อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 มีนาคม 2562

ความใฝ่ฝันของเขา

สัปดาห์นี้ข้อยกแง่คิดดีๆ กว่าจะเป็นตำรวจ ล่าความฝันไต่ยศจาก “ร้อยตำรวจเอก” เพื่อไปให้ถึง “พลตำรวจเอก” ความฝันอันมหึมาจนลืมความเรียบง่ายของชีวิต พุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 14.00 น.


ตอนที่เขาเป็น “ร้อยตำรวจเอก” นั้น เขาเป็นคนแรกในรุ่นที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ มันเป็นความดีใจล้นพ้นอย่างยิ่ง นำหน้ารุ่น มีความหวังที่จะได้ไต่ไปถึงยศพลตำรวจเอกดังที่ความใฝ่ฝันเพิ่มขึ้นมาเมื่อได้ติดยศร้อยตำรวจเอก

เพื่อนในรุ่นต่างร่วมแสดงความยินดี เขามาแรงเป็นตัวนำของรุ่น ยิ่งตอนเป็น “ยศพันตำรวจตรี” ดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวนในโรงพักแห่งหนึ่งที่เขาทำงานมาตั้งแต่เป็นร้อยตำรวจตรี ยิ่งน่าดีใจเข้าไปใหญ่ ในรุ่นมีเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่ทำได้อย่างเขา

บทบาทสารวัตรทำให้เขาต้องรับผิดชอบลูกน้อง แม้มีใครบางคนป้องปากว่าเขาได้ดีเพราะอยู่กับนาย เป็นนายเวร แต่ช่างปะไร นั่นคือเสียงนินทากาเลเป็นเทน้ำ เขาเชื่อตัวเองว่าที่ได้ดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวนก็เพราะทำงานเป็นนักสืบมาตั้งแต่ยศร้อยตำรวจตรีใหม่ๆ ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากนักสืบรุ่นครู จับกุมคนร้าย ไขคดีมานับไม่ถ้วน



เขาเชื่อว่าด้วยเวลาเพียง 6-7 ปีก็เพียงพอให้เขาเป็นนักสืบที่ดีพอจะเป็นสารวัตรได้

มิหนำซ้ำการเป็น “นายเวร” ยิ่งทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่เขาให้ความเคารพเสมอมา ยิ่งได้ทำงานใกล้ชิด ก็ยิ่งรู้ว่านายเก่งแค่ไหน คำแนะนำยิ่งทำให้เขาเชื่อว่าดีพอจะปฏิบัติหน้าที่อาชีพตำรวจดังที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กได้

แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลง โลกของตำรวจไทยก็เปลี่ยนแปรตาม เขากระเด็นจากสารวัตรสืบสวนโรงพัก ไปเป็นสารวัตรสืบสวนในโรงพักแห่งหนึ่ง แม้จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพพระมหานคร แต่ก็เป็นโรงพักเล็กลงกว่าเดิม งานมีไม่มาก ผลงานไม่เกิด ราวกับถูกลดตำแหน่งแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นสารวัตรก็ตาม

การดิ้นรนต่อสู้จีงเกิดขึ้น เขาอยากเป็นพลตำรวจเอก แต่อีกความฝันหนึ่งก็คือ การเป็นผู้กำกับการโรงพักที่เขาติดยศร้อยตำรวจตรีเป็นครั้งแรกในชีวิต มันเป็นความผูกพันที่มีมา เขาสามารถย้ายตัวเองกลับไปอยู่โรงพักที่เขาคุ้นเคยอีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่ได้กลับไปเป็นสารวัตรสืบสวนอีก แต่ไปเป็นสารวัตรจราจร งานที่เขาไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องทำด้วยความหวังว่าไม่นานคงจะได้โลดแล่นในชีวิตนักสืบอีก แต่แล้วชีวิตก็ซวนเซหายไป โดนย้ายจากโรงพักที่ผูกพัน ออกต่างจังหวัด แม้จะเป็นปริมณฑลของกรุงเทพฯ แต่กองบัญชาการสังกัดก็เปลี่ยนไป



จากชีวิตที่เคยไขคดี มีลูกน้องช่วยดูแลสั่งงาน เขาเริ่มท้อแท้ อยู่คนเดียวมากขึ้น ชีวิตตำรวจที่ใฝ่ฝันเริ่มไม่เป็นดังหวัง ผ่านไปหลายปียศยังเป็น “พันตำรวจตรี” หลายคนในรุ่นเริ่มได้ดี จากที่เคยเป็นดาวเด่นของรุ่น ตอนนี้เขาเริ่มถูกทิ้งช่วง แม้เพื่อนก็คือเพื่อน แต่การกลับไปเจอหน้าเลี้ยงรุ่น มันไม่ทำให้เขาดีใจเหมือนสมัยจบมาใหม่ๆ มีบางคนเป็นรองผู้กำกับการกันแล้ว บางคนเริ่มแข่งกันเป็นตัวนำ...เหมือนที่เขาเคยเป็นในอดีต

กินเวลาไม่นาน เขาก็โดนย้ายไปไกลต่างจังหวัด ห่างหายจากห้วงวงโคจรอีก ไปอยู่ในเมืองเล็กๆ ทำงานปฏิบัติหน้าที่ไป โดยไม่ได้ดำรงตำแหน่งนักสืบอีกเลย ความชำนาญไม่ได้ถูกใช้ เขาเครียด แม้จะเป็น “พันตำรวจโท” แล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นสารวัตรเหมือนเดิม ทำงานไปแบบซังกะตาย ทำงานไปวันๆ ดาวรุ่งอย่างเขากำลังถูกลืมจางหายไปเช่นเดียวกับนายๆ และเพื่อนร่วมรุ่น

คนรักก็เช่นกันยิ่งห่างไกล นำมาซึ่งความเหินห่าง ในที่สุดก็ต้องยุติความสัมพันธ์ ตอนนั้นชายหนุ่มดำดิ่งสู่จุดตกต่ำในชีวิต ทำงานเพื่อให้รู้ว่ามีลมหายใจเพียงเท่านั้น จิตวิญญาณของตัวตนได้กร่อนหายไปหมดแล้ว

ในช่วงตกต่ำที่สุด เขาทำงานไปและเริ่มจ้องมองผู้คน ในชีวิตหลายอย่างที่เขาเคยเป็นดาวรุ่ง ทำให้เขาลืมมองผู้คน กลับมีแต่ความใฝ่ฝันที่เคยสร้างไว้ราวกับฟองสบู่ในอากาศ ฝันไปมากขึ้นจากฝันหนึ่งสู่อีกฝันหนึ่ง ขยายต่อจนเมื่อฟองสบู่แตก เขาก็จมดิ่ง ดิ่งพอที่จะทำได้เพียงมองผู้คนที่ผันผ่านมาขณะปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ บนโรงพักเขาเห็นคนนับร้อยนั่งเล่าความทุกข์ เห็นความเดือดร้อน เขาเริ่มค่อยๆ เข้าใจทีละนิดทีละหน่อยว่า โรงพักกับโรงบาลนั้นไม่แตกต่างกัน ไม่ค่อยมีใครอยากมา

แต่คนที่มาทุกวันนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะ...จำต้องมา ก็ต้องเพราะ...มันเป็นหน้าที่

ยิ่งมองผู้คนมากมายก็ยิ่งครุ่นคิด ชายหนุ่มเปลี่ยนตัวเองใหม่ ค่อยๆ ไต่ขึ้นจากเหว เขาห่างไกลจากการแข่งขันที่จะต้องเป็นดาวเด่นดาวรุ่งของรุ่นอีกต่อไป นั้นมันมายา เขาทำงาน ทำหน้าที่ของตัวเอง ทำให้ดีขึ้นทุกวัน แม้จะมีอุปสรรคเข้ามา แต่เขาก็แก้และผ่านมันไป ความใฝ่ฝันเริ่มปรากฏแต่มันไม่เป็นฟองสบู่อีกต่อไปแล้ว มันกลับตั้งมั่นหลักแน่นในใจเขาขึ้น



ไม่นานเขาก็เป็น “รองผู้กำกับการ” เริ่มมีชีวิตใหม่ในเมืองแห่งนี้ อาชญากร คนเลว คนชั่วสลับกับคนดี มีอยู่ทุกที่ในโลก หน้าที่ของตำรวจไม่มีวันตกงาน ต้องแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ จะอยู่ที่ไหน ความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ของเขาก็ยังคงอยู่ เขาทำหน้าที่ของตัวเอง เริ่มลงหลักปักฐาน ไม่คิดจะแข่งขันกับใครอีกแล้ว ไปงานเลี้ยงรุ่นด้วยความเบิกบาน พูดคุยเรื่องอดีต ความหลัง ปัจจุบันและอนาคตเจอลูกของเพื่อนเรียกลุง เลยรู้สึกว่าแก่แบบสุขใจ รักเก่าถูกลืม ส่วนรักใหม่แม้ยังไม่มา

แต่เขาก็เชื่อว่าสักวันมันคงจะมาเอง เหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงยามเช้าอยู่ทุกวัน เพราะไม่มีกลางคืนไหนจะมืดมิดนานสุด สักวันแสงและกลางวันจะต้องมาเยือน เขาเชื่อแบบนั้น ดาวรุ่งในรุ่นเขาตอนนี้ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามวัฏจักรของสีกากี ตัวเขาสบายทำงานไป ตั้งมั่นกับความใฝ่ฝันของตัวเองอยู่ทุกวัน

“พลตำรวจเอก” อันเป็นยศที่ใฝ่หา ค่อยเลือนหาย เขากลับไปสู่พื้นฐานความเรียบง่ายแห่งความตั้งใจในวัยเยาว์ที่มุ่งมั่นจะเป็นตำรวจให้ได้ นั่นก็คือ การทำหน้าที่เป็นตำรวจให้ดีที่สุด เขาเชื่อแบบนั้น และจะเชื่อแบบนั้น เพราะเขารู้ดีว่า ถ้าตัวเขาในอดีตมาพบเขาในตอนนี้ ตัวเขาในอดีตจะภูมิใจกับเขา แล้วพูดออกไปว่า “ดีใจที่นายยังคงทำหน้าที่ตามที่ฉันเคยใฝ่ฝัน...”

และเขาเชื่อว่าตัวเขาในอนาคตก็จะต้องภูมิใจกับเขา บางครั้งความใฝ่ฝันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมาก มันแค่เรียบง่ายไร้ความซับซ้อนใดๆ เลย ขอเพียงแค่เป็นตัวเองให้ดีเพื่อที่จะภูมิใจในตัวเอง ดีใจที่ได้เป็นมนุษย์ผู้รู้ว่าโลกพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าโลกเมื่อวันวาน

โลกซึ่งขับเคลื่อนด้วยความใฝ่ฝันของมนุษย์แต่ละคนที่มีแต่ความเรียบง่ายที่สุด.
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%