อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562

"ชีวิต ณ ชุมชนผาหมอน" สานคำสอน "วิถีแห่งข้าว"

เอาะที เก่อตอที เอาะป่า เก่อตอปก่า...อยู่กับป่า รักษาป่า อยู่กับน้ำ รักษาน้ำ” ...เสียงจากชาวบ้าน “ชุมชนบ้านผาหมอน” บอกถึง “คำสอน” ที่ “ชาวปกาเกอะญอ” ยึดถือสืบทอดต่อกันมา อาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2562 เวลา 10.30 น.

เอาะที เก่อตอที เอาะป่า เก่อตอปก่า...อยู่กับป่า รักษาป่า อยู่กับน้ำ รักษาน้ำ” ...เสียงจากชาวบ้าน “ชุมชนบ้านผาหมอน” ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ บอกถึง “คำสอน” ที่ “ชาวปกาเกอะญอ” ยึดถือสืบทอดต่อกันมา จนทำให้วันนี้ที่อยู่ของพวกเขาจึงยังรายล้อมเอาไว้ด้วยผืนป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ สำหรับบ้านผาหมอนแห่งนี้มีอีกชื่อเรียกในกลุ่มปกาเกอะญอว่าเป็น... ดินแดนแคว้นมึกะคี” ที่มีเรื่องราวน่าสนใจ-น่าค้นหาไม่น้อยวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จัก...

ชุมชนบ้านผาหมอนแห่งนี้ หรือ “ดินแดนแห่งแคว้นมึกะคี” ตามตำนานของปกาเกอะญอนั้น เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเหตุที่ชาวบ้านเรียกถิ่นอาศัยของพวกเขาว่า “ผาหมอน” นี่ก็เป็นเพราะรอบ ๆ ชุมชนมีภูเขาที่มีลักษณะคล้ายหมอน และด้วยความพิเศษของพื้นที่ซึ่งอยู่ในบริเวณต้นน้ำ ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยชาวบ้านที่นี่ทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันบ้านผาหมอนนั้นกลายเป็น แหล่งปลูกข้าว กุหลาบ ดอกไม้เมืองหนาว เฟิร์น และพืชผักอื่น ๆ ส่งขายโครงการหลวง และตลาดทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ อีกด้วย



ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก มักจะเป็นในมุมการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วชุมชนของเรายังมีเรื่องราวเกี่ยวกับวิถี วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของปกาเกอะญออีก มากมาย โดยเฉพาะตำนานกับความเชื่อเกี่ยวกับการทำนา”

...เสียงของชาวบ้านที่รับหน้าที่นำเยี่ยมชมบอกเรื่องนี้ให้ฟัง อย่างไรก็ดี แต่กว่าจะเป็นบ้านผาหมอนในวันนี้ ชุมชนนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 10 ปี เพื่อค้นหาคำตอบว่า... เส้นทางของชุมชนนั้นจะเดินไปในทิศทางไหนดี โดยหนึ่งเครื่องมือที่ชาวบ้านนำมาใช้ก็คืองานวิจัย ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมมือกับ ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกันค้นหาจุดขายของชุมชน ด้วยการทำวิจัยด้านการจัดการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2547 ทำให้ชุมชนได้ข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และข้อมูลด้านพันธุ์ข้าว กับภูมิปัญญาการทำนา ทำให้ชุมชนมีระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน รวมถึงเปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท่องเที่ยว เพื่อสร้างระบบการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เช่น ระบบการถือหุ้นในบ้านพัก Bamboo Pink House ที่เป็นบ้านพักหลังแรกของกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งมีหุ้นทั้งหมด 400 หุ้น จากจำนวนสมาชิก 70 คน หรือบ้านอิงผาชมดาว หรือบ้านผาหมอนใหม่ ที่มีหุ้นทั้งหมด 1,994 หุ้น จากจำนวนสมาชิก 120 คน ...นี่เป็นก้าวย่างอดีตถึง

ปัจจุบันของดินแดน “แคว้นมึกะคี” แห่งนี้



ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างที่เข้มแข็งของชุมชน ระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรม จนวันนี้ผาหมอนได้กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ชุมชนอื่น ๆ ที่สนใจเรื่องนี้...แต่ยังมองไม่เห็นภาพว่าจะทำได้อย่างไร ด้วยวิธีใด” ...คนนำทางของเราระบุเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บ้านผาหมอนจะประสบความสำเร็จแล้วจากการทำโครงการวิจัยเมื่อในอดีต แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านก็ยังไม่หยุดที่จะทำการวิจัย ซึ่งล่าสุดก็ได้ร่วมกันทำวิจัยชื่อ โครงการจัดการแหล่งเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยววิถีชาวนาชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน ขึ้น โดยมี บุญทา พฤกษาฉิมพลี เป็นหัวหน้านักวิจัยท้องถิ่นในโครงการนี้ เพื่อนำเรื่องของการท่องเที่ยวมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างพื้นที่รูปธรรมให้กับกิจกรรมการท่องเที่ยววิถีชาวนาไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการสร้างคุณค่าของข้าวและวิถีชาวนา



ข้าวคือชีวิตของคนกะเหรี่ยง เราให้ความสำคัญกับข้าวมากกว่าเงินทอง” ...เสียงของ บุญทา หัวหน้านักวิจัยชาวบ้านผาหมอนระบุ พร้อมกับกล่าวถึงความสำคัญของ “ข้าว-การทำนา” ของคนปกาเกอะ ญอว่า จะมีพิธีกรรมและขั้นตอนการปลูกข้าวไม่น้อยกว่า 30 ขั้นตอน เนื่องจากวิถีชีวิตของคนปกาเกอะญอจะให้ความสำคัญกับทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงของต้นข้าว

ทั้งนี้ ชาวปกาเกอะญอบ้านผาหมอนจะเริ่มเตรียมนาตั้งแต่เดือน ม.ค. ด้วยการหาที่เหมาะ ๆ และดินดี ๆ ที่ต้องเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินรังนก และจะต้องหมุนเวียนกันปลูกเพราะที่นาเป็นของทุกคน ต่อมาในเดือน เม.ย.-ส.ค. จะเป็นช่วงเตรียมเมล็ดพันธุ์ ปล่อยน้ำเข้านา เลี้ยงผีฝาย ซึ่งระหว่างนั้นจะมีพิธีต้มเหล้าบือแซะคลี ที่ใช้สำหรับ พิธีมัดมือ ช่วงทำนา จากนั้นก็จะลงแปลงไถนาเตรียมดิน หมักดิน ปั้นคันนา หว่านข้าว และเมื่อต้นข้าวงอกจากพื้นดินโผล่พ้นน้ำแล้ว ก็จะมีพิธีมัดมือ ที่เป็นการขอบคุณเทวดาที่อำนวยพรเรื่องอาหารมาให้ และเมื่อข้าวสุกเต็มที่ก็จะมี ประเพณีเอามื้อ (ลงแขก) เกี่ยวข้าว เมื่อเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวก็จะเป็น ประเพณีกินข้าวใหม่ (เอาะบือไข่) และพิธีแซะพอโข่ หรือ พิธีเรียกขวัญข้าว เพื่อขอบคุณเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ส่วนอีกพิธีที่สำคัญคือ การเลี้ยงผีนา ซึ่งจะจัดขึ้นราวเดือน ส.ค. โดยชาวบ้านผาหมอนจะประกอบพิธีสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ “พิธีต่าแซะ” หรือการทำพิธีบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากท้องนา “พิธีเต่อม้อ ชิ” เพื่อบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ดูแลพืชพันธุ์ให้ต้นข้าวมีความอุดมสมบูรณ์และงอกงามดี สุดท้ายคือ “พิธีต่าหลื่อ” ที่เป็นพิธีกรรมเพื่อขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองดูแลนาข้าวให้อุดมสมบูรณ์ ...นี่เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อชาวปกาเกอะญอ ที่มีวิถีผูกพันอยู่กับนา-ข้าว



คนนำทางของเรายังเล่าให้เราฟังอีกด้วยว่า สำหรับ คนปลูกข้าว หรือที่ภาษาปกาเกอะญอเรียกว่า “แวโข่ สู่ลอบือ” นั้นถือเป็นผู้ที่มีภารกิจสำคัญ โดยก่อนเริ่มต้นปลูกข้าว ชาวปกาเกอะญอจะคัดเลือกสมาชิกในครอบครัวของตนเอง เพื่อจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้างานนำการเพาะปลูกในปีนั้น โดยคัดจากสมาชิกที่เชื่อว่าหากเป็นผู้นำในการเพาะปลูกแล้วจะทำให้ได้ผลผลิตดี โดยผู้ที่ได้รับเลือกจะเป็นผู้เริ่มต้นการปลูกข้าวทุกขั้นตอน และก่อนลงมือปลูกข้าวจะต้องเสี่ยงทายด้วยการเริ่มต้นปลูกข้าววันละต้นจนครบ 7 วัน และดูว่าข้าวทั้ง 7 ต้นนั้นต้นไหนเติบโตที่สุด ก็จะถือเอาวันนั้นเป็นวันดี และเลือกวันนั้นเป็นวันเริ่มต้นการปลูกข้าว

การปลูกข้าว 7 วันเพื่อทำนายวันที่จะเริ่มต้นการปลูกข้าวนี้ ชาวบ้านชุมชนผาหมอนคนหนึ่งได้เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวนี้ว่า... เป็นไปตามตำนานว่าด้วยเรื่อง “ข้าว 7 กอ” ที่เปรียบเสมือน “เทพเจ้าทั้ง 7” ที่ประทานโดยเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ โดยตำนานเล่าว่า เทพเจ้าได้แปลงร่างมาเป็นหญิงชรา เพื่อลงมาเฝ้าดูชายกำพร้าที่ชื่อ “จอโผ่ แค” ที่เทพเจ้าได้ดลบันดาลให้ข้าวทั้ง 7 กอของชายกำพร้าคนนี้เจริญงอกงาม จนกระทั่งทำให้ชายหนุ่มสามารถเก็บเกี่ยวข้าวทั้ง 7 กอนั้นได้จนเต็มยุ้งฉาง นอกจากนี้ในตำนานเรื่องนี้ยังได้เล่าสืบทอดกันอีกว่า จากนั้นหญิงชราจึงบอกกับชายหนุ่มกำพร้าว่า เมื่อใดที่ชายกำพร้าเห็นตอไม้ถูกเผาเป็นสีดำทั่วไร่ให้เรียกหาแล้วหญิงชราจะกลับมา โดยเมื่อพูดจบหญิงชราคนนั้นก็ได้กลายร่างเป็นนกวิเศษบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์



ชาวปกาเกอะญอจึงถือว่านกวิเศษ หรือ โถ่ บี ข่า หรือนกขวัญข้าว เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเมื่อชาวบ้านเห็นนกชนิดนี้บินอยู่เหนือทุ่งนา แสดงว่าต้นข้าวในปีนั้นจะเจริญเติบโตงอกงามให้ผลดีนั่นเอง” ...คนนำทางคนเดิมบอก พร้อมระบุว่า ข้าวที่ชาวผาหมอนนิยมปลูกทานนั้นมีหลายสายพันธุ์ เช่น “บือพะโดะ” ซึ่งเป็นข้าวเมล็ดใหญ่ ผลผลิตดี รสชาติอร่อย ขณะที่อีกสายพันธุ์คือ “บือโปะโหละ” หรือข้าวเมล็ดกลมที่มีกลิ่นหอม รสอร่อยเช่นกัน

ส่วน ข้าวพันธุ์ดั้งเดิม ที่ยังคงมีการปลูกไว้เพื่อรักษาสายพันธุ์คือ “บือพะทอ” ข้าวเมล็ดยาวที่ให้ผลผลิตน้อย รสจืด มีความแข็ง “บือแหม่แฮคี” ที่มีลำต้นสูงใหญ่ ทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดี และ “บือโนมู” ที่เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกมาแต่ดั้งเดิมในพื้นที่ เป็นต้น ที่สำคัญในปัจจุบันคนผาหมอนได้เริ่มปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ด้วย นั่นคือ “ข้าวพระราชทาน” ที่ชาวบ้านนำมาเมื่อครั้งลงไปถวายความเคารพพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9
ได้มาประมาณ 10 เมล็ด ปีที่แล้วเอามาเพาะ และเริ่มปลูก ปีนี้เรากำลังขยายข้าวพันธุ์นี้อยู่ คิดว่าถ้าได้ผลออกมาดีหลังเก็บเกี่ยวก็จะแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชุมชนต่อไป” บุญทา นักวิจัยท้องถิ่นบ้านผาหมอน ระบุเรื่องนี้

ตลอดทั้งปี ชาวปกาเกอะญอบ้านผาหมอน ดินแดนแคว้นมึกะคี จะมีวิถีผูกพันอยู่กับวิถีข้าว ที่แฝงอยู่ในมิติต่าง ๆ ของการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนอย่างแนบแน่น ตั้งแต่ภูมิปัญญาการทำนาที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อที่ถือเป็น “เสน่ห์” ของชุมชนที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ ดังนั้น การมาเยือนที่บ้านผาหมอนของนักเดินทางจึงไม่เพียงจะได้ชื่นชมและสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม แต่ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้ทำความเข้าใจ “วิถีนาของคนปกาเกอะญอ” ที่คนบ้านผาหมอนแห่งนี้ได้ยึดถือและสืบทอดกันมา รวมไปถึงสะท้อนให้เห็น “ความนอบน้อมต่อธรรมชาติ” ของผู้คน ซึ่งมีให้กับ..

ผืนป่าที่พวกเขาอาศัยอยู่มานานนับร้อยปี ที่ทุกคนน่าจะได้มีโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 27