อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

"แจนจัง" ทูตท่องเที่ยวฮอกไกโดคนใหม่

สัปดาห์นี้ไปติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษ “แจนจัง” ทูตท่องเที่ยวฮอกไกโดคนใหม่ ความคิดสมเป็นไอดอลในทุกด้านจริงๆ จันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 14.00 น.


เมื่อช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว วงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 ที่โด่งดังที่สุดระดับประเทศจากเพลง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย” แต่แล้วจู่ๆ ก็มีสมาชิกคนหนึ่งขอจบการศึกษา (ออกจากวง) เพื่อไปทำงานกับประเทศญี่ปุ่น “แจน” หรือ “แจนจัง” (Jan Chan) ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลฮอกไกโด ให้เป็น Hokkaido Smile Ambassador (ทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจ.ฮอกไกโด) คนล่าสุด ผมในฐานะทูตรุ่นพี่ได้พูดคุยกับแจนจัง ผมว่ารุ่นน้องคนนี้มีแนวคิดและการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ จึงอยากถ่ายทอดให้กับครอบครัวและเยาวชนรุ่นใหม่ได้ฟังครับ

น้าเมฆ : ชื่อแจนนี่เกิดเดือนม.ค. หรือเปล่าครับ น้องแจนเล่าชีวิตวัยเด็กให้ฟังหน่อยครับ
แจนจัง : ชื่อแจนไม่เกี่ยวกับเดือนม.ค. เลยค่ะ เพราะพี่ชายชื่อหมูก็ไม่เกี่ยวกับชื่อแจนเช่นกัน (หัวเราะ) ส่วนพี่ชายชื่อหมูเพราะตอนนั้นที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับฟาร์มหมูที่จ.สิงห์บุรี แต่ถูกวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งทำให้ธุรกิจล่ม ครอบครัวมีปัญหาทางการเงินทันที เมื่อก่อนนั้นครอบครัวแจนถือว่ามีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างสบายนะคะ แต่พอที่บ้านมีปัญหา ชีวิตพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แจนก็ต้องเปลี่ยนนิสัยตัวเองใหม่ให้ประหยัด มัธยัสถ์ ตั้งใจเรียน เชื่อฟังพ่อแม่ อยู่ในกรอบ และก็กลายเป็นเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง เพราะเราไม่ได้ทำกิจกรรมพิเศษเหมือนกับเด็กๆ คนอื่น เนื่องจากกิจกรรมต่างๆ นั้นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับทางบ้านด้วย

น้าเมฆ : เรียนที่จ.สิงห์บุรีมาตลอดเหรอครับ
แจนจัง : ค่ะ แจนเป็นเด็กต่างจังหวัดมาตลอดค่ะ ประถมเรียนที่รร.อินทโมลีประทาน แจนชอบโรงเรียนนี้มาก ตอนเช้าให้นักเรียนสวดมนต์ วันศุกร์ได้ใส่ชุดผ้าไทย จำได้ว่าชอบวิชาลูกเสือที่มีเต้นระบำรอบกองไฟ ได้แสดงละครทำให้ทุกคนหัวเราะ แล้วก็ไปเรียนต่อที่รร.สิงห์บุรี เป็นโรงเรียนมัธยมฯ ประจำจังหวัด แจนเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต เพราะเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ได้อยู่ห้อง gifted คิดว่าถ้าเรียนสายนี้น่าจะทำให้เราสอบเข้าคณะดีๆ และได้ทำงานดีๆ

พอสอบแอดมิชชันสายวิทย์ แจนสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ตั้งใจเลือกไว้อันดับ 1 แต่พอดีว่าปีนั้นอาจารย์แนะแนวแจ้งว่ามีทุนเรียนฟรี 4 ปีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ มอบให้โรงเรียน 1 ทุน แจนอยากช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายทางบ้าน จึงไปสมัครแล้วก็ได้เ พราะผลการเรียนแจนดีที่สุดในรุ่น จริงๆ ที่จุฬาฯ แจนก็อยากเรียนนะคะ แต่การที่จะเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก แจนคิดว่าถ้าไปเรียนในเมืองค่าใช้จ่ายน่าจะสูง เลยต้องตัดใจ พอได้ทุนเรียนที่ ม.กรุงเทพ แจนเลือกคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ เอกแอนิเมชั่น ไม่ได้เกี่ยวกับสายวิทย์ที่เรียนมาเท่าไหร่ค่ะ แต่รู้ตัวเองว่าชอบศิลปะวาดรูปมาตลอด จึงอยากเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสุข อีกอย่างถ้าเรียนจบไปน่าจะได้เงินเดือนดีด้วยค่ะ

น้าเมฆ : แล้วระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยนี่ทำอะไรบ้างครับ
แจนจัง : ทำงานพิเศษตั้งแต่ปี 1 เลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะแจนไม่อยากรบกวนที่บ้าน วิชาที่เรียนต้องมีคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และอุปกรณ์หลายอย่างมาก ราคาค่อนข้างแพงอยู่ แจนใช้เฟซบุ๊กนี่แหละค่ะหางาน เริ่มจากเป็นตัวประกอบในโฆษณา เห็นหน้าบ้างไม่เห็นหน้าบ้าง ครั้งแรกได้ค่าจ้าง 300 บาทนี่ดีใจมาก ปีต่อมาเริ่มไปประกวดนางแบบตามเวทีต่างๆ ก็เข้ารอบได้รางวัลแล้วก็ต่อยอดไปได้งานอื่นๆ อีก เคยได้เป็นนางแบบนิตยสารหัวญี่ปุ่น หรือบางทีได้เป็นตัวหลักในโฆษณาทีวี ได้เงินมาหลักหมื่นกระโดดตัวลอยเลยค่ะ เพราะทุกงานเราสมัครงานด้วยตัวเอง ไม่มีเอเจนซี่

น้าเมฆ : แสดงว่ามาอยู่กรุงเทพฯ แจนต้องดูแลตัวเอง รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเองมาโดยตลอด แล้วการเรียนเป็นยังไงบ้างครับ
แจนจัง : การเรียนตกลงมานิดๆ ค่ะ จบปี 4 พลาดเกียรตินิยมอันดับ 1 ไป 0.05 ทำให้ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 บางทีแจนก็คิดนะคะว่าถ้าเราเรียนอย่างเดียว ไม่งกรับงานเกินไปน่าจะเรียนได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ให้พ่อแม่ภูมิใจ แต่เมื่อเลือกที่จะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย ก็ยอมรับตรงนี้ได้ แต่แจนก็ยังเสียใจที่ยังไม่สามารถส่งเงินให้ที่บ้านได้ เพราะเราดูแลตัวเราได้เพียงคนเดียว



น้าเมฆ : เรียนจบแล้วได้เริ่มทำงานเลยไหมครับ แล้ว BNK48 เข้ามาตอนไหนครับ
แจนจัง : พอแจนเรียนจบ รอรับปริญญา กำลังเริ่มสมัครหางาน ก็ดูไว้ว่าถ้าไม่ทำงานกราฟิกดีไซน์ก็คงเป็นงานด้านแอนิเมชัน แต่ไปอ่านเว็บ Pantip เห็นว่ามีรับสมัคร BNK48 เผอิญว่าแจนรู้จัก AKB48 ที่เป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปของประเทศญี่ปุ่น แจนมองแล้วว่าวงนี้ที่นั่นดังมีฐานแฟนคลับแน่นหนา ในเมืองไทยก็มีคนชอบวงแนวนี้อยู่ ถ้าเราเข้าไปเป็นสมาชิก BNK48 วงนี้น่าจะอยู่ได้นานและมีโอกาสดีๆ เลยมุ่งไปที่การสมัครนี้

น้าเมฆ : แต่ที่ผ่านมาการประกวดที่แจนไปสมัครไม่มีประกวดร้องเพลงและเต้นเลยนี่ครับ ช่วยบอกหน่อยครับว่าขั้นตอนการสมัครเป็นอย่างไรบ้าง
แจนจัง : เริ่มต้นส่งใบสมัครและคลิปแนะนำตัวไปทางออนไลน์ค่ะ หลังจากนั้นถ้าผ่านก็จะไปแสดงความสามารถอะไรก็ได้ให้กรรมการดู กรรมการมีทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่น วันนั้นแจนเล่นกีต้าร์และร้องเพลงญี่ปุ่น เพราะอยากให้กรรมการรู้ว่าเราตั้งใจมาสมัคร พอเข้ารอบสุดท้ายก็จะมีเพลงบังคับเป็นภาษาญี่ปุ่น แจนไม่เข้าใจความหมายหรอกค่ะ แต่พยายามส่งอารมณ์ความรู้สึกออกไปให้มากที่สุด

น้าเมฆ : ในที่สุดแจนก็ได้เป็นสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 1 พอจะทราบไหมครับว่ามีคนมาสมัครทั้งหมดกี่คนแจนจัง : แจนไม่แน่ใจว่าคนสมัครเท่าไหร่ แต่รับทั้งหมด 30 คน และแจนมั่นใจว่าแจนจะได้ค่ะ เพราะแจนสะกดจิตตัวเองทุกวันว่าต้องทำให้ได้ (หัวเราะ) แจนพยายามแสดงความสามารถที่แจนมีทั้งหมดให้กรรมการได้เห็น แจนร้องเพลงพอได้ ร้องไม่เพี้ยน แต่เทคนิคการร้องอาจจะไม่ดีนัก แจนกล้าเต้น แม้ว่าจะยังไม่เป๊ะ แต่แจนมีความสุขเวลาได้ร้องและเต้น รวมถึงเวลาได้อยู่รวมกับผู้สมัครคนอื่น แจนก็เข้ากับคนอื่นได้ดี เวลามีกิจกรรมละลายพฤติกรรมต่างๆ เราก็สนุกสนานสร้างบรรยากาศให้คนรอบข้างสนุกไปด้วย ตรงนี้แจนว่าแจนสื่อสารความเป็นตัวเองออกมาได้ชัดเจน


(คุณมาร์ค ผู้จัดการส่วนตัวได้แสดงตัวเลขการสมัคร BNK48 รุ่นที่ 1 ให้ดู มีคนมาสมัครถึง 1,357 คน รับเพียง 30 คน ส่วนสมัคร BNK48 รุ่นที่ 2 มีคนสมัครเกิน 10,000 คน เพิ่มขึ้นมาถึง 10 เท่า)

น้าเมฆ : เมื่อเข้าเป็นสมาชิก BNK48 แล้ว นานไหมครับถึงได้ออกซิงเกิลแรก
แจนจัง : ทุกคนเรียนร้องและเต้นไปด้วยกันค่ะ เพราะที่ผ่านมาอาจจะมีคนที่ร้องได้ แต่เต้นไม่ได้ หรือเต้นได้ แต่ร้องยังไม่ดี เราเรียนปรับพื้นฐานกันประมาณ 6 เดือน แล้วก็ออกซิงเกิลแรก 365 วันกับเครื่องบินกระดาษ” เราไม่รอให้ทุกคนออกมาสมบูรณ์แบบ เพราะจริงๆ แล้ว BNK48 ขายบุคลิกความแตกต่างของเด็กผู้หญิงแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แต่มาอยู่ร่วมกันแล้วมีเสน่ห์น่าสนใจ แฟนคลับทุกคนจะค่อยๆ เห็นพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

น้าเมฆ : แต่ดังมากๆ คือ เพลง Fortune Cookie...สารภาพเลยครับ ผมก็มารู้จัก BNK48 จากเพลงนี้
แจนจัง : ในแวดวงคนที่ชอบแนวเกิร์ลกรุ๊ปของญี่ปุ่น แจนว่าตั้งแต่เริ่มต้นเรามีแฟนคลับเหนียวแน่นระดับหนึ่งแล้วนะคะ แต่พอจะปล่อยซิงเกิลที่ 2 ที่เป็น Fortune Cookie แจนก็คิดว่าต้องดังแน่ๆ เพราะเพลงนี้ในญี่ปุ่นดังมากทุกคนร้องได้ เนื้อร้องเข้าใจง่ายเป็นความรักที่น่ารัก แถมเมโลดี้ก็ติดหู ยิ่งมีพี่ๆ ดาราและศิลปินหลายท่านนำไปร้อง ยิ่งส่งผลให้ BNK48 เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งประเทศเลยค่ะ

น้าเมฆ : ดังขนาดนี้ ก็มีข่าวที่ช็อกแฟนคลับ (ผมก็ด้วย!) เพราะแจนประกาศจบการศึกษาขณะที่ BNK48 กำลังพีกสุดๆ
แจนจัง : มีหลายเหตุผลค่ะ เพราะเดิมทีเวลามีงานที่ต้องทำงานกับประเทศญี่ปุ่น แจนมักจะได้รับเลือกไปทำงานที่นั่นเสมอ อาจจะเป็นเพราะเราโตที่สุด ไม่ติดอะไร เรียกแล้วไปได้ทันที แต่น้องๆ สมาชิกคนอื่นกำลังเรียนอยู่ ต้องมีผู้ปกครองไปด้วย เราเลยสะดวกที่สุด อีกเรื่องคือโอกาส แจนมองดูตัวเองแล้ว แจนถือว่าเป็น BNK48 ที่อายุมากที่สุด เป็นวัยที่เริ่มทำงาน ในขณะที่น้องๆ คนอื่นอายุ 14-15 ยังเรียนอยู่ ยังมีเวลาอีกมากที่จะพัฒนาตัวเองและอยู่ในวงไปได้อีกยาวๆ อีกข้อคือ แจนมีความคิดที่คาใจมาตลอดว่าเรายังไม่ได้ส่งเงินให้ที่บ้านเลย ถ้าออกมาทำงานเต็มที่กับประเทศญี่ปุ่น น่าจะมีงานให้ทำได้หลากหลาย และแจนเองชอบประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม หรืออาหารการกิน ทำให้แจนต้องตัดสินใจเลือกครั้งสำคัญในชีวิต



น้าเมฆ : หลังจากออกมาแล้วมีงานอะไรที่ทำกับประเทศญี่ปุ่นบ้างครับ
แจนจัง : เริ่มแรกคือ รับตำแหน่ง Hokkaido Smile Ambassador ที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจ.ฮอกไกโด แจนเดินทางไปรับตำแหน่งที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยตัวเอง หลังจากนั้นก็เดินทางไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่นั่นทุกเดือนจน ตม. จำได้ (หัวเราะ)

น้าเมฆ : โอ้โห...ผมได้รับเชิญไปปีละครั้งเอง แต่แจนได้ไปทุกเดือนเลย ทำอะไรบ้างครับ งานหลากหลายขนาดไหน
แจนจัง : เริ่มต้นคือ แจนไปที่เมืองอาซาฮิคาวะ ไปออกแบบลายผ้า Tenugui และได้ลองไปพิมพ์ผ้านี้จริงๆ ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่กว่า 100 ปี ปกติผ้านี้จะเอาไว้เป็นธงติดข้างฝา หรือไม่ก็เอามาโพกหัว พันคอ หรือห่อของ เรียกว่าเป็นผ้าอเนกประสงค์ก็ได้ค่ะ ตอนนั้นแจนไปช่วงหน้าหนาวเลยออกแบบผ้าเป็นลายภูเขาหิมะ โดยมองจากด้านบนเหมือนเวลาเรานั่งกระเช้าไปเล่นสกี แล้วก็วาดตัวกระต่ายเป็นตัวแทนของแจนว่าได้มาที่ฮอกไกโดแล้ว พอฤดูร้อนทางเมืองก็เชิญอีก เลยวาดเป็นธีมซัมเมอร์เหลืองสดใส แล้วก็ไปอีกเรื่อยๆ ตอนนี้มีลายผ้าทั้งหมด 4 ลาย 4 ฤดู เมื่อปีที่แล้วจ.ฮอกไกโดประสบภัยจากแผ่นดินไหว แจนจึงได้ขายผ้านี้เพื่อช่วยสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฮอกไกโด แฟนคลับที่เมืองไทยก็ช่วยอุดหนุนด้วยต้องขอบพระคุณมากๆ เลยค่ะ

งานต่อมาก็เป็นรายการท่องเที่ยวค่ะ แจนเป็นพิธีกรคู่กับพิมฐา เราจะพาไปกินเที่ยวเยี่ยมชมเมืองต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น แต่เวลาไปไม่ได้ไปคู่กันนะคะ เพราะเราคนละบุคลิก พิมฐาจะเป็นแนวน่ารัก อ่อนหวาน ชิมเค้กในร้านขนม แต่แจนจะไปแนวเฮฮา ใช้พลังเยอะหน่อย ลุยๆ หรือถ้าต้องไปฮอกไกโดแจนก็จะรับหมดเลย เพราะเราเป็นทูตอยู่ รายการนี้ชื่อ HEY SAY GO! ออกอากาศทางช่อง 14 MCOT FAMILY วันอาทิตย์เวลา 13.30-14.00 น. ถ้าดูไม่ทันไปดูได้ที่ช่อง Youtube ได้ค่ะ ซึ่งตอนต่อๆ ไปแจนคุยกับทางทีมงานแล้วว่า อยากให้รายการนี้ขยับเป็น community มากขึ้น ให้ผู้ชมที่ติดตามสามารถมาร่วมสนุกและร่วมเล่นเกมตอบคำถามได้มากขึ้นด้วยค่ะ



แล้วก็มีงานถ่ายแบบลงนิตยสารที่ญี่ปุ่นค่ะ อันนี้ได้ชนะเลิศจากการโหวต Live Showroom ถึง 2 ครั้ง ต้องขอบคุณแฟนคลับชาวไทยที่ทำให้แจนได้โอกาสนี้ อันหนึ่งได้ขึ้นปกนิตยสารเกี่ยวกับเครื่องสำอางค่ะ ชื่อ Bifesta อีกเล่มเป็นเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์ญี่ปุ่น ชื่อ LARME Fashion Magazine เล่มนี้ก็ดังอยู่ ต่อมาก็ได้เป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์เครื่องสำอางและเสื้อผ้าของญี่ปุ่นค่ะ

ช่วงกลางปีก็ไปถ่ายแบบทำ Photo Book ของตัวเองที่ฮอกไกโด ทำเป็นบ็อกซ์เซ็ตพรีออเดอร์ให้กับแฟนคลับ และเล่ม Summer Diary เล่มนี้จะเหมือนไกด์บุ๊กพาเที่ยวจ.ฮอกไกโด แต่จะเน้นการไปกินไอศกรีมฮอกไกโดในเมืองต่างๆ แต่ละที่จะสร้างเอกลักษณ์ไอศกรีมไม่เหมือนกัน แม้จะเห็นว่าเป็นไอศกรีมสีขาว แต่รับรองรสชาติอร่อยแตกต่างกันแน่นอนค่ะ ตอนนี้เล่มนี้ได้วางขายทั่วไปตามร้านหนังสือแล้วค่ะ



น้าเมฆ : แล้วก็มีงานเพลงด้วยใช่ไหมครับ
แจนจัง : ใช่ค่ะ จริงๆ ตอนแรกที่คุยงานกับทางญี่ปุ่น ไม่ได้พูดถึงงานเพลงเลยค่ะ แค่แจนอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับทั้งเมืองไทยและญี่ปุ่นให้เชื่อมโยงกัน แต่พอผ่านไปสักพัก แจนอยากจะขอบคุณแฟนคลับที่ช่วยสนับสนุนแจนมาตลอด อยากทำอะไรให้แฟนๆ หายคิดถึง ทางญี่ปุ่นเลยคิดว่างั้นทำเพลงเลยดีกว่า ทีมงานก็คิดกันว่าจะทำเป็นภาษาอะไรดี ไทย ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ แจนขอเลือกเป็นเพลงภาษาอังกฤษค่ะ เพราะว่าเป็นภาษากลาง ทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นก็ฟังได้ แฟนคลับชาวไทยอาจจะอยากให้เป็นเพลงไทย แต่ไม่น่าเชื่อนะคะ แจนก็มีแฟนคลับเป็นคนญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นจริงๆ ด้วย เขามาในงานมีตติ้ง บอกว่าฟังเพลงของแจนผ่านโซเชียลฯ แล้วชอบค่ะ

ตอนนี้แจนมีซิงเกิลที่ 5 ซึ่งเป็นเพลงล่าสุดค่ะ ถ่ายทำ MV ที่ฮอกไกโด ชื่อว่าเพลง Live Together



น้าเมฆ : นอกจากเพลง ผมเห็นว่าแจนเริ่มเล่นละครแล้ว
แจนจัง : อันนี้เป็นงานที่ทำที่เมืองไทยค่ะ แฟนคลับช่วยแนะนำอีกแล้วค่ะ ผู้จัดชวนให้แจนลองมาเล่นละครเรื่อง “พรุ่งนี้…จะไม่มีแม่แล้ว” ที่รีเมกจากละครญี่ปุ่น เรื่องนี้เป็นของ LINE TV แจนเป็นดารารับเชิญในตอนหนึ่งค่ะ แต่ผู้จัดการของแจน (คุณมาร์ค) เจรจาเก่ง ใช้เพลงของแจนเป็นเพลงธีมของละครและแจนได้ร้องเพลงประกอบละครเรื่องนี้ด้วยค่ะ ละครเรื่องนี้จะออกอากาศต้นเดือนพฤษภาคมค่ะ

น้าเมฆ : เป็น 1 ปีที่ได้ทำอะไรเยอะมากเลยนะครับ
แจนจัง : เยอะจริงๆ ค่ะ เหนื่อยแต่แจนสนุกและมีความสุขกับทุกงานที่ได้ทำ บางครั้งก็มีท้อเหมือนกันนะคะเพราะโดนคำวิจารณ์จากแฟนๆ หลายเรื่อง เช่น ทำไมร้องเพลงไม่มีพลังเลย แจนก็นำมาปรับปรุงค่ะ ไปเรียนร้องเพลงให้ดีขึ้น หรือช่วงที่ออกมาแรกๆ จะโดนว่าหนักมากว่าลาออกทำไม ทำไมไม่อยู่กับวง เราก็เสียใจเหมือนกันเพราะเราก็มีเหตุผลส่วนตัว จนบางครั้งเก็บเอามาคิดว่าคำที่โดนตำหนิ เราเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า จนได้มาร้องเพลงในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แจนร้องเพลงภาษาอังกฤษในห้าง มีฝรั่งเดินมาแล้วหยุดฟัง เราก็ดีใจว่าไม่ใช่แค่แฟนคลับประจำเราเท่านั้นที่ฟังเพลงของเรา คนที่เราไม่รู้จักเรา เขาก็ชอบฟังเพลงของเราด้วย วันนั้นจำได้ว่าทำท่าแจก Mini Heart ไปเยอะมากค่ะ กลับบ้านนอนยิ้มมีความสุขมาก และรู้ตัวเองแล้วว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข...นี่คือตัวเรา

น้าเมฆ : เป็นอย่างไรบ้างครับ เปลี่ยนสถานะจากไอดอลเป็นศิลปิน
แจนจัง : ยอมรับว่ากดดันมากค่ะในช่วงแรก เพราะตอนเป็นไอดอลจะมีกฎต่างๆ พอเราออกมาอิสระแล้ว แจนพยายามรักษาระยะไว้ ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในทันที แฟนคลับมาถ่ายรูปได้แต่ถ้ามาเป็นกลุ่มขออนุญาตถ่ายรูปรวม ไม่ใช่หยิ่งนะคะ แค่ค่อยๆ ปรับ ตอนนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว เราเองก็เริ่มปรับตัวได้แล้วเหมือนกันค่ะ อีกเรื่องหนึ่งคือ คำว่าศิลปิน คนดูคนฟังก็มีความคาดหวัง เราก็พยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวันค่ะ ฝึกร้อง ฝึกพูด เอนเตอร์เทนคนดู ในวันที่เราออกมาต้องถือว่าเป็นศิลปินโนเนม แต่แจนโชคดีที่ว่าออกมาแล้วไม่ได้โดดเดี่ยว เรามีแฟนคลับที่คอยสนับสนุนมาตลอด

น้าเมฆ : แล้วได้เจอเพื่อนๆ น้องๆ ในวง BNK48 บ้างไหมครับ
แจนจัง : เจอกันทางโซเชียลฯ เป็นส่วนใหญ่ค่ะ เพราะช่วงที่ผ่านมา แจนเดินทางไปกลับประเทศญี่ปุ่นตลอดและน้องๆ ก็มีอีเวนต์แน่นมาก แจนมักจะส่งข้อความผ่านไลน์และไอจีไปคุยตามเทศกาลต่างๆ ล่าสุดงานเปิดตัวละครของ LINE TV โดยแจนไม่ทราบว่าเฌอปรางก็เล่นละครอีกเรื่อง ทำให้เราได้เจอตัวกันจริงๆ แฟนคลับดีใจกันมากที่มีโมเมนต์นี้ แจนก็ดีใจ

น้าเมฆ : ถ้าจะฝากถึงน้องๆ เด็กผู้หญิงที่อยากจะเดินตามรอยพี่แจนล่ะครับ อยากจะบอกอะไรน้องๆ บ้าง
แจนจัง : เคยมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาถามแจนว่าการเรียนสำคัญขนาดไหน แจนขออนุญาตตอบในนี้แล้วกันนะคะ แจนว่าสำคัญมากค่ะ แจนว่าเราควรทำสิ่งพื้นฐานให้สำเร็จก่อน เช่น เรียนให้ดีเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ท่านสบายใจในตัวเราว่าเรารับผิดชอบเรื่องการเรียนได้ ต้องยอมรับว่าเวลาจะสมัครงาน อย่างแรกที่เขาขอดูเลยว่าเราเรียนจบไหม เรียนอะไรมาจากไหน แจนคิดว่าแม้การเรียนจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่เราก็ควรทำให้ได้ก่อน หลังจากนั้นดูว่ามีอะไรที่เราชอบอีกบ้าง ก็ลองไปทำสิ่งที่ชอบ เช่น เรียนได้ดีแล้ว อยากเล่นเกมก็ไปเล่นเกม เรียนดีแล้ว อยากจะเป็นแฟนคลับวงเกาหลีก็ไปเต้น cover ได้เลย แบบนี้ครอบครัวสบายใจ เราเองก็มีความสุขในสิ่งที่ชอบด้วยค่ะ

ผมคิดว่าจังหวะชีวิตของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมได้คุยกับแจนจังแล้วก็อยากให้วัยรุ่นไทยได้ศึกษาแนวความคิดและการดำเนินชีวิตของเธอไว้ด้วย เพราะเธอมักจะคิดถึงครอบครัวอยู่เสมอ ไม่ทิ้งเรื่องการเรียน ทำในสิ่งที่ชอบ กล้าคิดกล้าตัดสินใจแบบมีเหตุผล แล้วพยายามพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ผมว่านี่แหละครับคือ ไอดอลของเด็กไทยรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ต่อไป
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    99%
  • ไม่เห็นด้วย
    1%

บอกต่อ : 4.47K