อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562

เจ้าของรถยนต์เตรียมใจไว้ ควักเงินจ่ายค่า'กำจัดซาก'

สัปดาห์นี้มีกระแสข่าวออกมาว่า ไทยเตรียมจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “จัดทำกฎหมายกำจัดซากรถยนต์” จัดตั้งศูนย์รีไซเคิลซากรถ แล้วใครล่ะที่ต้องควักสตางค์เสียค่าใช้จ่าย จันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 08.00 น.


อุณหภูมิเมืองไทยเวลานี้...ดูจะเร่าร้อนกันทุกอณู ทุกเรื่องก็ไม่ปาน ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องสังคมสิ่งแวดล้อม เพราะก่อนหน้านั้นก็ปัญหา “ฝุ่นพิษ” ที่ปกคลุมทั่วกทม. และปริมณฑล กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เรียกว่า “ทอล์ก ออฟเดอะทาวน์” ทำให้รัฐบาลต้องกำชับทุกหน่วยงานหาทางแก้ไขให้ได้เร็วที่สุด ในทุกเรื่องจึงกลายเป็นที่มาของสารพัดมาตรการ ตามที่คุณๆ ท่านๆ รับทราบกันดี

ถัดมาสัปดาห์ที่แล้วเรื่อง “การเมือง” ก็ทำให้อุณหภูมิประเทศไทยร้อนรุ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก เรียกว่ายิ่งใกล้วันลงคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่คนไทยรอคอยมานานนั้น ก็ยิ่งระทึกใจเป็นทวีคูณกันทีเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาภายในบ้านก็มีมากมายหลายด้าน ปัญหานอกบ้านก็ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าระหว่างบิ๊กเบิ้มซีกโลกตะวันตกกับซีกโลกตะวันออก ปัญหาเรื่องราคาพลังงาน และอีกมากมายสารพัด ก็กำลังเป็นบ่อเกิดปัญหาทาง “เศรษฐกิจ” ด้วยอีกเช่นกัน

จึงไม่ต้องแปลกใจ หรือประหลาดใจกันไปว่า…ทำไมเวลานี้ใครหลายคน อาจรู้สึกโหวงๆ รู้สึกเครียดๆ โดยเฉพาะบรรดาเบี้ยน้อยหอยน้อยทั้งหลาย เพราะอาจยังไม่เห็นแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในชีวิต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น



เอาเป็นว่า…ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกอย่างต้อง “เวท แอนด์ ซี” กันไปก่อนว่าสุดท้ายแล้วทิศทางที่คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร? แต่สิ่งที่ต้องยอมรับให้ได้คือ...ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน!!!

หันกลับมาอีกด้าน…ระหว่างที่รัฐบาลก็สาละวนอยู่กับการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในเมือง ที่แม้บรรเทาเบาบาง แล้วลอยละล่องไปสู่จังหวัดอื่นๆ แทน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงอุตสาหกรรมก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้…แหม!!! ประเทศไทยขึ้นชื่อว่า “ดีทรอยต์ แห่งเอเชีย”

เพราะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์มานานหลายทศวรรษ ปัจจุบันกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับที่ 12 ของโลก และยังใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม จะไล่ตามไทยมาติดๆ แต่ด้วยศักยภาพ คุณภาพ เมืองไทยยังได้เปรียบ และเป็นที่เชื่อใจมากกว่า โดยในแต่ละปีไทยผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปขายทั่วโลก และใช้เองในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคัน ซึ่งได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งคนไทยและผู้กำกับดูแล รวมไปถึงผู้บริหารประเทศ
 


ท่ามกลางความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ กับการเป็น “ดีทรอยต์ แห่งเอเชีย” แต่ขณะเดียวกันปัญหา “ซากรถเก่า” ที่มีอยู่ในเวลานี้กว่า 5 ล้านคันนั้นไทยจะทำอย่างไร? อย่าลืมว่าที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับปัญหาการเป็นสุสาน “ขยะพิษ” กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม สุดท้ายต้องออกมาตรการ “ห้ามนำเข้า”
 
ขณะที่ปัญหารถเก่าที่มีอยู่ในเวลานี้ก็ทำให้เกิด “ฝุ่นพิษ” เป็นจำนวนมาก เพราะเครื่องยนต์ที่เก่าแก่ ไม่สามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงได้หมด 100%

มีการประมาณการณ์กันว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า “รถเก่า” ในเมืองไทยจะเพิ่มเป็น 16 ล้านคัน นั่นหมายความว่า...คนไทยจะต้องเผชิญปัญหาอีกสารพัดในอนาคตต่อไป หากไม่มีการจัดการกับ “รถเก่า” ให้ชัดเจน
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำชิ้นส่วนรถเก่าที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วนำไปใช้กับรถยนต์ในปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดปัญหาอันตรายต่อทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรืออันตรายกับผู้ใช้รถยนต์ที่มีชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน
 


เวลานี้…มีกระแสข่าวกระเซ็นกระสายออกมา ที่เจ้าของเรื่องอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมที่จะจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “จัดทำกฎหมายเพื่อกำจัดซากรถยนต์” รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ รีไซเคิลซากรถเก่า โดยนำมาตรฐานของ “ญี่ปุ่น” มาเป็นต้นแบบ
 
เพราะการที่จะปล่อยให้รถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้วถูกจอดทิ้งเป็นสุสาน ตามข้างทาง ตามท้องถนน ในป่า ในทุ่ง หรือที่ชัดเจนอย่างสุสานรถ สุขาภิบาล 5 โน่น หรือเอาไว้ปลูกพืชผักสวนครัว ทั้งตะไคร้ สาระแหน่  หรือ หากมีมือดี ถอดแยกชิ้นส่วนไปใช้ทั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก

แม้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น ของการเจรจาหารือเพื่อทำเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนก็ตาม แต่ก็ถือว่าเกิดจุดเริ่มต้นขึ้นมาแล้ว ดีกว่าไม่คิดทำอะไร ส่วนทำได้มากน้อยแค่ไหนเพียงใด ก็ต้องติดตามรอดู รายละเอียดที่ชัดเจนกันต่อไป
 
แต่ที่แน่ๆ ในอนาคต...นอกจากคุณๆ ท่านๆ ต้องเสียเงินค่าซื้อรถ ค่าซ่อม ค่าประกัน และอีกสารพัดค่ากันไปแล้วก็อย่าลืม...ต้องมี “ค่ากำจัดซากรถ” ด้วยเช่นกัน เตรียมตัว เตรียมใจกันไว้ได้เลย!!!
..........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    47%
  • ไม่เห็นด้วย
    53%

บอกต่อ : 386