อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562

กำแพงเพื่อความมั่นคง? วังวนความป่วนจากทรัมป์

ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวถือเป็นสถานที่ซึ่งประธานา ธิบดีสหรัฐใช้แถลงต่อประชาชนเกี่ยวกับ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ “ภาวะวิกฤติ” ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งภายในและระหว่างประเทศ อาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2562 เวลา 09.30 น.

ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวถือเป็นสถานที่ซึ่งประธานา ธิบดีสหรัฐใช้แถลงต่อประชาชนเกี่ยวกับ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ “ภาวะวิกฤติ” ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้โอกาสครั้งแรกในการแถลง “ครั้งสำคัญ” ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที โดยมีสาระสำคัญคือการย้ำความต้องการของตัวเอง ให้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 182,400 ล้านบาท) เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการก่อสร้าง “กำแพงเหล็ก” ซึ่งชนวนเหตุของความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส และส่งผลให้รัฐบาลกลางต้องประสบกับภาวะชัตดาวน์อย่างน้อยยาวนานร่วม 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.ปีที่แล้ว

แม้บริเวณพรมแดนทางตอนใต้ของสหรัฐยังคงเต็มไปด้วยคาราวานผู้อพยพซึ่งรอสบโอกาสข้ามแดนไปอีกฝั่งหนึ่งตลอดเวลา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ารัฐบาลทรัมป์สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี เนื่องจากสถิติในภาพรวมยังถือว่าไม่ถึงจุดสูงสุดเมื่อเทียบกับเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษที่แล้ว ผู้นำสหรัฐกล่าวว่าอเมริกายังคงเป็นดินแดนที่ต้อนรับผู้อพยพ แต่ไม่สามารถรองรับการหลั่งไหลเข้าเมืองของผู้อพยพผิดกฎหมายได้อีกต่อไป ทรัมป์กล่าวถึงเหตุผลในการก่อสร้างกำแพงว่า ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดชังผู้ที่อยู่ “ด้านนอก” หรืออีกฝั่งหนึ่งของกำแพง แต่เป็นเพราะเขามีความเป็นห่วงสวัสดิภาพของผู้ที่ “อยู่ด้านในกำแพง” มากกว่า และตำหนิพรรคเดโมแครตทางอ้อมว่า ความพยายามของเขายังดีกว่า “ใครบางคน” ที่เอาแต่คอยขัดขวาง



อย่างไรก็ตาม แกนนำของพรรคเดโมแครต คือนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายชัค ชูเมอร์ แกนนำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ยืนกรานว่า “กำแพงทรัมป์” ไม่จำเป็น และจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวาดกลัวและการแบ่งแยก มากกว่าความสามัคคี

หากมองข้ามการพูดจาโผงผาง ขวานผ่าซาก และเป็นคนที่มีความคิดคาดเดาค่อนข้างยาก หนึ่งในสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งหรือข้อดีของทรัมป์ ซึ่งในความจริงถือเป็นเรื่องที่น่าชม คือการพยายามทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง ซึ่งเรื่องของการก่อสร้าง “กำแพงอันสวยงาม” ทอดยาวตลอดแนวพรมแดนติดกับเม็กซิโกที่มีระยะทางประมาณ 3,200 กิโลเมตร เรียกได้ว่าเป็น “เครื่องหมายการค้า” เป็นเงาตามตัวผู้นำสหรัฐคนที่ 45 แต่ไม่รู้ว่าทรัมป์มองการณ์พลาดไปหรือไม่ว่า การบริหารประเทศไม่ใช่การบริหารทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าของบริษัท



ขณะเดียวกันทรัมป์เองก็ยังไม่มีความชัดเจนพอว่า หากมีกำแพงเกิดขึ้นจริงแล้วสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้จะสามารถแก้ไขวิกฤติมนุษยธรรมและป้องกันประเทศจาก “อันตราย” ที่จะเกิดขึ้นโดยผู้อพยพได้อย่างไร นอกจากนี้ การแถลงสดของผู้นำสหรัฐคนหนึ่งท่ามกลางสายตาของชายอเมริกันหลายร้อยล้านคู่ที่เฝ้าดูด้วยใจจดจ่อ คือหนึ่งในบทพิสูจน์ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประธานาธิบดี แต่ทรัมป์ยังคงกล่าวว่าท้ายที่สุดเม็กซิโกจะเป็น “ผู้รับผิดชอบ” ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการก่อสร้างกำแพงนี้ ที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 736,000 ล้านบาท) ผ่านเงื่อนไขที่ทรัมป์อ้างว่าระบุไว้ตามข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ “ยูเอสเอ็มซีเอ” ที่ใช้แทนความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) จริงเท็จเพียงใดคนภายนอกคงยากที่จะรู้ แต่ที่แน่นอนคือเม็กซิโกไม่มีทางจ่ายอยู่แล้ว

อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจที่ทรัมป์พูดขึ้นมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการก่อสร้างกำแพง คือการประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” แล้วใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีดึงงบประมาณส่วนหนึ่งจากกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณอัดฉีดสูงสุดเป็นลำดับต้นมาตลอดมาใช้ก่อสร้างกำแพงให้เป็นรูปเป็นร่างก่อน แต่เรื่องจริงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะระบบการปกครองของสหรัฐที่มีการคานอำนาจกันอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ

ทรัมป์เริ่มต้นเส้นทางสายการเมืองในฐานะบุคคลผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดในประเทศ ด้วยการคัดสรรบุคคลดำรงตำแหน่งด้านความมั่นคงหลายคนที่เป็นอดีตทหารระดับสูง โดย พล.ท.ไมเคิล ฟลินน์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงได้เพียงไม่นานก็มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อครหาเรื่องรัสเซีย ก่อนที่ พล.ท.เฮอร์เบิร์ต แมคมาสเตอร์ มารับช่วงต่อ ขณะเดียวกันทรัมป์ยังมี พล.อ.เจมส์ แมตทิส ในตำแหน่ง รมว.กลาโหม และการย้าย พล.อ.จอห์น เคลลีย์ จากตำแหน่ง รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิให้มาทำหน้าที่หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว



แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2562 ชื่อของเหล่าทหารอาวุโสเหล่านี้ไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวแล้ว ทิ้งไว้ซึ่งคำถามและข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่างบุคคล ที่ชัดเจนคือ “การทิ้งระเบิดเวลา” ของ พล.อ.แมตทิส เกี่ยวกับประเด็นการถอนทหารอเมริกันออกจากซีเรีย และการลดกำลังพลในอัฟกานิสถาน ที่กลายเป็นการสร้างความสับสนงุนงงให้กับทั้งบรรดาทีมงานทรัมป์ที่เหลือ และพันธมิตรทางทหารของสหรัฐ อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะเป็นการทำให้สถานการณ์สู้รบห่างไกล “สันติภาพที่แท้จริง” มากขึ้นไปอีก

นอกจากนั้นยังมีประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับการเสนอชื่อ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการทหารคนใหม่ แทน พล.อ.โจเซฟ ดันฟอร์ด ซึ่งมีกำหนดเกษียณอายุราชการในช่วงกลางปีนี้ ที่ทรัมป์เสนอชื่อเสนาธิการกองทัพบกแทนลำดับ “ตามธรรมเนียม” ภายในกองทัพ ว่าโควตาในคราวนี้ต้องเป็นของเสนาธิการกองทัพอากาศ

การที่ทรัมป์มีอดีตทหารระดับสูงหลายนายร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลในช่วงครึ่งเทอมแรกของการเป็นผู้นำสหรัฐ สะท้อนความคิดของทรัมป์ได้ไม่น้อยว่า เขาให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” ในระดับเทียบเท่ากับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ และกองทัพสหรัฐ “ร่วมมีบทบาท” ในงานบริหารผ่านอดีตทหารระดับสูงกลุ่มนี้โดยปริยาย ซึ่งโครงการก่อสร้างกำแพงถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคง แล้วในขณะที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติยังคงงัดข้อกันไม่เลิก กองทัพซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันประเทศ และเป็นกองกำลังด้านความมั่นคงขนาดใหญ่ที่ทรัมป์เชื่อมั่นมาตลอดว่าอยู่เคียงข้างเขาในทุกด้าน แม้เบื้องหน้าจะยังรับคำสั่งกันตามปกติ แต่เบื้องหลังจะยังคงคิดแบบเดิมอยู่หรือเปล่า.

-------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 28