อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

"ภาวะหยุดหายใจขณะหลับกับโรคเบาหวาน"

หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Sleep apnea กันมาบ้าง ได้ยินปุ๊บก็จะนึกถึงเสียงกรน ทันที เราจะมาดูกันว่าภาวะนี้มีความเกี่ยวข้องกับเบาหวานโดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างไร? อาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 08.30 น.


ภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้มีหลายแบบ แต่แบบที่พบบ่อยคือ การที่เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน หรือที่เรียกว่า Obstructive sleep apnea ภาวะนี้ไม่ใช่เป็นการหยุดหายใจไปเลยขณะนอน แต่การหายใจจะช้าลงหรือหยุดเป็นระยะ แต่ก็จะกลับมาหายใจใหม่ ดังนั้นผู้ที่เป็นอาจจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อการหายใจหยุดลงก็คือ ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ตัวนี้จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้หัวใจทำงานเพิ่มขึ้น และมีสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกายหลั่งออกมามากขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากขึ้น มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การที่ระดับออกซิเจนลดลงก็จะทำให้ร่างกายมีระดับการนอนหลับที่ตื่นขึ้น เหมือนกับตื่นเป็นระยะ แต่ผู้ที่เป็นก็มักจะไม่ได้รู้สึกตื่นขึ้นมาจริง ๆ เปรียบเสมือนร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการของโรคหยุดหายใจขณะหลับที่อาจจะมีได้ เช่น การกรนซึ่งเกิดจากการหายใจผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบหรือปิดกั้น บางคนที่มีผู้นอนร่วมห้องด้วย อาจจะได้รับการบอกเล่าว่า มีการหยุดหายใจขณะหลับ อาจจะมีความง่วงในตอนกลางวัน หรือเผลอหลับขณะขับรถ บางคนอาจจะมีอาการปวดศีรษะเมื่อตื่นมาตอนเช้า หรือรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้นอน ทั้ง ๆ ที่นอนมาทั้งคืน และบางคนก็อาจจะมีอาการหงุดหงิดทางอารมณ์ได้ด้วย ความเสี่ยงของการเกิดภาวะนี้ก็คือ การมีนํ้าหนักตัวมากหรือมีภาวะอ้วน เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง และความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นมีผลทำให้การเผาผลาญนํ้าตาลผิดปกติไป โดยร่างกายมีการดื้ออินซูลินมากขึ้น และหลั่งอินซูลินไม่พอ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานแต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เมื่อติดตามต่อไปในอนาคตจะ มีความเสี่ยงในการเกิดเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดมาจากภาวะอ้วนเท่านั้น แต่เกิดจากการที่มีระดับออกซิเจนในร่างกายตกเป็นระยะ และการนอนหลับที่ไม่ต่อเนื่องนี้ มีผลต่อการทำงานของตับอ่อนในการหลั่งอินซูลินและการตอบสนองต่ออินซูลินของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แล้ว พบว่ามีความชุกของการเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสูงมาก คือ พบตั้งแต่ร้อยละ 54 ถึงร้อยละ 86 เลยทีเดียว ซึ่งจากการวิจัยของผู้เขียนเองในประเทศไทยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็พบตัวเลขที่สอดคล้องกัน คือพบประมาณร้อยละ 77 โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการวินิจฉัยมาก่อน แสดงถึงการที่ภาวะนี้อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่แพทย์คิดถึงกันมากนัก นอกจากนี้ความรุนแรงของภาวะนี้ยังมีความสัมพันธ์กับระดับนํ้าตาลในผู้ที่เป็นเบาหวานแล้วเช่นกัน โดยพบว่าความถี่ในการหยุดหายใจต่อชั่วโมงที่เพิ่มขึ้น หรือระดับออกซิเจนที่ยิ่งตํ่า จะสัมพันธ์กับระดับนํ้าตาลที่สูงขึ้น 

นอกจากความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานและการควบคุมระดับนํ้าตาลแล้ว ยังพบว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนี้ ยังมีผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่าการควบคุมระดับนํ้าตาลไม่ได้เป็นเวลานาน จะมีผลทำให้เส้นเลือดขนาดเล็กโดนทำลาย และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไต เส้นประสาท และจอประสาทตาได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตทำงานบกพร่องหรือไตวาย เส้นประสาทที่เท้าลดความรู้สึกลงและเสี่ยงต่อการเกิดเป็นแผลเท้าเบาหวานและการตัดขา รวมทั้งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น มีงานวิจัยสนับสนุนว่า การมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และมีการทำงานของระบบประสาทที่บกพร่องในผู้ที่เป็นเบาหวาน และอาจจะมีความสัมพันธ์ต่อการมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาที่รุนแรงขึ้น

มาตรฐานการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนั้น โดยเฉพาะคนที่เป็นระดับปานกลางถึงมาก คือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก หรือ Continuous positive airway pressure  หรือ CPAP  เครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องช่วยหายใจ แต่เป็นเครื่องที่นำอากาศในห้องมาอัดความดันให้เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดอยู่ตลอดเวลาที่หลับ และช่วยให้ระดับออกซิเจนเป็นปกติ เปรียบเสมือนการรักษาด้วยอากาศเท่านั้นเอง งานวิจัยพบว่าการรักษาด้วยเครื่อง CPAP นี้ สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดระดับนํ้าตาลในเลือดและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น การใช้ CPAP ให้เกิดประโยชน์นั้น ควรใช้ติดต่อกันทุกวันและตลอดเวลาที่นอน ในส่วนของภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานนั้นยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานได้ เนื่องจากการวิจัยชนิดนี้ต้องใช้เวลานาน ซึ่งคาดว่าต่อไปในอนาคตอาจจะมีข้อมูลตรงนี้เพิ่มขึ้น

นอกจากการใช้เครื่อง CPAP แล้วสิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือการลดนํ้าหนัก มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการลดนํ้าหนักนั้นสามารถช่วยลดความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นน้อยอาจจะทำให้โรคหายไปได้ ซึ่งการลดนํ้าหนักนี้รวมถึงการใช้การคุมอาหารและออกกำลังกาย การใช้ยา รวมทั้งการผ่าตัดเพื่อลดนํ้าหนัก



นอกจากเบาหวานประเภทที่ 2 แล้ว ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ก็สามารถพบได้ในผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่ และเบาหวานขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะผู้ที่มีนํ้าหนักตัวมาก ในผู้ที่ตั้งครรภ์และมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดตันนี้ พบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และครรภ์เป็นพิษ รวมทั้งอาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด และบางการศึกษาก็พบว่าเด็กอาจจะมีขนาดตัวเล็กได้ การใช้เครื่อง CPAP ระหว่างตั้งครรภ์พบว่ามีความปลอดภัย และอาจจะส่งผลดีต่อระดับความดันโลหิตและระดับนํ้าตาล แต่การวิจัยในประเด็นเหล่านี้ยังมีน้อย จึงเป็นสิ่งที่ควรติดตามต่อไปในอนาคตว่าส่งผลดีจริงหรือไม่

หวังว่าบทความนี้คงจะให้ความรู้กับผู้อ่านคร่าว ๆ เกี่ยวกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หากท่านสงสัยว่าจะมีภาวะนี้ ท่านควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาต่อไปค่ะ

ข้อมูลจาก ศ.พญ.สิริมนต์ ริ้วตระกูล ประเทืองธรรม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและ Uni versity of Illinois at Chicago ประเทศสหรัฐอเมริกาและสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย.

-----------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 42