อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562

"ชีวิตผู้คน..ใต้สุดสยาม" ถึงไกลแค่ไหน..ก็ไม่หลงทาง!!

“เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ไม่มีอะไรเลย แต่พอเหตุไม่สงบยุติ ก็มีแต่คนอยากเข้ามาชื่นชม ทำให้แต่ละปีเบตงมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาปีละเป็นแสน ๆ” เสียง “คนนำทาง” บอกเรา ในขณะเดินเข้าสู่ “อุโมงค์ปิยะมิตร” อาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2562 เวลา 10.30 น.

เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ไม่มีอะไรเลย แต่พอเหตุไม่สงบยุติ ก็มีแต่คนอยากเข้ามาชื่นชม ทำให้แต่ละปีเบตงมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาปีละเป็นแสน ๆ” เสียง “คนนำทาง” บอกเรา ในขณะเดินเข้าสู่ “อุโมงค์ปิยะมิตร” พื้นที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในอดีต ที่ปัจจุบันเป็นอีกแลนด์มาร์คสำคัญของ “พื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา” ที่วันนี้เมืองซึ่งได้ชื่อว่าอยู่ใต้สุดแดนสยามแห่งนี้ กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทีละนิด ๆ หลังจากได้ถูกยกระดับให้เป็น 1 ใน 3 เมืองต้นแบบ” ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้ผู้คนและชุมชนที่นี่จำเป็นจะต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเกิดขึ้นนี้ ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปหาคำตอบกันว่า... เบตง...ยังโอเคไหม?”

จากสนามบินหาดใหญ่ เราจะต้องเดินทางโดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเศษ ๆ เพื่อไปยัง “เมืองเบตง” ซึ่งโชคดีที่ระหว่างเส้นทางที่ยาวไกลและใช้เวลานานนั้น มีจุดให้เราแวะพักเพื่อคลายความเมื่อยล้าอยู่เป็นระยะ เช่น “สะพานข้ามเขื่อนบางลาง” ต.แม่หวาด อ.ธารโต ซึ่งขณะนี้สร้างเสร็จแล้ว ทำให้ลดความคดเคี้ยว และย่นระยะทางได้กว่า 15 กิโลเมตร



ถึงแล้ว” เสียงสมาชิกในคณะเอ่ยด้วยความดีใจ เมื่อรถแล่นผ่านจุดตรวจความมั่นคงเข้าเมืองเบตง ซึ่งภาพรถราที่วิ่งไปมากันขวักไขว่ ทำให้บางคนโล่งใจว่า บรรยากาศเบตงก็ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่เคยคิด เพราะก่อนที่จะเดินทางมา มีคนรู้จักหลายคนของสมาชิกเราได้ถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่า... เบตงโอเคไหม?” ซึ่งภาพที่เห็น น่าจะตอบได้ว่า... โอเค...เบตง”

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จภารกิจเยี่ยมชมตามที่คณะของ สกว. ได้จัดตารางไว้แล้วนั้น ในช่วงค่ำ พวกเราก็มีโอกาสได้ชิมเมนูเลื่องชื่อของเบตง นั่นก็คือ “ไก่เบตงสับ” ซึ่งตอนแรกที่อาหารถูกนำมาตั้งไว้ข้างหน้าพวกเรานั้น หลายคนอดที่จะแอบคิดในใจไม่ได้ว่า ดูหน้าตาธรรมดามากเลย เพราะเป็นเพียงไก่ต้มที่ถูกราดมาด้วยซอสสีเข้ม ๆ อะไรสักอย่าง แต่ครั้นพอได้คีบใส่ปากเท่านั้น ก็ไม่มีใครเลยสักคนที่จะสามารถวางตะเกียบลงได้เลย “ถ้าเป็นไก่เบตงแท้ ๆ เวลาเคี้ยวหนังนั้น จะได้รสสัมผัสกรุบ ๆ คล้ายเอ็นครับ ส่วนเนื้อไก่ ถ้าจะให้อร่อยที่สุดต้องเป็นไก่สาวแรกรุ่นที่กำลังจะเริ่มตั้งไข่ครับ เพราะไก่ช่วงนี้จะเริ่มสะสมไขมันแทรกไว้ตามผิวหนัง เมื่อทานคู่กับซอสรสเข้มตามแบบเบตงแท้ ๆ ก็จะได้สัมผัสได้ถึงความชุ่มฉ่ำของเนื้อได้อย่างเต็มปากเต็มคำครับ” เป็นข้อมูลจากผู้รู้ที่ให้ไว้กับเรา เกี่ยวกับ “เมนูไก่เบตงสับ” ในแบบฉบับเบตงสไตล์



หลังอาหารมื้อค่ำ คณะเราแยกย้ายกันเดินชมเมืองเบตงยามค่ำคืน ถึงแม้จะเห็นภาพเจ้าหน้าที่ความมั่นคงยืนประจำตามจุดต่าง ๆ แต่เมื่อสังเกตอากัปกิริยาของผู้คน ก็ดูจะเป็นเรื่องปกติที่คุ้นชินของผู้คนที่นี่ไปเสียแล้ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวซึ่งมีทั้งชาวไทยจากจังหวัดอื่น ๆ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีทั้งคนจีนและมาเลเซีย ก็ดูจะไม่หวั่นไหว หรือรู้สึกหวาดหวั่นกับบรรยากาศเช่นนี้แม้แต่นิดเดียว เพราะทุกคนยังคงใช้ชีวิตกันตามปกติ ทั้งนี้ คณะของเราได้แยกออกเป็นหลายกลุ่ม บ้างก็เลือกแวะร้านขนมโรตี ขณะที่บางกลุ่มเลือกหามุมถ่ายภาพเก๋ ๆ คู่กับ “สตรีท อาร์ท” ที่มีศิลปินมาแต่งแต้มไว้ตามตรอกซอกซอยทั่วเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายด้านการท่องเที่ยวของที่นี่ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง และนอกจากจุดดังกล่าว

อีกจุดที่เป็นไฮไลต์คือ “อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์” ซึ่งเป็นอุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของไทย ที่ถูกตกแต่งด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศค่อนข้างมาก



จุดเด่นของเบตง นอกจากแหล่งท่องเที่ยวแล้ว วัฒนธรรมประเพณีที่ผสมผสานกันขึ้นจากผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ก็ทำให้เบตงมีเสน่ห์ไม่แพ้ที่อื่นครับ ด้วยเหตุนี้ ทำให้เบตงจึงถูกมองว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีศักยภาพสูง ที่จะนำเรื่องการท่องเที่ยวมาใช้เป็นกลไกในการขยับเขยื้อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” เป็นข้อมูลที่ ผศ.ดร.ชัยรัตน์ จุสปาโล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา และหัวหน้าโครงการวิจัยยุทธศาสตร์การ 4 พัฒนาเมืองเบตงเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ สกว. บอกเรา อย่างไรก็ตาม อาจารย์คนเดิมได้บอกเราว่า แม้คำขวัญอย่าง “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน” จะสื่อถึงเบตงในการเป็นดินแดนซึ่งมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลาย แต่ในความเป็นจริงนักท่องเที่ยวก็ยังคงรู้จัก “เบตง” ไม่มาก เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่มากมาย จึงทำให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนผ่านการทำงานวิจัยระหว่างนักวิชาการและชุมชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านมีชุดข้อมูลมากพอที่จะนำไปใช้ตัดสินใจเลือกอนาคตของตนเอง “เดี๋ยวเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนนะครับ เพราะพรุ่งนี้เราจะต้องตื่นเช้ามืด เพื่อไปชมอันซีนอีกจุดของเบตง” เป็นคำกล่าวลาในค่ำคืนนั้น พร้อมกับระบุถึงกำหนดการในวันรุ่งขึ้นของคณะเรา



เช้าวันรุ่งขึ้น คณะเราลงมาตั้งแถวรอหน้าโรงแรมที่พักตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง เพื่อจะรอขึ้นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อไป “ทะเลหมอกไต้ต๋ง” ซึ่งอยู่ในพื้นที่บ้านจาเราะซูซู ต.ธารน้ำทิพย์ โดยเมื่อมากันครบแล้ว ขบวนรถก็ออกเดินทางวิ่งฝ่าความหนาวเย็นของอากาศและความมืดทันที ซึ่งใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงเศษ เราก็มาถึงจุดหมาย โดยภาพแรกที่ปรากฏนั้น เป็นภาพสายหมอกสีขาวค่อย ๆ เรียดยอดเขา ท่ามกลางแสงสีส้ม สีแดง สีชมพูของพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากทิวเขา จนเกิดเป็นภาพที่งดงาม จนทำให้หลายคนลืมตัวอุทานว่า... สวยเหมือนสวรรค์”

ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่ชุมชนกับนักวิจัยช่วยกันจัดทำเส้นทางขึ้น เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเบตงครับ” อาจารย์ชัยรัตน์ บอกเราขณะยืนชื่นชมแสงสียามเช้าของจุดชมวิวทะเลหมอกไต้ต๋ง พร้อมกับแจกแจงถึง กระบวนการ ที่นำเรื่องของการท่องเที่ยวมาใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนว่า การท่องเที่ยวเป็นเหมือนแขนขาข้างหนึ่งที่ถูกหยิบยกนำมาใช้เชื่อมโยงกระบวนการค้นหาข้อมูลของชุมชนในพื้นที่ เพื่อที่จะหาคำตอบและนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้ไปใช้ตัดสินใจเลือกทิศทางของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งจะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ทางผู้นำชุมชนที่ได้เข้าร่วมกระบวนการวิจัยในเรื่องนี้ อย่าง ศรัญวิชญ์ นวลเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านบ่อน้ำร้อน ต.ตาเนาะแมเราะ ได้เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เดิมที ต.ตาเนาะแมเราะ นักท่องเที่ยวจะรู้จักแหล่งท่องเที่ยวแค่การมาบ่อน้ำร้อนเบตง อุโมงค์ปิยะมิตร และสวนดอกไม้เมืองหนาว ทั้งที่มีจุดท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง แต่กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก ทางชุมชนจึงลุกขึ้นมาสืบค้นข้อมูล และนำมาค้นหาว่า ทรัพยากรท่องเที่ยวจุดใดบ้าง ที่มีศักยภาพเพียงพอจะส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จนเกิดเป็นแผนที่ท่องเที่ยวฉบับใหม่ขึ้น อาทิ เส้นทางท่องเที่ยวสวนส้มโชกุน และแปลงผักน้ำขั้นบันได เป็นต้น



อยากให้เป็นทางเลือกใหม่ให้นักท่องเที่ยวครับ อีกประการก็คือ อยากให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วยครับ” ผู้ใหญ่บ้านคนเดิมกล่าวเรื่องนี้กับเรา

นอกจากพื้นที่ ต.ตาเนาะแมเราะ ที่มีชาวบ้านเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้แล้ว กับอีกหลาย ๆ ชุมชนก็ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นชีวิตเช่นกัน เช่น กลุ่มเเม่บ้านเกษตรกรกาแป๊ะกอตอใน (โกปี๊วังเก่า) ที่ชาวบ้านร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์โกปี๊ ซึ่งเป็นกาแฟโบราณที่มีเรื่องราวและอายุยาวนานกว่า 100 ปีให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นมากขึ้น จนเป็น “ของดี” ซึ่งผู้ได้มาเยือนเมืองเบตงห้ามพลาดที่จะได้ลิ้มลองรสชาติ

ขณะที่มุมมองต่อการขับเคลื่อนเมืองเบตงผ่านการวิจัยนั้น จรูญ แก้ววจีทรัพย์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ก็ได้ให้ทรรศนะน่าคิดในเรื่องนี้ว่า...เบตงมีเสน่ห์หลากหลายด้าน แต่ที่ผ่านมาคนภายนอกอาจเห็นเบตงเพียงแค่ไม่กี่ภาพเท่านั้น เพราะบางมุมนั้นภาพที่สื่อออกไปอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่เมื่อมีเกิดการนำเอากระบวนการวิจัยมาใช้ ก็ส่งผลช่วยทำให้ผู้คนเห็นภาพบ้านเมืองของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ทราบถึงศักยภาพว่า... พร้อมหรือไม่พร้อม และมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากน้อยเท่าใด ที่สำคัญกระบวนการที่เกิดขึ้นยังช่วยให้ “คนเบตง” รู้ว่า...ควรจะเดินไปทิศทางใดดี ท่ามกลางการพัฒนาที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นนี้ “แม้เส้นทางนี้จะยังอีกไกล กว่าที่จะถึงจุดหมาย แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่สะเปะสะปะเดินแน่นอนครับ” จรูญ กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนที่ “ทีมวิถีชีวิต” ที่จะโบกมือลา “เบตง...แดนใต้สุดสยาม” นั้น เรามีโอกาสสนทนาส่งท้ายกับทางนักวิจัย อย่าง ผศ.ดร.ชัยรัตน์ ที่ได้ย้ำจุดหมายของกระบวนการที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ว่า... หวังว่ากระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ จะช่วยทำให้คนเบตงมีข้อมูลมากพอที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดทิศทางชีวิต หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้เบตง...”

เดินไป...แบบไม่หลงทาง.

-------------------------------------------
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%