อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562

การต่อสู้ของคนข้ามเพศ เพื่อสิทธิหวังแก้ความรุนแรง

สัปดาห์นี้ไปดูกระแสเรียกร้องระดับโลกของ “กลุ่มคนข้ามเพศ” ถูกกระทำทั้งความรุนแรงทางกายและภาษา แลกมาด้วยอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ใช่สิ่งที่คุกคามใคร พฤหัสบดีที่ 24 มกราคม 2562 เวลา 12.00 น.


ไหนๆ ก็ยังเป็นช่วงต้นปี เลยอยากเล่าเรื่องกระแสความเคลื่อนไหวของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่น่าจะเห็นในปีนี้เสียหน่อย อันว่าเรื่องใหญ่ที่กลุ่ม LGBT เขาเคลื่อนไหวกันอยู่ตอนนี้ คือ ผลักดันร่าง พ...คู่ชีวิต ให้คนหลากหลายทางเพศสมรสกันได้โดยได้รับสิทธิ์เท่ากับคู่สมรสชายจริงหญิงแท้ ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรอง ซึ่งเขาก็ลุ้นๆ กันว่าน่าจะผ่านสนช. ก่อนเดือนพ.ค. ที่สนช.หมดวาระจะได้ออกมาเป็นกฎหมาย

ต่อจากพ.ร.บ.คู่ชีวิต ก็ยังมีกฎหมายเพื่อกลุ่ม LGBT อีกฉบับที่เขาจะผลักดันต่อไป เรื่องนี้อยู่กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คือ ...รับรองเพศ จะเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิ์คนข้ามเพศหรือกลุ่มทรานส์ เทียบเท่าสิทธิ์ของเพศที่ข้ามไป ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ประมาณว่า สาวข้ามเพศใช้นางสาวได้ และมีกองทุนแปลงเพศ เรื่องนี้เห็นเคยมีเวทีวิพากษ์วิจารณ์กันไปแล้วแต่เรื่องก็ยังนิ่งๆ อยู่

ถ้าถึงช่วงเวลาใกล้ๆ ที่ต้องรับฟังความเห็น ก็อาจมีกระแสขึ้นมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเห็นดีด้วยหรือจะเป็นการต่อต้าน เพราะการยอมรับเพศ ทางคนที่มีความคิดแนวอนุรักษ์นิยมเขาก็ยอมรับเพศตามใบเกิดเท่านั้น ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าความหลากหลายทางเพศคือเรื่องผิดปกติ (การรับรู้ว่ามีกลุ่มหลากหลายทางเพศอยู่มาก ไม่สามารถเหมารวมได้ถึงการยอมรับ) เรื่องการยอมรับจนถึงเป็นกฎหมายมันท้าทาย และอาจต้องมีการแก้แนวปฏิบัติหลายๆ เรื่อง



ก็ไม่รู้ว่าในอีก 300 กว่าวันของปีนี้ กฎหมายตัวนี้จะถูกนำมาถกเถียงกันหรือไม่ นี่คือกฎหมายเฉพาะเพื่อกลุ่ม ซึ่งกระแสต่อสู้ของกลุ่มคนข้ามเพศนั้นมีหลายเรื่องและเป็นถึงระดับกระแสโลกก็มี ในประเทศไทยก็เพิ่งมีข่าวออกไป เมื่อนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ลุกขึ้นมาร้องเรียนเนื่องจากถูกอาจารย์เหยียดเพศ ที่ขอสวมชุดนิสิต “ตามเพศสภาพ” หรือชุดนิสิตหญิงเข้าเรียน ใช้คำหมิ่นถึงขั้นคณะให้กะเทยมาเรียนก็บุญแล้ว

เรื่องนี้กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงมากในเชิงไม่เห็นด้วยในกลุ่ม LGBT ที่พูดกันว่ามีทั้งเรื่องการเหยียด (การใช้ตัวตนมาตัดสินลดคุณค่า) การเลือกปฏิบัติและเป็นการใช้ความรุนแรงทางภาษา บังคับให้ยอมรับการเป็นเพศกำเนิดที่กลุ่มทรานส์ปฏิเสธ เขาว่าไม่น่าเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ (แต่ด้วยตัวคณะแล้วมีความอนุรักษ์นิยมอยู่สูงมาก เพราะชุดความเชื่อที่ว่าครูต้องเป็นแบบอย่าง)

ถึงขั้นคณะกรรมการนิสิตปริญญาบัณฑิตของคณะ ได้ตั้งคำถามในเพจว่า “เพศที่สามเป็นครูได้หรือไม่” กลุ่มที่ตื่นตัวคือกลุ่มที่มองว่าอัตลักษณ์ของตัวเองกำลังถูกละเมิดสิทธิ์ก็เข้าไปแสดงความเห็นทำนองว่า “ตัวตนไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถ” และเลิกเสียทีกับชุดความคิดที่ว่าเพศสภาพของครูทำให้นักเรียนเลียนแบบ ตัวตนทางเพศมันคือการระลึกรู้ภายในของแต่ละบุคคล อีกทั้งความหลากหลายทางเพศก็ไม่ใช่สิ่งที่คุกคามใคร



ที่สุดแล้วข่าวว่าทางจุฬาฯ รับเรื่องร้องเรียนและยอมให้นิสิตรายนี้แต่งกายตามเพศสภาพไปพลางก่อน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า นอกจากร้องเรียนคณะ นิสิตรายนี้ได้ร้องเรียนองค์กรนอกบ้างหรือไม่ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นตัวแทนด้านความหลากหลายทางเพศ) หรือคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนของ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ แต่เรื่องการอนุญาตให้นักศึกษาแต่งตัวตามเพศสภาพ หลายมหาวิทยาลัยก็อนุญาต

หันมาดูกระแสเรียกร้องระดับโลกกันบ้าง กลุ่มทรานส์ (รวมถึง LGB++ อื่น) กำลังเรียกร้องให้เปิดโอกาสให้กลุ่ม LGBT ได้แสดงบทบาทมากขึ้นในโลกภาพยนตร์ คือขอให้ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ เลือกใช้นักแสดงตรงกับเพศในบท ถ้าเป็นบท LGBT ก็ควรใช้นักแสดง LGBT ไม่ใช่ใช้นักแสดงที่เป็นเพศแท้หรือ cisgender มารับบท เพื่อ “เพิ่มพื้นที่ยืน” ให้นักแสดงหลากหลายทางเพศ และแสดงถึงการยอมรับ เคารพในอัตลักษณ์ของเพศ

สิ่งที่เป็นข่าวออกมา คือ หนังเรื่อง Girl ที่เป็นเรื่องของนักบัลเลต์สาวข้ามเพศ ถูกโจมตีว่าทำไมถึงเลือกนักบัลเลต์ที่ไม่ใช่สาวข้ามเพศมาเล่น ทั้งที่เป็นบทคนข้ามเพศ และอีกการเรียกร้องที่โด่งดัง คือ เมื่อดาราสาว Scarlett Johansson จะรับบทสาวข้ามเพศในหนังเรื่อง Rub&Tug ก็ถูกว่าปิดโอกาสคนข้ามเพศ เรียกร้องกันหนัก สุดท้าย Scarlett ถอนตัวไป และข้อเรียกร้องนี้จะมีมาอีก เพราะต่อไปบท LGBT เด่นๆ ในโลกภาพยนตร์ก็จะมากขึ้น

ในประเทศไทยก็เห็นมีละครช่องวัน เรื่อง “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” จากบทประพันธ์ของทมยันตี ที่นางเอกเป็นสาวข้ามเพศ แต่ก็เลือกเอาดาราหญิงแท้ “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” มาเล่น กรณีนี้กระแสเรียกร้องอาจไม่ค่อยมากนัก เพราะเอาจริงดาราสาวข้ามเพศในเมืองไทยที่ดังจริงๆ ก็น่าจะมีแค่ ปอย ตรีชฎา มันหาคนมาเล่นยาก และช่องคงจะต้องมองเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก ต้องเอาดาราที่น่าจะขายได้ระดับหนึ่งมาใช้



นอกจากเรื่องการยอมรับตัวตน เรื่องสำคัญคือการหยุดใช้ความรุนแรงต่อร่างกายและทางภาษา ซึ่งเหตุจากความรุนแรงก็คือความเกลียดชัง หรือแปลกแยกที่มีต่ออัตลักษณ์ของกลุ่มข้ามเพศ ในเรื่องความรุนแรงทางภาษา กลุ่มทรานส์พยายามรณรงค์เรื่องห้าม Deadnaming” และเรื่อง Misgendering” เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ไป “กระตุ้นต่อม” ให้กลุ่มทรานส์คิดถึงเพศกำเนิด

Deadnaming คือการเรียกชื่อคนข้ามเพศด้วยชื่อเกิด ซึ่งเป็นชื่อตามเพศเก่า ส่วนเรื่อง Misgendering คือการที่ปฏิบัติตัวต่อกลุ่มข้ามเพศด้วยวิธีเดียวกับเพศเดิม เช่น ไปกดดันสาวข้ามเพศว่ายังไงเธอก็คือผู้ชาย วิธีเหล่านี้คือการกดดันให้คนข้ามเพศรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้รับการยอมรับ ถูกรื้อฟื้นอัตลักษณ์ที่ทิ้งไป ทำให้เกิดความเครียด ความทุกข์ รู้สึกถูกเกลียดชัง นำไปสู่การที่คนข้ามเพศจะฆ่าตัวตายได้

กลุ่มข้ามเพศเขาเรียกร้องให้มีกฎหมายที่ป้องกันอาชญากรรมจากความเกลียดชังนี้ เพราะมันเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่คนเราจะต้องได้รับการยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศ เหมือนเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา หลายประเทศก็ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา hate crime ล่าสุดที่มีข่าวคือในสวิตเซอร์แลนด์ ผ่านกฎหมายให้การเกลียดกลัวคนหลากหลายทางเพศ คือ อาชญากรรมรูปแบบหนึ่ง และเรื่องนี้คงมีการหยิบยกมาพูดถึงอีกในหลายประเทศ

ส่วนในประเทศไทยเอง hate crime ถึงขั้นไล่ฆ่ากลุ่มข้ามเพศคงยังไม่มี แต่จะมีปัญหาเรื่องความรุนแรงทางภาษาอยู่ เพราะคนไทยดูจะยังไม่คิดว่า การล้อเลียนคือการแสดงความรุนแรงในรูปแบบหนึ่งถึงมันจะเบาก็ตาม กลับเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน เช่น ทราบว่าใครเป็นเกย์หรือทรานส์ก็แสดงท่าทางตุ้งติ้งใส่ หรือทำตัวมีจริตจะก้านใส่ มันก็ทำอะไรได้ยากนอกจากเราต้องสอนกันแต่เด็กๆ เรื่องเคารพอัตลักษณ์ของกันและกัน

เรื่องการต่อสู้ของ LGBT ก็ยังมีอีกหลายเรื่องและยาวไกล ซึ่งเราก็คงเห็นข่าวอีกเป็นระยะ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 297