อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

'ขี่ช้างเข้าวัด'เที่ยวอยุธยา กินผัดไทย-โรตีสายไหม

สัปดาห์นี้ขอพาครอบครัวชาวญี่ปุ่นเที่ยวอยุธยา ขี่ช้างเข้าวัดซึมซับประวัติศาสตร์ ชิมผัดไทยแวะซื้อของฝากโรตีสายไหม ประทับใจเที่ยวได้ใน 1 วัน จันทร์ที่ 21 มกราคม 2562 เวลา 14.00 น.


หลังจากลูกชายผมและเพื่อน (มะปราง) กลับจากประเทศญี่ปุ่นในเดือนต.ค. เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาครอบครัว “อิเคคาเมะ” ซึ่งเป็นครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่ได้บินมาเมืองไทย ถือเป็นครั้งแรกในการมาเมืองไทยของพวกเขา ครอบครัวผมและครอบครัวมะปรางช่วยกันวางแผนพาครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่เที่ยว เราได้ส่งแผนการเที่ยวให้เขาดูล่วงหน้า หนึ่งในนั้นคือ จ.พระนครศรีอยุธยา กรุงเก่าของเรานั่นเอง

เราเช่ารถตู้ เพื่อที่จะได้พร้อมหน้ากันทั้ง 11 คน (ครอบครัวผม 3 ครอบครัวมะปราง 4 ครอบครัวอิเคคาเมะ 4) นั่งรวมกันแบบนี้จะได้คุยกันทั่วถึง ผู้ใหญ่คุยกับผู้ใหญ่ด้านหน้า เด็กคุยกับเด็กด้านหลัง จริงๆ จะเรียกว่าคุยก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะยูโตะและมิคุยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ลูกผมและมะปรางก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่เขาใช้เทคโนโลยีคุยกัน โดยที่ลูกผมกดปุ่มไมโครโฟนพูดภาษาไทยให้ Google Translate แปลเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น ส่วนเด็กญี่ปุ่นก็พูดภาษาญี่ปุ่นแล้วให้แปลเป็นภาษาไทย ทั้งหมดเลยสื่อสารกันได้ตลอดทริป



รถตู้ไปรับครอบครัวอิเคคาเมะในเมืองแต่เช้า ระหว่างทางผมก็จะบอกเล่าประวัติศาสตร์คร่าวๆ ให้ครอบครัวชาวญี่ปุ่นฟัง ให้นึกว่าอยุธยาเหมือนกับเกียวโตเมืองหลวงเก่าของเขา สถานที่แรกที่ไปถึงคือ “วังช้างอยุธยา แล เพนียด” ผมแนะนำให้ไปแต่เช้าเลยครับ เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ ไม่ต้องต่อคิว ช้างยังออกไปไม่หมด ทางเข้ามีลูกช้างคอยต้อนรับ ใครอยากป้อนกล้วยและแตงกวามีจัดลงในตะกร้าเรียบร้อย 50 บาท หรือใครอยากถ่ายรูปด้วยคนละ 40 บาท แต่วันนั้นเด็กๆ ถ่ายไป 4 คน ควาญช้างซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่วเลยคิดรวมๆ กันไป 100 บาท ส่วนลูกช้างก็ช่างแสนรู้ เอางวงมาพันรอบเอวคนที่มาถ่ายรูปด้วย อย่างไรก็ตามค่าขี่ช้างค่อนข้างแพงสำหรับชาวต่างชาตินะครับ คนละ 400 บาท ส่วนคนไทย 200 บาท เวลาประมาณ 20 นาที ระยะทางไม่ได้ไกลเป็นกิโลฯ แต่ขี่พอให้ได้เดินชมบริเวณรอบๆ ครอบครัวผมเองก็เพิ่งเคยขี่ช้างครั้งแรกเหมือนกันครับ ตอนนั่งลงไปช้างเริ่มเดินก็ตกใจเหมือนกัน มันโยกเยกจนต้องคอยเอนตัวตาม แต่พอผ่านไปสักพักก็ชินครับ ใครเป็นตากล้องคงจะพยายามถ่ายรูปบนหลังช้าง แต่ไม่ง่ายเลยครับ รูปจะเบลอเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องรีบครับ ควาญช้างจะหยุดให้เราได้ถ่ายรูปกันเอง หรือไม่ก็ตอนลงจากหลังช้างแล้ว มีช่างภาพถ่ายรูปเราไว้ให้ ถ้าพอใจค่อยเลือกซื้อก็ได้ตามอัธยาศัย



ครอบครัวอิเคคาเมะตื่นเต้นมากที่ได้ขี่ช้างครับ เพราะที่ญี่ปุ่นไม่มีช้างให้ขี่และเชื่องแบบนี้ แล้วเขาก็ค่อนข้างแปลกใจเมื่อทราบข้อมูลในประวัติศาสตร์ว่า เราเคยมีการสู้รบกันบนหลังช้างด้วย เขาบอกว่าในอดีตทหารของเขาสู้กันบนหลังม้าเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นเราวางแผนกันไว้ว่าจะพาครอบครัวญี่ปุ่นไปวัด เราเลือกวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นวัดที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก มีสถาปัตยกรรมและการจัดบริเวณพื้นที่สวยงามสะอาดเรียบร้อย อย่างไรก็ตามครอบครัวอิเคคาเมะบอกว่าอยากไปวัดที่มีเศียรพระอยู่ในต้นไม้ เราร้อง “อ๋อ!” งั้นเปลี่ยนแผนไปวัดมหาธาตุแทนแล้วกัน วัดนี้อยู่ไม่ไกลจากเพนียดคล้องช้างมากนัก เราเลยลองให้เขาได้นั่งรถตุ๊กตุ๊กหน้ากบขึ้นไปคันเดียวเบียดๆ กันทั้ง 11 คน

ที่วัดมหาธาตุมีค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท ค่าห้องน้ำคนละ 10 บาท พอยื่นตั๋วให้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทักว่า เด็กที่ต่ำกว่า 12 ปีเข้าฟรี (อ้าว…ซื้อตั๋วครบทุกคนไปแล้ว) ที่วัดมหาธาตุจะมีซากปรักหักพังและพระปรางค์ที่เอียงทรุดไปตามกาลเวลา ซึ่งชาวต่างชาติชอบความไม่สมบูรณ์นี้มาก ถ่ายรูปเก็บทุกมุม จนเราได้เห็นเศียรพระกว่าร้อยปีในรากไม้ ครอบครัวอิเคคาเมะตื่นเต้นมาก มัคคุเทศก์ประกาศว่าถ้าต้องการจะถ่ายภาพกับเศียรพระ ขอความกรุณาให้นักท่องเที่ยวทุกคนนั่งลงในจุดที่เตรียมไว้เพื่อแสดงความเคารพด้วย



เราออกจากวัดใกล้ๆ เที่ยง ทุกคนเริ่มหิว ผมให้คนขับรถตู้ไปร้านผักหวาน โดยไปจอดรถที่ลานวัดสุวรรณดาราราม ผมสั่งเมนูผัดไทยให้ทุกคนได้ชิม นอกนั้นจะมีเมนูเห็ดทอด ส้มตำข้าวโพด ยำผักหวานทอดกรอบ ปิดท้ายด้วยไอศกรีมกะทิเย็นชื่นใจ ผมเดินนำทุกคนไปที่วัดสุวรรณดารารามซึ่งห่างจากร้านประมาณ 150 เมตร ไปถึงวัดก็ตกใจเพราะวัดสุวรรณดารารามกำลังทำการบูรณะตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้าเลย แต่นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ทางวัดยังเปิดให้ประชาชนเข้าได้ทางด้านข้าง เราเข้าไปในพระอุโบสถเพื่อชมภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณตั้งแต่สมัย พ.ศ.2574 วาดโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกร ซึ่งเป็นคุณทวดของผมเอง เป็นภาพวาดพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคือภาพสงครามยุทธหัตถีที่หนองสาหร่าย ภาพนี้อยู่เหนือซุ้มประตูตรงข้ามกับพระประธาน ครอบครัวญี่ปุ่นจึงได้เห็นว่ากษัตริย์ของไทยได้ทำสงครามบนหลังช้างจริงๆ



เราตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น ของ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ เพื่อให้ครอบครัวญี่ปุ่นได้ดูของเล่นในอดีตซึ่งมีตัวการ์ตูนญี่ปุ่นมากมาย แต่วันนั้นพิพิธภัณฑ์ปิดเพื่อปรับปรุงการจัดแสดงช่วงหลังปีใหม่พอดี เราจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ แต่ก่อนกลับต้องแวะซื้อของฝากสักหน่อย แน่นอนว่าถ้ามาอยุธยาก็ต้องเป็น “โรตีสายไหม” ผมไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อย แต่ขอให้อยู่แถวหน้าโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาถือว่าเป็นอันใช้ได้ครับ ผมถือคติว่าจอดรถหน้าร้านไหนได้ก็ซื้อร้านนั้น เผอิญไปจอดหน้าร้านเล็กๆ มีคุณป้ากำลังขายอยู่ คุณป้าทำให้ผมชิมถึง 3 ชิ้น แป้งนุ่มดี เลยเหมามาหลายถุงเลย เพราะจะทำกินในรถด้วย และนำไปเป็นของฝากด้วย พอครอบครัวอิเคคาเมะได้กิน ทุกคนชอบกินทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เขาบอกว่า โรตีของเราเป็นขนมอร่อยที่สุดตั้งแต่เขาเคยกินมา (สมคำร่ำลือที่เขียนแนะนำไว้ในหนังสือท่องเที่ยวไทยของเขาเลยครับ)

หลังจากครอบครัวอิเคคาเมะกลับญี่ปุ่นไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ ทางคุณแม่ญี่ปุ่นส่งรูปมาให้ดู ยูโตะได้ทำการบ้านเกี่ยวกับการมาเที่ยวเมืองไทยและเขียนเรื่องของอยุธยาว่า เขาได้ไปขี่ช้าง เข้าวัด กินผัดไทยและโรตีสายไหมที่อร่อยที่สุด

ถ้าใครวางแผนจะพาเพื่อนต่างชาติไปท่องเที่ยวแบบสนุก ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ชิมอาหารอร่อย ทำทุกอย่างทั้งหมดใน 1 วัน แนะนำให้ไปที่จ.พระนครศรีอยุธยาเลยครับ ได้ครบทุกกิจกรรม เพื่อนต่างชาติจะประทับใจแน่นอนครับ
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 254