อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 กันยายน 2562

ศึกงัดข้อรับเลือกตั้ง เมื่อปฏิรูปกองทัพกลายเป็นกระแส

สัปดาห์นี้ว่าด้วยองศาความร้อนทางการเมือง เพราะมันมีกระแสการงัดข้อทางการเมืองระหว่าง “นักการเมือง” กับ “ทหาร” พฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 12.00 น.


เลือกตั้งที่จะถึงนี้ หลายคนก็คงรู้สึกว่า “มันมีการงัดข้อทางการเมืองกันระหว่างนักการเมืองกับทหาร” แล้วก็มีคนปล่อยข่าวมาพอสมควรเรื่องอาจมีรัฐประหารดักไม่ให้เลือกตั้ง หรือกระทั่งล้มผลเลือกตั้ง สัญญาณมันก็มาจากความเชื่อที่ว่า “คสช. ต้องการสืบทอดอำนาจ” แต่คะแนนนิยมของพรรคที่อิง คสช. ที่ปรากฏดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และดูท่าทีของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ตั้งแต่เรื่องเพลงหนักแผ่นดินก็ชวนให้คิดไปเยอะ
 
เอาจริงจะมีรัฐประหารซ้อนหรือไม่ ถ้าประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้น่าจะเรียกว่า “ยังไม่มีเงื่อนไขจะไปถึง” แม้ว่าจะมีการพูดถึงการลดทอนอำนาจของกองทัพ ผ่านวาทกรรมเรื่องการปฏิรูปกองทัพที่พรรคการเมืองเสนอมา แต่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนว่าจะทำได้ อีกทั้งเลือกตั้งในภาวะ “โลกล้อมประเทศ” แบบนี้ใครๆ เขาก็ไม่อยากให้เกิดภาพลบต่อนานาชาติ แล้วไทยโดนคว่ำบาตร เรื่องงานพระราชพิธีมงคลก็เป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองสงบ
 
เรื่องการปฏิรูปกองทัพจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? อันนี้ตอนหาเสียงก็อีกเรื่อง แต่พอเข้าไปเป็นรัฐบาล มันก็อาจต้องคุยกันอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกองทัพเองเป็นหน่วยถือกำลัง ถืออาวุธที่คอยค้ำจุนเสถียรภาพรัฐบาลอยู่ ถ้าไปลดทอนกำลังกองทัพเลยก็เห็นจะ “สร้างความหมางใจ” ให้กองทัพไม่เอาด้วยกับรัฐบาลได้ง่ายๆ กลายเป็น 2 ฝั่งแทนที่จะทำงานเป็นองคาพยพเดียวกัน กลับเฝ้ามองกันด้วยความหวาดระแวงทำงานยาก

ง่ายๆ ว่า การปรับลดงบประมาณนั้นมัน “กระเทือนถึงเสถียรภาพ” หรือกระเทือนถึงผลประโยชน์ก็ว่ากันไป รัฐบาลเองก็ต้องการใช้กองทัพทั้งเรื่อง “ความมั่นคงแห่งรัฐ” ไปจนถึง “ความมั่นคงแห่งรัฐบาล” (มันคนละอย่างกัน) เกิดสมมุติว่าในอนาคต รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองให้มีม็อบเต็มเมืองอีก กองทัพจะต้องเป็นหน่วยดูแลสถานการณ์ที่รัฐบาลไว้ใจได้ ก็ต้องซื้อใจกันไว้ก่อน
 
และพวกยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพ คนของรัฐบาลเองก็มีความจำเป็นต้องใช้ อย่างเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ทหาร ไปลดงบจัดซื้อก็จะทำให้เกิดความไม่คล่องตัว ไปจนถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อขอใช้งาน อย่างเมื่อมีข่าวพรรคการเมืองหาเสียงจะลดงบกองทัพ ไม่กี่วันต่อมาเครื่องบิน c130 ก็เกิดเหตุขัดข้องโชว์ขึ้นมาทันที ซึ่งพอมาเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ก็ต้องใช้เครื่องบินนี้ก็ต้องเห็นว่า “มันก็จำเป็นที่ต้องซื้อ”



รัฐบาลเองก็ต้องการมีอำนาจในการบริหารงาน ซึ่งนักวิชาการสายทฤษฎีวิพากษ์ของฝรั่งเขาก็บอกว่า กลไกที่จะช่วยให้เกิดเสถียรภาพมันคือ “กลไกอุดมการณ์” ซึ่งน่าจะเทียบได้คือการสร้างชุดความเชื่อด้วยวิธีต่างๆ ให้ประชาชนพอใจรัฐบาล แต่กลไกอีกขาหนึ่งคือ “กลไกอำนาจ” มันก็คือกองทัพนี่แหละ ที่รัฐบาลยังจำเป็นต้องพึ่งพาในการดูแลสถานการณ์ ควบคุมหรือจัดการผู้ที่เห็นต่าง โดย 2 ขานี้รัฐบาลจะไปลดทอนกำลังอะไรอย่างหนึ่งไม่ได้
 
สรุปง่ายๆ คือ ชูเรื่องการปฏิรูปกองทัพขึ้นมาขายในเชิงต้องการลดทอนอำนาจ แต่เอาจริงไม่รู้จะทำได้แค่ไหน เพราะกองทัพเองก็ต้องค้ำจุนรัฐบาล รัฐบาลก็ไม่ต้องการให้เกิดความบาดหมาง เรื่องที่น่าจะทำและคิดว่าคนรุ่นใหม่ๆ ชอบ และมันเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ต้องพูดเยอะให้เจ็บคอหากจะปฏิรูปจริง คือเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ให้เข้ามาเป็นโดยสมัครใจ และอาจเพิ่มการอัดฉีดสวัสดิการอะไรเข้าไปเพื่อจูงใจ

เผลอๆ เรื่องการปรับลดงบประมาณ อาจมีการอ้างว่า มันปรับลดกันจริงๆ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ คือได้ไม่เท่าเก่า แต่งบประมาณประเทศไทยสูงขึ้นทำให้เห็นว่า…งบกลาโหมไม่ได้ปรับลด อารมณ์ประมาณเดียวกับตอนเลือกผู้ว่า กทม. ที่เขาบอกว่าจะลดค่าโดยสารบีทีเอส แต่มันก็ไม่เห็นจะลด พอถามไปถามมากลายเป็นว่าจริงๆ ค่าโดยสารมันต้องขึ้น และการปรับลดมันลดจากอัตราใหม่ ทำให้เราไม่รู้สึกว่ามันได้ลดเท่าไหร่

เคยถามๆ ดูหลายๆ คนว่า ทำไมถึงอยากให้ปฏิรูปกองทัพ? ก็ได้คำตอบมาหลากหลายอยู่ สายต่อต้านรัฐประหารสุดขั้วเขาก็บอกว่าการที่กองทัพมีอำนาจมากเกินไป แข็งแกร่งเกินไปทำให้กองทัพเป็นเอกเทศไม่ฟังเสียงรัฐบาล บทจะทำอะไร จะยึดอำนาจก็ทำ สายนี้เขาเชียร์ไปถึงว่าการแต่งตั้งโยกย้ายระดับแม่ทัพหรือ ผบ. ก็ควรให้รัฐบาลพลเรือนมีส่วนพิจารณาด้วย เลือกคนที่มั่นใจได้ว่าไม่รัฐประหาร ทำงานให้ประชาชน
 


สายที่เขาชอบพิจารณาตัวบุคคล เขาก็บอกว่า ที่ไม่ชอบทหารเพราะพฤติกรรม “ทหารที่มาเป็นรัฐบาล” นี้แหละ คือเขาว่ามันขัดกับภาพลักษณ์ทหารที่ยึดถือมา ที่ต้องเคร่งกฎเคร่งวินัยเหนือชีวิต นิ่ง สุขุม ใจเย็น แต่นี่เห็นทหารที่มาเป็นรัฐบาลแต่ละคนคือปากไว ขี้ตอบโต้ ขี้สั่ง แถมไอ้เรื่องเคร่งกฎเคร่งวินัยนี่ดูเหมือนจะใช้กับคนอื่นที่ไม่ใช่พวกพ้องตัวเองเสียเยอะ เขายังจำได้กรณี สนช. สายทหารบางคนโดดประชุมถี่ๆ สุดท้ายก็ไม่เห็นจะทำอะไร
 
ดังนั้นทหารทำตัวแบบนี้ก็อย่าให้กลับมามีอำนาจอีกเลย แล้วเรื่องการบริหารงานของรัฐบาลทหารก็ตกเป็นข่าวในเชิงลบเสียมาก โดยเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์อย่างเรือดำน้ำ หรือรถถัง ซึ่งฝ่ายกองทัพก็อธิบายความจำเป็นในเรื่องแสนยานุภาพทางการทหารได้ไม่ค่อยเคลียร์ แบบถามไปถึงจุดหนึ่งก็เลิกพูด แต่เดินหน้าทำต่อ และที่สำคัญที่เขามองๆ กันคือเรื่องในกองทัพมันดูเป็น “แดนสนธยา” ที่ค่อนข้างจะตรวจสอบเข้าไปยาก เพราะเขา “ทำกันเอง” รักษาเกียรติ
 
ก็เป็นเรื่องน่าสนใจเหมือนกันว่า หลังเลือกตั้งจะมีการปฏิรูปกองทัพได้แค่ไหน แต่อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าคนรุ่นใหม่เที่ยวนี้เป็นคะแนนเสียงถึง 6.4 ล้านเสียง เขาสนใจเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหารมากเป็นพิเศษ เพราะว่าเรียนจบต้องไปลุ้นจับใบดำใบแดง เผลอๆ เข้ากองทัพเสียเวลาทำมาหากิน และก็ไม่ชอบสิ่งที่มีการพูดถึงในการเกณฑ์ทหาร คือ เรื่องการโดนครูฝึกกลั่นแกล้ง หรือเมียๆ นาย เอาไปใช้งานตามบ้านพัก
 


กลับมาดูพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นพรรคที่หนุนให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ทางนี้เขาก็ไม่ได้แตะนโยบายปฏิรูปกองทัพ โดยบอกว่า “กองทัพก็มีการปฏิรูปตัวเองมาตลอดอยู่แล้ว” ก็แล้วแต่ว่ากันไป แต่หลายคนก็เริ่มจะอยากให้ “บิ๊กตู่” เองออกมาร่วมวงดีเบตในฐานะแคนดิเดตนายกฯ บ้าง เพื่อว่าจะได้ตอบโต้เวลาถูกตั้งคำถามเรื่องปฏิรูปกองทัพ รวมถึงเสนอวิสัยทัศน์การบริหารอื่นๆที่ไม่ใช่แค่ยุทธศาสตร์ชาติ
 
เอาจริงเรื่องดีเบตก็คงยากที่บิ๊กตู่จะมา เพราะอย่างว่าโดนพรรคการเมืองรุมมันดูไม่สวย แค่เรื่อง 250 ส.ว. ที่เขาเชื่อกันไปแล้วว่า ต้องโหวตหนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯ ก็ชี้แจงยากแล้ว เห็นเวลาดีเบตที คนของพรรค พปชร. ก็ถูกเอามาค่อนแคะที ซึ่งก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร นอกจากตัวนายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช. เองนั่นแหละที่ต้องประกาศเจตนารมณ์เป็นทางการว่า จะปล่อยให้ ส.ว. ฟรีโหวต แล้ววัดกันที่ผลเลือกตั้งเป็นหลักว่าพรรคไหนนำก็ควรจัดตั้งรัฐบาล
 
พูดไปก็ชักจะอยากเห็นผลเลือกตั้งเร็วๆ แต่ไม่รู้ช่วงรับรองผลก่อนเปิดสภาจะมีเกมอะไรอีกแค่ไหน.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย บุหงาตันหยง
ขอบคุณภาพจาก : www.rtarf.mi.th


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

บอกต่อ : 501