อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2562

จริงหรือ?'สิทธิมนุษยชน' ไม่ใช่นโยบายที่ขายได้

สัปดาห์นี้ไปดูว่าเลือกตั้ง 62 มีอะไรที่ยังขาดไม่ได้พูดถึงบ้าง “สิทธิมนุษยชน” เป็นอีกเรื่องที่มีน้อย ว่ากันว่าไม่ใช่นโยบายที่ขายได้ แล้วพอจะมีพรรคไหนสนใจบ้าง? พฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้แต่ละพรรคก็คึกคักหาเสียงกันใหญ่ เห็น นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บอกว่า โค้งสุดท้ายจำเป็นต้องพักผ่อนให้น้อยลง ถึงกับว่าอาจต้องนอนวันละ 4 หรือ 2 ชม. เพื่อลงพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งพรรคนี้ก็น่าสนใจว่า “บิ๊กตู่” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลงมาช่วยหาเสียงนัดแรกวันที่ 10 มี.ค. ที่โคราช จะช่วยดึงคะแนนเสียงได้แค่ไหน เพราะดูๆ ลูกพรรคก็คาดหวังกันมาก

ก็อย่างว่าคือ พรรคพลังประชารัฐนั้นดูหาเสียงจืดๆ เพราะแกนนำขณะนี้ก็เป็นตัว 4 รัฐมนตรีที่ไม่ใช่นักการเมืองที่คนรู้จักดี ไม่ได้มีภาพว่ามีลูกล่อลูกชนทางการเมืองอะไรมากนัก ประกอบกับคนโฟกัสที่ “ใครจะมาเป็นนายกฯ” สีสันที่สำคัญคือ แคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรคนั่นแหละ โดยเฉพาะแคนดิเดตของ 2 ฝั่งคือ ฝั่งเอา คสช.กับฝั่งไม่เอา คสช. ว่า จะสู้กันแค่ไหน ลีลาขึ้นชกบนเวทีหาเสียงใครดึงความสนใจมากกว่ากัน



เรื่องที่เขาหาเสียงกันเป็นหลัก นโยบายที่เน้นการนำเสนอก็ไม่พ้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเตรียมนำเสนอนโยบายช่วงโค้งสุดท้าย ชูนโยบายระยะสั้นถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาล 100 วันจะทำได้ทันที และยังมีนโยบายระยะกลาง ระยะยาว ส่วน พรรคพลังประชารัฐ นโยบายที่เป็นจุดขายสำคัญก็คือ บัตรคนจน ที่ภูมิใจขนาดว่าบางพรรคก็จะต่อยอดด้วยไม่ยกเลิก ดังนั้นขอให้ประชาชนเอาต้นตำรับนโยบายดีกว่า

นโยบายอื่นๆ ที่น่าสนใจก็อย่างเช่น นโยบายสวัสดิการ พวกเรื่องเงินผู้สูงอายุ หรือเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ที่เห็นเสนอมาเป็นสีสันก็พรรคประชาธิปัตย์ อนาคตใหม่ พลังประชารัฐ จะมีนโยบายแจกเงินเด็กแรกเกิดจนถึงช่วงอายุกี่ปีก็แล้วแต่ทางพรรคจะกำหนด ซึ่งนโยบายนี้ถือว่าดีต่อสภาพสังคมโดยรวม เพื่อกระตุ้นการเกิด ให้มีประชากรชุดใหม่ ก่อนที่ประเทศไทยจะมีอัตราการเกิดต่ำจนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จนไม่มีแรงงานชุดใหม่ในประเทศ

เท่าที่เคยลองพูดคุยกับหลายๆ คนดูว่า “นโยบายอะไรที่การเลือกตั้งเที่ยวนี้ยังขาด” ก็มีเสียงสะท้อนออกมาว่า สิ่งที่ต่างก็นำเสนอกันแบบยังน้อย คือนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็พอเข้าใจว่า “มันไม่ใช่นโยบายที่ขายได้” เพราะนโยบายที่คนสนใจคือเรื่องทำอย่างไรให้การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น กับนโยบายว่ารัฐจะให้อะไรเสียมากกว่า และสายนักสิทธิมนุษยชนเองก็ไม่ค่อยอยู่ในแวดวงการเมืองสักเท่าไหร่ มันก็เลยออกมาค่อนข้างน้อย

ดูๆ ไปเหมือนพวกผู้สมัคร ส..หญิง หรือผู้สมัครที่เป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศน่าจะค่อนข้างให้ความสนใจกับนโยบายเรื่องนี้มากกว่าฝ่ายชาย เพราะกลุ่มนี้มักเคยพบปัญหาความไม่เท่าเทียม และมีการใช้เหตุผลเชิงอนุรักษ์นิยม หรือเรื่องศีลธรรม เมืองพุทธ มากำกับ

ทั้งที่กฎหมายเองก็ควรจะมีพลวัต เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเป็นจริงของโลก อย่างเช่นเรื่องการอนุญาตกัญชา จากเดิมที่เคยเป็นสิ่งเสพติด ก็มีการรื้อถอนความหมายของมัน ก็เป็นตัวอย่างการปรับให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน สายสิทธิมนุษยชนบางคนเห็นว่า กฎหมายบางเรื่องที่กำกับสิทธิ์ในร่างกายก็ควรปรับเปลี่ยน



ลองมาดูๆ ประเด็นที่เขาเคยพูดกันว่า น่าจะต้องมีการ “รื้อถอน” ซึ่งก็ไม่เห็นว่ามีการเสนอ ก็คือเรื่อง “การค้าประเวณีถูกกฎหมาย” ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ในร่างกายเรื่องหนึ่งที่เคยพูดกันเป็นวงเสวนาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นจะนำมาขึ้นถกกันในสภาฯ ด้วยเหตุผลทางศีลธรรมเป็นหลัก ทำนองว่าจะทำลายระบบครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว ที่สามีไปมีอะไรกับผู้ค้าบริการแล้วนอกใจครอบครัว ไปจนถึงประเด็นด้านสุขภาพ ที่ยังเชื่อกันว่าอาชีพค้าบริการแพร่โรคติดต่อ

มันก็มีคนที่ความเห็นค่อนข้างเป็นเสรีนิยมว่า การค้าประเวณีในเมืองไทยมันก็ไม่ใช่น้อย ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เพราะอุปสงค์เยอะ ถ้ามองต่างมุมมันจะกลายเป็นการลดปัญหาการข่มขืนหรือการล่วงละเมิดทางเพศได้ด้วยซ้ำ และก็กลายเป็นการล่อลวงคนมาค้ามนุษย์ได้ หรือเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐหาประโยชน์ ขณะที่การทำให้ถูกกฎหมายเสียอีกที่จะทำให้ผู้ค้าประเวณีสามารถขึ้นทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการ เช่น บริการตรวจสุขภาพได้

ก็มีเสียงเย้ยหยันมาว่า ให้ขึ้นทะเบียนแล้วจะมีใครมาขึ้น? ประเทศไทยยังไม่เสรีขนาดยอมรับอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี้ได้ ใครใจกว้างไปขึ้นทะเบียนถ้ามันดันเปิดเผยขึ้นมาเห็นจะอายไปทั้งอำเภอ แต่ถ้าเห็นความจำเป็นว่าต้องเอาธุรกิจสีเทาขึ้นมาบนดิน มันก็ต้องคิดหาทางกัน อย่างเช่นทะเบียนอาจเป็นความลับ ขึ้นทะเบียนเจ้าของสถานที่ แต่ก็ต้องมาคุยเรื่องแนวทางสำหรับพวกศิลปินอิสระ หรือพวกที่ทำแค่ชั่วระยะสั้นๆ อีก

สิทธิ์ในร่างกายอีกเรื่องที่ก็คุยกันไม่จบ คือเรื่องการทำแท้งเสรี แน่นอนที่ว่าเราถูกกำกับวิธีคิดด้วยระบบศีลธรรม “การทำแท้งคือการฆาตกรรม” รายการทีวีรายการดังเขายังชอบย้ำด้วยซ้ำว่า การมีกรรมจากการทำแท้ง มันจะมีเหตุวิบากตามมาในชีวิต ขนาดไปยุ่งกับทำแท้งชาติที่แล้วกรรมยังตามทัน หรือแบบว่าให้เพื่อนยืมเงินไปทำแท้งยังต้องประสบกรรม แต่ปัจจุบันนี้ปัญหาที่เกิดจากการท้องไม่พร้อมมันมีเยอะแค่ไหนหลายคนก็พอจะนึกออก



การทำแท้งถูกกฎหมายมันก็มีอยู่ คือกรณีที่ทำแท้งจากการถูกข่มขืน หรือการตั้งครรภ์จะส่งผลต่อสุขภาพมารดา ซึ่งเรื่องนี้เราเอาเรื่องความจำเป็นของผู้เป็นแม่มาจับแทนมิติศีลธรรมได้ แต่คำว่า “ความจำเป็น” ก็ขึ้นอยู่กับการยอมรับของสังคมอีกเช่นกัน ถ้ามองว่าการท้องไม่พร้อม ไม่มีปัญญาเลี้ยงให้ดี วัยรุ่นท้องขึ้นมาไม่กล้าไปเรียน มีโอกาสกลายเป็นปัญหาสังคมทั้งแม่ทั้งลูก นั่นก็คือความจำเป็น แล้วมีพรรคการเมืองไหนมีนโยบายจะทำหรือไม่?

อีกเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ์ในร่างกายที่พูดถึงกันมากแล้วในต่างประเทศ และทางยุโรปก็อนุญาตแล้ว คือ สิทธิ์การปลิดชีวิต ที่มากกว่า พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ที่ให้คนป่วยแสดงเจตจำนงไม่ให้แพทย์ยื้อชีวิตเมื่อถึงนาทีวิกฤติได้ แต่ไทยก็ถูกกำกับด้วยมิติศีลธรรม “การตัดชีวิตถือว่าเป็นบาป” ซึ่งน่าจะคุยถึงความหมายและนโยบายมากขึ้น

อีกสิทธิ์ในร่างกายที่กลุ่มข้ามเพศเขาเรียกร้อง คือ การต้องได้รับการยอมรับความเป็นเพศใหม่ ไม่ใช่การถูกปฏิบัติตามเพศกำเนิด เช่น การถ่ายภาพเอกสารราชการ ถ้าข้ามเพศเป็นหญิงแล้วก็ไม่ควรถูกบังคับให้ไปแต่งชายมาถ่ายใหม่ ได้รับการปฏิบัติตามเพศใหม่เช่นใช้นางสาว อันนี้เคยมีข่าวว่ามีการยกร่างไปแล้วคือ พ.ร.บ.รับรองเพศ แต่ก็ไม่รู้ว่าไปถึงขั้นไหน เรื่องนี้มีกลุ่มหลากหลายทางเพศที่สมัคร ส.ส. ที่รอบนี้มีหลายคนคงจะพยายามผลักดัน

นี่ก็คือเรื่องนโยบายที่ไม่รู้ว่า พอการเมืองนิ่งๆ จะหันมาให้ความสนใจกันบ้างไหม.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%