อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562

ทำไมPM2.5ถึงหลับเพิ่งตื่น ใครปลุกฝุ่นจิ๋วให้ลุกฆ่าคน

ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาเพิ่งเกิด แต่มีนานแล้วจาก 4 แหล่งกำเนิด เผยประชาชนไม่รู้ปัญหา เหตุก่อนหน้านี้ไม่มีใครมากำหนดค่ามาตรฐาน เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เวลา 12.00 น.


คงแน่ใจกันแล้วว่า สิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศนั้น คือ “ฝุ่นฟิษ” หรือ PM2.5 ไม่ใช่หมอกยามเช้าที่สูดดมแล้วสดชื่นอย่างที่คนกรุงถามหา และยังพุ่งกระฉูดเป็นสีแดงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า...แล้วก่อนหน้านี้ทำไมฝุ่นมันไม่ฟุ้งหรือเกิดขึ้นล่ะ???
 
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกว่า แหล่งสำคัญของ PM2.5 ในบรรยากาศ คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการก่อสร้าง ซึ่งจะมีการผลิตขึ้นใหม่ในทุกวัน เช่น เชียงใหม่ ตัวเมืองมีภูเขาล้อมรอบเป็น “แอ่งกระทะ” ขังฝุ่นจิ๋วไว้ แต่ในกรุงเทพฯ มีการผลิตอนุภาคนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยเฉพาะจากยานพาหนะบนถนน แต่ช่วงปลายปีถึงต้นปีจะเกิดสภาวะ “ตกตะกอน” เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงเร็วร่วมกับความชื้นสูงและลมอับ อีกทั้งมีตึกสูงมาก ตัวเมืองเหมือนเป็นแอ่งกระทะกลายๆ ฝุ่นจิ๋วจึงวนเวียนอยู่มากในช่วงกลางคืน แล้วค่อยๆ จางหายไปเมื่อพระอาทิตย์ทำงานส่องสว่างเต็มที่
 
“ที่จริงกรุงเทพฯ มีฝุ่นชนิดนี้มากอยู่แล้ว แต่วันร้ายคืนดีที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็ว ความชื้นในอากาศสูงขึ้น ลมอับ แสงแดดยังไม่ได้เวลามาเยือน อาคารสูง ทำให้การถ่ายเทของอากาศยามลมอับไม่ดี ไม่ต่างกับเชียงใหม่ที่เป็นเมืองแอ่งกระทะตามธรรมชาติ เจ้าตัวร้ายนี้จึงมีผลเสียต่อสุขภาพคน” นายกสมาคมอุรเวชช์ ย้ำให้ฟัง


ฉะนั้นคนที่มีโรคเรื้อรังที่รุนแรง โรคปอด โรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่ควรออกจากบ้าน เพราะอาการจะกำเริบ และยังมีส่วนก่อมะเร็งปอด ถ้าจำเป็นจริงๆ เช่น ไปพบแพทย์ตามนัด หน้ากากชนิด N95 พอจะช่วยกรองฝุ่นร้ายนี้ได้ แต่ต้องตรวจสอบหลังการใส่ว่า หน้ากากนั้นกระชับรูปหน้าจริง นี่ยังไม่นับผลระยะยาวที่มีอีกมากเหลือพรรณนา

ด้วยอนุภาคขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่างๆ เมื่อแผ่รวมกันแล้วจะมีพื้นผิวรวมกันมากมหาศาล สามารถผ่านลงไปได้ลึกจนถึงถุงลมที่เป็นส่วนปลายสุดของปอด ชอนไชผ่านเส้นเลือดฝอยเข้าสู่กระแสเลือด ตามที่องค์การอนามัยโลกส่งสัญญาณเตือนมานานแล้ว
 
ถ้าเราจะควบคุมแหล่งกำเนิดของฝุ่น จะมีคำแนะนำในการลด “เจ้าวายร้ายตัวน้อย” ในบรรยากาศได้อย่างไร จริงๆ รัฐจะต้องรณรงค์ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว ส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ และใช้เครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์มากที่สุด รวมถึงมีเครื่องมือดักจับอนุภาคที่หลงเหลือไม่ให้กระจายตัวออกมา รื้อถอนและทำลายสิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช้งานแล้วอย่างถูกวิธี ที่สำคัญเลี่ยงการเผาป่าและเผาพื้นที่เพื่อเตรียมการทำเกษตรกรรม
 
เพราะอย่าลืมว่า...ถ้าควบคุมตัวร้าย PM2.5 ไม่ให้เกินมาตรฐานได้ เท่ากับคืนอากาศบริสุทธิ์ให้พวกเราสูดหายใจ


 
โดยแหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจาก 4 สาเหตุ 1.ไอเสียจากรถยนต์ หรือจากการจราจร ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล 2.การเผาชีวมวล การเผาในที่โล่ง และในที่ไม่โล่ง 3.ฝุ่นทุตยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาการรวมตัวกันของไอเสียรถยนต์ และแอมโมเนียจากปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร 4.การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า

เมื่อเร็วๆ นี้ แพทยสภาและกระทรวงสาธารณสุข ร่วมจัดเสวนาเรื่อง “ฝุ่นละออง PM2.5 กับปัญหาสุขภาพและแนวทางแก้ไข” โดยมีอาจารย์แพทย์และนักวิชาการ รวมถึงคนแวดวงสาธารณสุขและผู้ที่สนใจ เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียงกัน

 
รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ข้อมูล การใช้หน้ากากเหล่าถ้ากรองไม่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ การกรองไม่ใช่แค่วัสดุที่ผลิต แต่ต้องขึ้นอยู่กับแรงลม เคยมีการศึกษาว่า นำสก็อตเทปมาปิดรูหน้ากาก เพื่อลดแรงลมพัดฝุ่นเล็ดลอดเข้าไป ส่วนการใช้ผ้าชุบน้ำไม่เกิดประโยชน์ ขณะที่การใส่หน้ากาก 2 ชั้นทำได้ การใส่ตอนนอนหลับไม่แนะนำ ซึ่งแนวการปฏิบัติทำได้ยาก
 
หน้ากากอนามัย N95 เป็นหน้ากากที่ป้องกันเชื้อที่มีขนาดเล็กกว่าที่หน้ากากอนามัยผ่าตัดทำไม่ได้ เช่น วัณโรค โรคซาร์ส ซึ่งเชื้อนี้จะฟุ้งกระจายไปได้ไกลและอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ใส่ให้ถูกวิธีปิดจมูก ปากและคางอย่างมิดชิด


 
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา ระบุว่า อย่าตื่นตระหนกจนไม่เป็นทำอะไร ในประเด็นการปลูกต้นไม้เพิ่มนั้น ต้นไม้ทั้งหมดสามารถใช้ได้ บางชนิด เช่น ต้นตะขบ ลักษณะใบที่เป็นขนสามารถดักจับฝุ่นขนาดเล็กได้ดี การปลูกต้นไม้จึงเป็นแนวทางที่ทุกคนทำได้ ยังไม่หวังว่าทำวันนี้จะได้พรุ่งนี้ แต่อย่างน้อยสร้างออกซิเจนและเพิ่มประสิทธิภาพให้อากาศ หากเริ่มทำวันนี้ปัญหาในอนคตก็จะลดลง 
 
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า ขณะนี้เราออมชอมไม่ได้ ผลกระทบตรงนี้มันมองไม่เห็น กระทบระบบคุ้มกันที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ถ้าเราไม่ออมชอมก็ต้องเลื่อนการออกจากบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง จริงๆ เรื่องฝุ่นเราเผชิญมานานพอสมควร เช่น การออกไปต่างจังหวัด แล้วกลับมาทำงาน ทั้งๆ ที่ฟ้าใส แต่หายใจลำบาก แสบจมูก อย่างที่รพ.จุฬาฯ ตี 2-3 ก็เป็นสีส้มแล้ว และตี 5 เริ่มมีรถค่าฝุ่นก็ขึ้นเป็นสีแดง
 
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย ชี้ให้เห็นว่า ฝุ่นนับเป็นสาเหตุการตายก่อนเวลาอันสมควร ซึ่งสถานการณ์ของไทยจะเกิดขึ้นในฤดูหนาวปลายปีต่อต้นปี โดยสภาพอากาศที่นิ่งและลมสงบ ฝุ่นได้ขังตัวอยู่ระดับล่าง ทำให้คนสูดดมเข้าไป โดยในช่วงเดือนพ.ย.ปี 61 ระดับของอากาศยังอยู่ที่สีเขียว กระทั่งเมื่อธ.ค. กลับมาเป็นสีส้ม จากนั้นลดลงช่วงปีใหม่เพราะเนื่องจากฝนตกลงมา และได้เพิ่มระดับขึ้นเป็นสีสมและแดงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีผู้ที่เป็นโรคหอบหืดจะถูกกระตุ้นได้เร็วว่าโรคอื่นๆ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนรับรู้ค่าสารอื่นๆ นอกเหนือจาก PM2.5 ก็มีสูงเช่นกัน ถ้าไม่มีหน้ากาก N95 การใส่หน้ากากอื่นๆ ก็ยังช่วยกรองฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า PM2.5 ได้
 
นพ.พิชญา นาควัชระ รองปลัดกทม. บอกว่า PM2.5 จะมีค่าสูงมากๆ ราวเดือนม.ค. แต่ในปีนี้สูงแบบวิกฤติถึงระดับ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นสีม่วงคุกคามต่อสุขภาพ จึงได้สั่งการให้ทุกเขตติดตั้งเครื่องตรวจวัดฝุ่น 43 จุด ล้างถนนทั้ง 50 เขตดำเนินการทุกวันในช่วงรถไม่ติด ซึ่งช่วยป้องกันฝุ่น PM10 ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็คือการควบคุมควันดำทั้งหลาย ที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และไม่เผาขยะหรือเผาศพก็ให้ใช้เตาไฟฟ้าที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ 


 
นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้แทนราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงว่าแต่ก่อนไม่มีใครมากำหนดค่ามาตรฐาน โดยกลุ่มที่น่าเห็นใจ คือ คนทำงานกลางแจ้ง อาทิ พ่อค้าแม้ค้า ตำรวจจราจร คนทำความสะอาด คนที่ขับรถสาธารณะ รปภ. โดยจะมีอาการตั้งแต่หอบ ความดับ จนไปถึงระยะยาวอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อกลับบ้านใช้น้ำสะอาดล้างตาและล้างจมูก หากพบว่าดวงตาแดงมากๆ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
 
น.ส.ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง เสนอแนวทาง 7 มาตรการ 1.หยุดตัดต้นไม้หัวกุด ให้ต้นไม้ที่มีได้แตกกิ่ง ก้าน ใบ 2.อบรมรุกขกร ทุกหน่วยงานและทุกบริษัทรับตัดต้นไม้ 3.ดูแลระบบรากต้นไม้ 4.วางแผนการปลูกเพิ่ม 5.เพิ่มมาตรการทางกฎหมาย ให้ต้นไม้เป็นสมบัติสาธารณะ 6.บูรณาการจัดทำแผนบริหารจัดการต้นไม้ในเมือง และ 7.เสนอคณะรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในแผนระยะยางของชาติ เพราะการปลูกต้นไม้เราต้องคิดถึงคนที่ไม่มีความพร้อมที่จะรับมือกับฝุ่นบ้าง
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean 
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 271