อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562

กว่าจะเป็นพยาบาลที่พิการ แฟนทิ้ง'ใจแกร่งสู้ซึมเศร้า'

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตสาววัย 26 ปี หลังประสบอุบัติเหตุพิการ ปัญหารุมพ่อแม่แยกทางกัน ซ้ำถูกแฟนทิ้งป่วยซึมเศร้า ก่อนฟื้นจิตใจเรียนต่อจบเป็นพยาบาลสุดแกร่ง อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


ความสูญเสียที่ไร้จุดสิ้นสุด แต่อย่างน้อยก็ผลักคนไม่ดีออกจากชีวิต...เป็นเสมือนคำคมประจำกาย ของสาวพยาบาล ที่เธอบอกว่า กว่าจะเป็น...กรรณิการ์” ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ใช่แล้วเธอมีชื่อจริงว่า “กรรณิการ์ ศรีวิจา” หรือ “ยิว” สาวพิการวัย 26 ปี จากเด็กผู้หญิงที่สูง 165 ซม. วันนี้ความสูงในบัตรประชนชนเหลือ 125 ซม.

ใครที่กำลังท้อและบอกว่าชีวิตตัวเองลำบาก หากได้รับรู้และลองสัมผัสความรู้สึกของเธอ เชื่อว่าน่าจะมีพลังใจให้เดินผ่านอุปสรรคชีวิตไปได้...



เธอเริ่มเล่าจากการเดินตามความฝัน เธอเป็นเด็กบ้านนอก บ้านแม่ตื่น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่หอบความฝันอยากเป็นพยาบาล คิดไว้ตั้งแต่ ม.3 เริ่มต้นด้วยการเรียนสายวิทย์-คณิต (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์) มันไม่ง่ายเลย เพราะเธอไม่ใช่เด็กเก่ง แต่ก็ทำสำเร็จสอบเข้ามเรียนได้ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่

มันไม่ง่ายที่จะผลิตพยาบาลให้ออกมาสู่การทำงานจริง เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เท่ากัน” เธอย้ำให้ฟัง ก่อนที่จะบอกถึงจุดเปลี่ยน เพราะ...อุบัติเหตุไม่สามารถคาดเดาได้ จากครั้งหนึ่งในชีวิตที่เกิดมาปกติครบ 32 ลืมตาอีกทีต้องกลายเป็นคนพิการ จะเรียกร้องหรือย้อนอะไรกลับคืนมาก็ไม่ได้



ในปี 58 เธอจำได้อย่างขึ้นใจ วันที่ 6 พ.ย. ตอนนั้นอายุ 23 ปี กำลังจะเรียนจบ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ วันนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ หลังจากไปทานข้าวกับเพื่อนๆ และสิ่งที่ตามมาตั้งแต่ใต้ราวนมลงมาไร้ความรู้สึก “ซี่โครงหัก 2 ซี่ กระดูก T3 หัก และเลือดออกในสมอง” เพียงเพราะ...ไม่ขาดเข็มขัดนิรภัย

เส้นทางสีขาวได้จบลงแล้ว...จริงเหรอเธอจะไม่ได้ไปต่อในวิชาชีพนี้??? นี่คือความเป็นจริงของชีวิต ที่นักศึกษาพยาบาลปี 4 ที่ใกล้จบต้องรับมันให้ได้ ถามว่าหนักมากแค่ไหน “มันหนักมากจริง ที่ต้องมารับสภาพตัวเองในสถานะคนพิการ” เวลา 2 เดือนครึ่งที่หมอรพ.นครพิงค์ดูแลเธอ



หนูยิ้มให้ทุกคนและบอกว่า ไม่เป็นไรๆ เก็บใจที่มันกำลังเศร้าไว้ และหลังจากออกจากห้องผ่าตัดทุกอย่างจะดีขึ้น บอกทุกคนว่าอย่าร้องไห้ เพราะคนป่วยยังไม่ร้องเลย ทำตัวเองให้ปกติที่สุด เพราะถ้าแสดงออกว่าเราอ่อนแอนั่นแปลว่าครอบครัวจะเป็นกังวล” เธอส่งรอยยิ้มขณะพูด ด้วยนัยตาที่เศร้าหมอง

ขณะนั้นแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเป็นตำรวจ ได้ปลอบเธอว่า “อยากร้อง ก็ร้องมันออกมา ตัวเองไม่ต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ เขารู้ว่าตัวเองไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็น” เธอได้แค่ยิ้มกลับไปแล้วไม่พูดอะไร ก่อนจะกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ซึ่งสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่คิดฟุ้งซ่าน แต่ต้องสลัดมันทิ้ง แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น ปัญหาหลายๆ อย่างเริ่มรุมเร้ามันมืดไปหมด ...พ่อแม่หนูแยกทางกันค่ะจึงต้องพึ่งแฟนน้องชายที่มาค่อยดูแลอยู่กับป้าที่บ้าน



สิ่งต่างๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่กัดกินจิตใจ เธอเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ดีที่สุดคือการนั่งวีลแชร์ไปนั่งสูดอากาศหน้าบ้าน ตอนนั้นเธออับจนคิดได้เพียงแค่ว่า เพึ่งจะอายุ 23 ปีต้องเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง แอบร้องไห้ทุกครั้งในห้องน้ำ หลังออกจากห้องน้ำก็กลายเป็นคนปกติ และก็ยังยิ้มดังเดิม

กระทั่งแฟนหนุ่มขออนุญาตให้เธอย้ายไปอยู่ด้วยที่ อ.สามเงา จ.ตาก และจะเป็นคนดู เธอเลือกถักตุ๊กตาขายเป็นรายได้เสริม 3,000 บาท/เดือนจนกลายเป็นอาชีพหลัก ซึ่งใครจะคิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับเธออีกครั้ง คำตอบที่มาพร้อมน้ำตา ...เขาแอบไปคุยกับผู้หญิงคนอื่น ปล่อยให้หนูอยู่ห้องคนเดียว ตอนเช้าได้กินแค่นม มื้อเที่ยงเอาข้าวกล่องมาวางไว้ให้ ตอนเย็นก็ไม่ต่างกัน ไม่ไปส่งทำกายภาพที่โรงพยาบาล กว่าจะกลับก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนสุดท้ายเธอก็ทนไม่ได้ เหตุผลข้อเดียวคือ “หนูเดินไม่ได้” ถูกทิ้งหมดประโยชน์เจ็บปวดมากกว่าการผ่าตัด



เธอกำลังรู้สึกเหมือนโดนกระทืบและเหยียบซ้ำจมลงไปในดิน “รู้สึกไร้ค่า-น่ารังเกียจ-ไม่มีอะไรต่อกัน” หลังจากนั้น 11 ส.ค.59 เธอย้ายมารักษาตัวที่รพ.สันทราย โดยมีผู้เป็นย่าวัย 67 ปีคอยดูแล และมารู้ทีหลังในวันที่ 11 ก.พ.60 ว่า...อดีตแฟนหนุ่มได้เสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม่ เธอขออโหสิกรรมในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเคยทำกรรมด้วยกันมา ไม่ว่าจะชาติไหนหรือชาตินี้ขอให้หมดเวรหมดกรรมกัน และขอให้เขาไปสู่สุขติที่ดี กระทั่งเวลาผ่านไปมีเพื่อนชายอีกคนที่เข้ามาดูแล เขาบอกเธอว่า...จะไม่ทำให้เสียใจเหมือนที่เคยเจ็บมา น่าจะเป็นความรักครั้งใหม่ที่สวยงาม แต่สิ่งที่ต้องกลับมาพบเจออีกครั้งก็คือ “การนอกใจ” เพียงเพราะ “หนูเดินไม่ได้” ซึ่งเธอกลับไม่โกธร แต่ขอบคุณที่ได้พลักดันให้ชีวิตดีขึ้น และได้ปล่อยคนไม่ดีออกจากชีวิตไปอีกหนึ่งคน

เธอจึงอยากที่จะระบายความในใจ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขียนเพจ “บันทึกจากวีลแชร์” ซึ่งความเจ็บปวดสอนให้เธอรักตัวเองและพาตัวเองออกไปวิ่ง วิ่งในแบบที่ใช้แขน ฟังคำสอนของพระทุกคืน อ่านหนังสือปรัชญาเป็นตั้งๆ เพื่อพัฒนาจิตใจและความคิดของตัวเอง ทุกกิจกรรมทำให้เธอรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงคือ การทำประโยชน์เพื่อคนอื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยทำไปเรื่อยๆ 

จนมีผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอมารู้ทีหลังว่าเขาอายุ 37 ปีที่ติดตามเพจ กลายมาเป็นแฟนคนปัจจุบัน ได้แนะนำให้เขียนจดหมายถวายฎีกาถึงสมเด็จพระเทพฯ เพื่อกราบทูลขอกลับไปเรียนต่อ กระทั่งมีเสียงผ่านสายโทรศัพท์ “กรรณิการ์ เธอสามารถกลับมาเรียนได้” จากสถานะผู้ป่วยเปลี่ยนเป็นนักศึกษาพยาบาล ไม่ใช่งานง่ายเลย เพราะต้องรื้อความทรงจำในหนังสือใหม่ทั้งหมด กับ 2 ปีที่ไม่ได้แตะมันเท่าไหร่ ดีที่ยังเข้าไปช่วยงานในวอร์ดตอนที่รักษาตัวอยู่ 





เธอขอบคุณโชคชะตา หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้ที่เข้ามาพิสูจน์...ว่าตัวเธอมีศักยภาพพอที่จะทำสำเร็จ และได้กล่าวขอบคุณ...อุบัติเหตุที่สอนให้เธอพิการ ถ้าไม่ลองพิการก็คงไม่มีเธอวันนี้ เพราะเธอคนเก่าอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เอาแต่แต่งตัวสวยๆ ไปทำงาน ซื้อของแพงๆ ติดหรูอยู่สบาย ใส่ชุดรัดรูปผิดกฎของโรงพยาบาล จากคนที่รักแต่ตัวเองกลายเป็นเธอคนใหม่ที่มีความสุขที่หาได้ง่ายมาก แค่ยิ้มให้กับคนไข้ คุยกับคนไข้ก็เพียงพอแล้ว ไม่แน่วันนี้สูง 125 ซม. สักวันอาจจะกลับมา 165 ซม. เหมือนเดิมก็ได้ “ไม่ลองทำ ไม่มีใครรู้” แต่เธอก็ไม่เคยโกธรคนอื่นที่จะมองว่าด้อยกว่า เพราะคนเหล่านี้มักจะใช้บรรทัดฐานจากตัวเองมาตัดสิน สิ่งหนึ่งที่ทำได้ คือให้เวลากับคนเหล่านั้น แล้วค่อยๆ แสดงให้เห็นว่า “เราทำได้” สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะเปิดใจและให้เราลงมือทำเอง

เมื่อชีวิตเราต้องการโอกาส เราก็ควรจะให้โอกาสกับตัวเราเอง บนเส้นทางที่เราเดินไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนต้องล้มก่อนแล้วถึงจะลุกมาประสบความสำเร็จได้ อย่างชีวิตของเธอคนนี้ “กรรณิการ์ ศรีวิจา” ความจริงของชีวิต...ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ.
....................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
เครดิตภาพ : @บันทึกจากวีลแชร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 12.35K