อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562

คนกรุงกับชีวิตภายใต้PM2.5 ทำไมหมอกฝุ่นพิษถึงน่ากลัว

สัปดาห์นี้มาดูปัญหาที่กลายเป็นเรื่องหลัก แต่เหมือนภาครัฐจะไม่สนใจเท่าไหร่ ชะตากรรมคนกรุงเผชิญฝุ่น ต้องก้มหน้ายอมรับสูดดมทุกวัน อาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2562 เวลา 10.00 น.


ปัญหาที่หนักหนาสาหัสของคนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันนอกจากจะมีปัญหาเรื่อง “ค่าครองชีพ” และ “สภาพแวดล้อม” ที่นับวันจะเลวร้ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถติดมากมาย กลายเป็นปัญหาหลักของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องพยายามปรับตัว แต่หารู้ไม่ว่าในช่วงปีนี้กลับมีปัญหาเรื่องอากาศที่เป็นหมอกฝุ่นพิษที่หนาแน่นจนเกินค่ามาตรฐาน และยังส่งผลต่อสุขภาพของทุกคนได้ ไม่เฉพาะแต่เด็ก คนป่วยและคนชรา
 
แต่ภายใต้อากาศที่เลวร้าย ดูเหมือนภาครัฐจะไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรในการออกมาตรการมาตั้งรับเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกลับทำให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นชะตากรรมร่วมที่เราจะต้องก้มหน้ายอมรับกับภัยนี้อย่างเซื่องๆ


 
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าหมอกฝุ่นพิษนี้คืออะไร ฝุ่นพิษนี้คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากๆ สายตาคนเราไม่สามารถมองเห็นได้ โดยมากฝุ่นขนาดเล็กนี้จะเกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของรถยนต์ การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเมืองใหญ่ ทั้งนี้ในหมอกฝุ่นพิษเหล่านี้จะประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆ ของพวกแร่ออกไซต์ โลหะหนัก ก๊าสซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าสออกไซด์ของไนโตรเจน (Nitrogen Oxides) รวมถึงสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ซึ่งค่ามาตรฐานของหน่วยที่ใช้วัดคือ PM 2.5 (Particulate Matter) คือ ค่าที่ใช้วัดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นขนคน และขนในจมูกเราไม่สามารถกรองฝุ่นนี้ได้ ทำให้ฝุ่นนี้หลุดเข้าไปในทางเดินหายใจและเข้าสู่ร่างกาย โดยการดูดซึมฝุ่นที่เป็นโลหะหนัก เข้าสู่กระแสเลือด และแทรกไปในกระบวนการทำงานในอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้
 
และเนื่องจากฝุ่นนี้มีขนาดที่เล็กมาก แทนที่จะตกลงพื้นได้ มันกลับลอยอยู่ในอากาศได้มากมายเป็นเวลานาน ทำให้เราหายใจเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย และผลของการสูดอากาศที่มีหมอกฝุ่นพิษเข้าไป จะทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้คนตายจากโรคหัวใจ ภาวะสโตรค ปอดติดเชื้อ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
 
แม้ว่ากรมควบคุมมลพิษ จะออกมารายงานให้ทราบเป็นระยะว่า หมอกที่เราชาวกรุงเทพฯ หายใจนั้น หาใช่หมอกปกติไม่ แต่เป็นหมอกฝุ่นพิษที่พร้อมจะทำลายร่างกายอย่างน่ากลัว และนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรายงานตัวเลขแต่ละจุดที่มีค่าที่สูงมาก และกระทบต่อสุขภาพได้ และได้เพียงแต่แนะนำให้คนกรุงเทพฯ หลีกเลี่ยงหรือลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งหน้าการอนามัยทั่วไปก็ไม่สามารถใช้กรองหมอกฝุ่นพิษนี้ได้


 
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไทยนั้นดูเหมือนจะขาดประสบการณ์กับการแก้ปัญหา หรือไม่สนใจต่อปัญหานี้มากไปกว่าปัญหาที่ต้องแก้เฉพาะหน้าไปวันๆ ประกอบกับคนไทยเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับหมอกฝุ่นพิษ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ไม่เพียงพอ หรือจากปัญหาอื่นๆ หนักหน่วงกว่า ทำให้เราได้เห็นแต่เพียงการรายงานตัวเลขของค่าฝุ่นละอองพิษจากกรมควบคุมมลพิษเหล่านี้ในแต่ละวัน แต่กลับไม่มีมาตรการที่จัดการจากภาครัฐอย่างชัดเจน
 
เช่นในประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการควบคุมรถใหญ่ไม่ให้วิ่งเข้าไปในเขตเมือง การจำกัดจำนวนรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ที่มากเกินไปด้วยการออกมาตรการต่างๆ การควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคาร หรือสร้างทางรถไฟฟ้าที่ออกมาดำเนินการพร้อมกันในหลายเส้น จนเกิดฝุ่นมากมาย แต่กลับไม่มีการป้องกันฝุ่นเลยในทุกที่ของการก่อสร้าง และประเด็นสำคัญสุด คือ การแก้ปัญหาการจราจรติดขัดที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐเลยแม้แต่น้อย จนเกิดภาวะรถติดเป็นวงไปทุกเส้นทาง
 
เรียกว่าปัญหาจราจรนับเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างมลพิษทางอากาศอย่างมาก อีกทั้งประเทศยังต้องสูญเสียเงินตราไปกับการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล


 
เมื่อหันมาดูประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีปัญหาหมอกฝุ่นพิษอย่างหนักหน่วงมาก่อน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างถูกทางและดีทีเดียว จนในเดือนม.ค.61 สามารถวัดค่าฝุ่นละออง PM. 2.5 ที่ค่าเฉลี่ย 34 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้มาตรฐานคุณภาพอากาศระดับชาติที่ 35 มคก./ ลบ.ม. หลังจากที่ได้ดำเนินมาตรการมากมายเพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างได้ผล อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเหมือนว่าตัวเลขจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่เมื่อฤดูหนาวมาเยือนในทุกปีรัฐบาลจีนก็ต้องพยายามอย่างหนักที่จะแก้ไขปัญหาของปักกิ่งนี้ เพราะเนื่องจากปัจจัยทางด้านภูมิประเทศ ทำให้อากาศไม่ค่อยเคลื่อนตัวหากไม่มีลมพัดออกไปที่อื่น ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ห่างไกลจากแหล่งน้ำ เมื่อรวมกับปัจจุบันการเป็นมหานครที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ทำให้มีโรงงานต่างๆ เกิดขึ้น โครงการก่อสร้างมากมาย รวมถึงการมีรถยนต์จำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในฤดูหนาวที่จะต้องใช้โรงงานถ่านหินเพื่อผลิตฮีตเตอร์ (Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่ประชาชน
 
รัฐบาลจีนก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้ดำเนินมาตรการไม่ว่าจะสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและใช้พลังงานสะอาดแทน และระงับโครงการก่อสร้างทั้งหมดในเมืองหลวง และรอบเมืองปักกิ่งในช่วงฤดูหนาว มาตรการในการจำกัดจำนวนการใช้รถยนต์ต่างๆ ตามข้อกำหนดวันคู่วันคี่ รวมไปถึงการตั้งทีมขจัดควันพิษ เพื่อตรวจห้ามชาวเมืองย่างอาหารกลางแจ้งรวมถึงการเผาขยะ ทั้งนี้ทางการจีนยังได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเมืองใหม่ โยกย้ายกิจการที่ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาออกไป
 
แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนก็ได้ขอความร่วมมือจากประชาชน เพราะเห็นว่าเป็นภาระหน้าที่ร่วมกันอย่างอดทน เพราะการแก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถเห็นผลได้ในทันที
 
หรือเราควรบรรจุการแก้ปัญหาหมอกฝุ่นพิษนี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เสียที.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน                            
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    73%
  • ไม่เห็นด้วย
    27%

บอกต่อ : 225