อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562

วิกฤติอีก100ปีป่าหมดโลก แต่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งโลก

สัปดาห์นี้ไปดูวิกฤติป่าดิบชื้นเขตร้อน คาดการณ์ 100 ปีป่าหมดโลก ซึ่งโลกไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ แต่มนุษย์จำเป็นต้องมีโลก พุธที่ 16 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


วันนี้คอลัมน์ “พุ่มไม้ใบบัง” เขียนในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ (14 ม.ค.) โดยเอาบทความของ “นายร่มธรรม ขำนุรักษ์” มาเผยแพร่ เพราะเห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ และทันสมัย เพื่อให้เกิดความตระหนักต่อปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และได้เสนอมาตราการในการแก้ไขไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้
---------------------------------------------------------
วันที่ 14 ม.ค. เป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ” เป็นวันสำคัญที่คนไทยต้องตระหนัก และต้องหยุดตัดไม้ทำลายป่า และปลูกไม้ทดแทนให้ถึง 50% ให้ได้ “เพื่อโลก เพื่อเรา เพื่อลูกหลาน” วันนี้ผมจึงขอพามาดูปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า วิธีแก้ไขในต่างประเทศ และข้อเสนอแนะของผมสำหรับประเทศไทย

ที่มาและปัญหา...ปัจจุบันนี้โลกเหลือพื้นที่ป่าเพียง 30% จากพื้นที่ทั้งหมด ทุกๆ นาทีมีพื้นที่ป่าขนาด 20 สนามฟุตบอลกำลังถูกทำลายทุกมุมโลก จากสถิติและพฤติกรรมทำลายป่าในปัจจุบันคาดการณ์ว่าป่าดิบชื้นเขตร้อน (rain forest) จะหายไปทั้งหมดภายใน 100 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันนี้ไทยมีพื้นที่ป่าเพียง 31.58% ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด ข้อมูลปี 2561 จากที่มี 53.3% ในปี 2504 (มูลนิธิสืบ, 2561) ซึ่งสัดส่วนเปอร์เซ็นต์พื้นที่ป่าเรารั้งท้ายอยู่อันดับ 8 ในอาเซียน! ที่ 1 คือลาว ซึ่งมีพื้นที่ป่าถึง 81.289% (World Bank ข้อมูลปี 58)

ป่าไม้เป็นสิ่งสำคัญต่อระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิต การตัดไม้ทำลายป่าเป็นส่วนสำคัญให้เกิดปัญหาและภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม แห้งแล้ง อากาศแปรปรวน และที่สำคัญ “ภาวะโลกร้อน” เนื่องด้วยมีการปล่อยควันพิษ และแก๊สเรือนกระจกที่สูงขึ้น เมื่อมีต้นไม้ที่น้อยลงการดูดซับก๊าซก็น้อยลงตามมา ส่งผลร้ายต่อมนุษย์ และทำให้สิ่งมีชีวิตนับหมื่นสายพันธ์ต้องล้มตายและสูญพันธุ์ ถือเป็นภยันตรายของโลกยุคปัจจุบัน




สาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า...1.มนุษย์ ประชากรเพิ่มขึ้นทำให้จำนวนป่าลดลง เพราะต้องการพื้นที่ป่าทำมาหากิน เช่น เกษตร เรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะไร่เลื่อนลอย และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้พื้นที่มาก หรือต้องการทำที่อยู่อาศัย อาคารร้านค้า บ้านเรือนเพิ่มขึ้นทุกวัน รวมถึงการใช้กระดาษอย่างสิ้นเปลือง การทุจริตคอร์รัปชันลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และการฟื้นฟูป่าที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การทำเขื่อน และเหมืองแร่ และอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะจากนโยบายรัฐที่ผิดพลาด และ2.ธรรมชาติ ไฟป่า และภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับน้ำมือของมนุษย์

ตัวอย่างการแก้ไข ปัญหาในต่างประเทศ...

1.นอร์เวย์ แบนการตัดไม้ทำลายป่า เป็นประเทศแรกในโลก มุ่งลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดในประเทศของตัวเองให้เป็นศูนย์ โดยในปี 59 ได้เดินหน้าออกกฎหมายแบนสินค้าทุกชนิดที่ผลิตจากวัสดุที่ได้มาจากการทำลายป่า หนึ่งในตัวอย่างคือการหยุดใช้น้ำมันปาล์มที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะบังคับใช้ในปี 63

2.ปากีสถาน ปลูกต้นไม้มากกว่าพันล้านต้น เพื่อเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้เป็นป่า เมืองไคเบอร์ปัคตูนควา สั่งปลูกต้นไม้มากกว่าพันล้านต้นในปี 57 และฟื้นฟูพื้นที่กว่า 3,500 ตารางกิโลเมตร โดยใช้คนงานกว่า 16,000 คน (ปลูกต้นยูคาลิปตัสไปแล้ว 900,000 ต้น และอีกมากกว่า 42 สายพันธุ์) เพื่อช่วยป้องกันการกัดเซาะของแม่น้ำ ช่วยให้ฝนตกมากขึ้น บรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และเป็นที่อยู่ให้สิ่งมีชีวิต ซึ่งโครงการนี้ปลูกต้นไม้ได้ทะลุเป้าหมายตามที่ต้องการแล้ว คาดการณ์ว่าใช้เงินราว 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

3.จีน ตั้งเป้าปี 63 ให้พื้นที่ป่าเป็น 23% จาก 21.7% ในปี 59 เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ และช่วยสัตว์ไม่สูญพันธุ์ การพัฒนาและการเกิดขึ้นของบ้านเมืองอย่างรวดเร็วในจีน ทำให้สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธ์ตายหายไป และเกิดควันพิษหนาแน่น จึงต้องใช้มาตราการจริงจังเพื่อแก้ไข ภายใน 5 ปี ประเทศจีนปลูกป่าไปแล้ว 83.5 ล้านเอเคอร์ จากปี 56-61 เพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้แก่สัตว์ป่า ในปี 61 จีนต้องการปลูกป่า 84,000 ตารางกิโลเมตร โดยใช้ทหารกว่า 60,000 นาย

4.อังกฤษ จะปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น เพื่อต่อสู่โลกร้อน อังกฤษมีพื้นที่ป่าเพียง 13% ในขณะที่ประเทศอื่นในแถบยุโรปด้วยกันมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 35% จึงต้องการปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น ใช้เงินรวม 50 ล้านปอนด์ให้แก่เจ้าของที่ดินเพื่อปลูกป่า และสร้างเส้นทางให้คนสามารถเข้าถึงป่าได้ โดยต้นไม้ 100,000 ต้น จะถูกปลูกในเมืองต่างๆ

5.บราซิล ลดก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุดในโลก ลดการตัดไม้ไป 75% บราซิลประสบความสำเร็จในการปกป้องผืนป่า จากการถูกตัดได้กว่า 86,000 ตารางกิโลเมตร ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้กว่า 3.2 ล้านตัน มาตราการที่สำคัญคือ การนำเทคโนโลยีดาวเทียมทันสมัยเข้ามาตรวจสอบการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า จัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น แก้ปัญหาเรื่องที่ดินของชนพื้นเมือง โดยมีการจัดขอบเขตอย่างชัดเจน การจับและปรับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตามบราซิลยังมีปัญหาเรื่องการล่าสัตว์ป่า



การแก้ไขปัญหาในไทย และข้อเสนอแนะ “ป่ายั่งยืน” เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นความต้องการในการใช้พื้นที่ เพื่อความอยู่รอดต่างๆ จึงมากขึ้น ทุกฝ่ายเห็นว่าป่าไม้แบบยั่งยืนและแบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ที่ชัดเจน โดยเน้นคนอยู่ร่วมกับป่า จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือการทำ “กรีนไทยแลนด์” โดยอย่างน้อยต้องทำดังนี้

1.ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 50% และเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในเมืองและนอกเมืองรวมกันให้ได้ 60% 2.สร้างโมเดลใหม่เศรษฐกิจชีวภาพ และพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลาง3.เดินหน้า 4 ยุทธศาสตร์ คือ ป่าเมือง ป่าชุมชนป่า ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ทั้งการป้องกันป่าที่มีอยู่แล้ว การเพิ่มพื้นที่ป่า และการใช้ประโยชน์ให้เป็นไปตามหลักการอนุรักษ์ 4.One Map ต้องทำให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด และนำมาใช้ทำแนวเขตป่า เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างที่ป่ากับที่ชาวบ้าน 5.แก้ปัญหาการอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าของประชาชน โดยการไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม โดยเฉพาะแหล่งต้นน้ำลำธาร 6.แก้ไขปัญหาความต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในรูปแบบธนาคารที่ดิน 7.การทำพื้นที่เกษตรแบบยั่งยืน เช่น สวนยางยั่งยืน วนเกษตร 8.มาตรการจูงใจรายต้น โดยให้ค่าใช้จ่ายเพื่อการดูแลต้นไม้ให้กับประชาชนที่ปลูกและมีไม้อยู่ในที่เอกสารสิทธิ เพื่อเป็นมาตรการเร่งรัดการเพิ่มพื้นที่ป่า และออกพันธบัตรต้นไม้เพื่อเหล่านี้ให้ครบถ้วนเพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันได้

หากไม่ทำแบบนอร์เวย์ จีน ปากีสถาน อังกฤษ บราชิล และ 8 มาตราการของไทย ที่กล่าวแล้วข้างต้น คาดกันว่าป่าดิบชื้นเขตร้อน (rain forest) จะหายไปจากโลกทั้งหมดภายใน 100 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด

โลกไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ แต่มนุษย์จำเป็นต้องมีโลก!
..............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”
ขอบคุณคำแนะนำของมาตราการป่าไม้ในไทยบางส่วน โดยนริศ ขำนุรักษ์
ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Greenpeace, World Economic Forum, World Bank, National Geographic และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 410