อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562

เจ้าสัวหัวใสเลี่ยงภาษีที่ดิน แห่ตั้งบริษัท'ทำนา-ทำไร่'

สัปดาห์นี้มีเรื่องน่าสนใจ ไปดูช่องโหว่กฎหมายที่ตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม “เจ้าสัวตระกูลดัง” แห่ตั้งบริษัททำนาหลบเลี่ยงภาษีที่ดิน พฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 08.00 น.


พลันที่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศได้ประกาศนโยบายลดความเหลื่อล้ำเป็นเรื่องเร่งด่วน ต่อมาได้ผลักดันให้ออกกฎหมายมรดกและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามที่หลายคนเฝ้าคอยจะได้เห็นการภาษีที่ก้าวหน้าและเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย

ทั้งนี้ภาษีมรดกมีผลบังคับใช้แล้ว ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านเป็นกฎหมายเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา โดยยกเว้นให้กับบุคคลธรรมดาและที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 3 ปีแรก ส่วนธุรกิจรายใหญ่จัดเก็บทันทีเริ่ม 1 ม.ค.63 ซึ่งในระหว่างนี้...กระทรวงการคลังเร่งออกฎหมายลูกอีก 20 ฉบับ

ตอนแรกที่รัฐบาลประกาศจะออกกฎหมาย หลายคนก็ไชโยโห่ร้องจะได้เห็นพวกเจ้าสัวเศรษฐีที่ดินที่กว้านซื้อที่ดินตุนไว้ ต้องถูกบังคับให้เสียภาษีในอัตราที่เป็นธรรมมากกว่าเดิม แต่ทำไปทำมากลายเป็นว่า กฎหมายยังตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกเจ้าสัวและนายทุนอยู่ดี ยังมีช่องโหว่ให้เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่หลบเลี่ยงได้



ความเคลื่อนไหวล่าสุด บรรดาเศรษฐีที่ดิน กลุ่มตระกูลดังในแวดวงธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้กำลังจัดพอร์ตธุรกิจกันยกใหญ่ เพื่อรับมือกับภาษีฉบับนี้ มีทั้งตั้งบริษัทให้เช่าและซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร บ้านเรือน อพาร์ตเมนต์ อาคารชุด คอนโดมิเนียม

ที่น่าสนใจ คือ มีจำนวนมากที่จัดตั้งในรูปบริษัทประกอบกิจการให้เช่าที่ดินทำสวน ทำไร่ หรือเพื่อกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆ แต่ที่พิสดารพันลึกยิ่งกว่านั้นคือ แห่ตั้งบริษัททำนา-ทำไร่ เลี้ยงสัตว์หรือทำธุรกิจให้เช่าที่ดินทำการเกษตร ทำสวน ปลูกพืชต่างๆ บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกษตรแปรรูป มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบรรดา กลุ่มทุนท้องถิ่น นักธุรกิจและเจ้าของที่ดินรายใหญ่หลายๆ จังหวัด เช่นที่โคราช เชียงใหม่ สมุทรสาคร นนทบุรี กาญจนบุรี มีความเคลื่อนไหวคึกคักไม่แพ้กลุ่มทุนในกรุงเทพฯ เช่นกัน โดยกลุ่มทุนท้องถิ่นเหล่านี้ทยอยตั้งบริษัทเพื่อประกอบกิจการให้เช่าที่ดินทำตลาดทุกประเภท, ให้เช่าที่ดินสำหรับทำตลาดนัด-ตลาดสด, ให้เช่าที่ดินว่างเปล่า, ให้เช่าที่ดินเพื่อการเกษตร, ให้เช่า-พื้นที่สำหรับตากแห้งสินค้าเกษตร เช่น ลานข้าวเปลือก ข้าว ข้าวโพด มัน มันสำปะหลัง และมีหลายรายได้ตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาใหม่ โดยระบุว่า วัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการทำนา ทำสวน ทำไร่



ทั้งนี้ก็เพื่อให้เข้าเกณฑ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ เพราะหากปล่อยเป็นที่ดินรกร้างจะต้องเสียภาษีเริ่มต้น 0.3% และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 3 ปี เพดานสูงสุด 3% แต่ในกรณีที่ดินเพื่อการเกษตร หากมูลค่า 0-75 ล้านบาท เสียภาษีเพียง 0.01%, มูลค่า 75-100 ล้านบาท เสีย 0.03% และมูลค่า 100-500 ล้านบาท เสียภาษี 0.05%

หากกรณีที่ดินมูลค่า 75 ล้านบาท หากทำการเกษตรจะเสียภาษี 7,500 บาท แต่หากเป็นที่ดินรกร้าง ไม่ได้ทำประโยชน์ จะเสียภาษี 225,000 บาท เรียกว่าแตกต่างกันถึง 30 เท่า และถ้าที่ดินมูลค่า 100 ล้านบาท ทำการเกษตรเสียภาษี 30,000 บาท ถ้าเป็นที่ดินไม่ได้ทำประโยชน์จะเสียภาษี 300,000 บาท ซึ่งต่างกันถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

จึงไม่แปลกใจทำไม บรรดาเจ้าสัว เจ้าของที่ดินทั้งหลายต้องมีการจัดการธุรกิจกันใหม่ เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุดเรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม



อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า...กฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้ ยังมีช่องโหว่ให้กลุ่มนายทุนเหล่านี้หาทางหลบเลี่ยงภาษีได้ อีกทั้งการกำหนดอัตราภาษีที่ต่างกันถึง10-30เท่าก็ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพราะตราบใดที่อัตราภาษีต่างกันจนทำให้เกิดความคุ้มค่ากับการตั้งบริษัท เพื่อเลี่ยงภาษี

สะท้อนให้เห็นว่าคนเขียนกฎหมายไม่ได้เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงของกฎหมายที่ดิน การตั้งบริษัททำนานี้ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีในอุตสาหกรรมข้าวของไทย แต่หวังแค่เรื่องการจัดเก็บภาษีเท่านั้น

ขณะที่รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลับสูญเสียรายได้การเก็บภาษีจากเดิมที่เคยเก็บได้ไร่ละ 100-200 บาท/ปี ต่อไปจะเก็บไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดไม่มีใครถือครองที่ดินมูลค่า 50 ล้านบาทแน่นอน

นั่นแปลว่ากฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้ จะล้มเหลวซ้ำรอย พ.ร.บ.มรดกฯ ที่ผ่านมา 2-3 ปี ซึ่งมีคนเสียภาษีจริงๆ แค่ 2 รายเท่านั้น เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย

เหนือสิ่งอื่นใดสะท้อนว่า...การออกกฎหมายดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือแก้ปัญหาการเก็งกำไรราคาที่ดินแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายที่ดินที่ต้องเข้าไปกำกับดูแลการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้ประโยชน์สูงสุด.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    12%