถแท็กซี่ได้ และอีกหลายนโยบายที่ซื้อใจคนรากหญ้าแทบทั้งสิ้น

สำคัญมากว่านั้นกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันยังเชื่อว่า ด้วยศักยภาพของพล..ประยุทธ์ ที่มีความเด็ดขาด สามารถบริหารประเทศมาได้ จนครบตามวาระของโรดแม็พ อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศมาได้จนถึง 5 ปี จะสามารถหยุดยั้ง “ระบอบทักษิณ” ไม่ให้สามารถกลับมาบริหารประเทศได้ ด้วยเกรงว่าถ้าหากในที่สุดพรรคในเครือข่ายที่มี “นายทักษิณ ชินวัตร” คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ได้กลับเข้ามามีอำนาจรัฐ ความขัดแย้งในประเทศไทยก็จะกลับเข้ามาปะทุขึ้นอีกรอบ

คนที่อยู่ในแวดวงการเมืองเชื่อว่า นายทักษิณ และ ..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พี่น้องซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ และมีสถานะเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี ยังต้องการเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเอง และต้องการหาช่องทางฟอกตัวเองให้พ้นผิด ซึ่งหนีไม่พ้นพรรคตระกูลเพื่อ ต้องผลักดันพ...นิรโทษกรรม ซึ่งคงหนีไม่พ้นปลุกกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่รักความถูกต้อง ไม่ให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง



คดีความที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของแกนนำพรรคตระกูลเพื่อ และแกนนำนปช. ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหา จากการเคลื่อนไหวในอดีตก็จะถูกจับตามองว่า จะมีอำนาจทางการเมือง เข้ามากดดันกระบวนยุติธรรมให้แปรเปลี่ยนไปตามการชี้นำของผู้มีอำนาจทางการเมือง เพราะอดีตที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลสำนวนคดีก่อการร้ายที่มีแกนนำนปช. บางคนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย ก็ถูกวิจารณ์ว่าหลักฐานสำคัญบางอย่างหายไป

สำคัญมากว่านั้นมีภารกิจสำคัญที่ พล..ประยุทธ์ และ ผบ.เหล่าทัพ ต้องการเข้ามารับผิดชอบ ไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาถือธงนำ ด้วยเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ดังนั้นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งในปี 62 จึงมีความสำคัญมาก

เรียกว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญทางการเมือง ระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ กับ กลุ่มอำนาจเก่า ที่มีพรรคตระกูลเพื่อเป็นแกนนำ ซึ่งแม้นายทักษิณจะคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่กล้าออกหน้าออกตาเหมือนในอดีต ด้วยเกรงว่าจะมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย นอกจากนี้การหาเสียงเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความดุเดือดและเข้มข้นเพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เชื่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะประกอบด้วย 3 ขั้วการเมือง คือ พปชร. พท. และปชป. แต่ใครที่ติดตามการเมืองในช่วงนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองของ 2 ขั้วการเมือง คือ พรรคที่สนับสนุน พล..ประยุทธ์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง กับพรรคตระกูลเพื่อ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจเก่า โดยปชป. เป็นได้เพียงพรรคตัวแปรที่จะมีส่วนช่วงให้ขั้วใดขั้วหนึ่งมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

โดยแต้มต่อทางการเมืองอยู่ที่ขั้วอำนาจใหม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา (..) 250 คน ที่แต่งตั้งโดยคสช. สามารถลงคะแนนให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ ซึ่งหมายความว่า บุคคลใดที่ขั้วอำนาจใหม่สนับสนุน ย่อมได้เปรียบพรรคการเมืองคู่แข่ง เนื่องจากเริ่มสตาร์ทด้วยคะแนนเสียง 250 คะแนน จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 เสียง ประกอบด้วยส.ว. 250 เสียง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (..) 500 เสียง นั่นหมายความว่า ถ้าสมาชิกรัฐสภา 376 เสียงสนับสนุนใคร บุคคลนั้นก็จะได้รับตำแหน่งนายกฯ ไป

จากนี้ไปต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “พล..ประยุทธ์” ว่าจะตอบรับคำเชิญของพปชร. และอีกหลายพรรคการเมือง แต่เชื่อว่าหัวหน้าคสช. น่าจะตอบรับคำเชิญของพรรคการเมืองที่พร้อมสนับสนุนเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้ และหยุดยั้งระบอบทักษิณ เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลได้ทำคลอดไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว.
...................................
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
โดย “คนปากลัด”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    56%
  • ไม่เห็นด้วย
    44%

บอกต่อ : 1.71K