อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

เรียนรู้ "ป้องกัน-รักษา" ก่อน "หัวใจวาย"

ปัจจุบันคนเรายังเข้าใจผิดว่า “หัวใจวาย” กับ “หัวใจล้มเหลว” ว่าเป็นอาการเดียวกัน ซึ่ง ผศ.นพ.สุรพันธ์ สิทธิสุข ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ขอเรียนย้ำว่า เป็นคนละโรค คนละอาการ อาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 07.00 น.


โดย ภาวะ “หัวใจวาย” หมายถึง การทำงานของหัวใจสิ้นสุดลง หรือ หัวใจหยุดเต้น หยุดบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะทุกอย่างในร่างกายหยุดทำงาน ตามไปด้วย ถือเป็นอาการร้ายแรงที่เกิดขึ้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการกู้ชีวิต ก็จะเสียชีวิตทันที

ส่วนภาวะ “หัวใจล้มเหลว” เกิดจากหัวใจทำงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น การบีบตัวของหัวใจอ่อนลง หรือหัวใจขยายตัวไม่ดีไม่สามารถสูบ
ฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้เพียงพอ เกิดการคั่งของน้ำในปอด มีน้ำท่วมปอด ขาบวม มีน้ำในท้อง ตับโต ซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีตั้งแต่อาการน้อยจนถึงอาการหนักมาก เช่น เหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน และ อาจนำไปสู่ภาวะ “หัวใจวาย”



อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ ผศ.นพ.สุรพันธ์ ได้อธิบายเฉพาะ “หัวใจวาย” ว่า เกิดขึ้นได้กับทุกคน มีหลายสาเหตุ ทั้งที่เป็นโรคที่หัวใจเอง และโรคอื่นที่มีผลกระทบร้ายแรงมาที่หัวใจ โรคที่เป็นพันธุกรรม แต่ สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ หัวใจวายที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด มักพบในผู้ใหญ่อายุกลางคนขึ้นไป พบบ่อยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน สูบบุหรี่ เป็นความดันโลหิตสูง มีไขมันในเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจอุดตัน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อป้องกันการสูญเสีย หรือผ่อนหนักเป็นเบา จึงมี ข้อแนะนำ ดังนี้

1. ตรวจหาความเสี่ยงของตัวเราเอง รวมทั้งคนในครอบครัว ว่ามีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่ มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน หรือไม่ โดยการตรวจเช็ก ร่างกายประจำปีทุกปีในคนอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป หากคนในครอบครัวมีประวัติการตายที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติหลอดเลือดสมอง หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ ควรรีบดำเนินการควบคุมทุกปัจจัยเสี่ยงให้ดี



2. เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกู้ชีพ สามารถฝึกฝนได้จากช่องทางต่าง ๆ ที่มีมากในปัจจุบัน ทั้งคลิปวิดีโอ หรือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็มีการเปิดสอน นอกจากนี้ควร หาข้อมูลสถานพยาบาล หรือศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงหมั่นสังเกต มองหาจุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือชีวิตที่สำคัญ คือ “เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจกึ่งอัตโนมัติ” (Automated External Defibrillator หรือ AED) ที่มีอยู่ตามที่สาธารณะต่าง ๆ เช่น ตามสถานีรถไฟฟ้า, สนามบิน หรือโรงพยาบาลและสถานที่ราชการขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การจะกู้ชีวิตของคนที่เกิดหัวใจวายต้องกระทำทันทีและควรหาเครื่อง AED มาช่วยภายในเวลาอันสั้น เราจึงควรต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้พร้อม หัวใจวายจะเกิดกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ทุกสถานที่จึงควรเตรียมการป้องกันและรับมือให้ทันท่วงที.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 32