อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562

ถอดรหัสลายผิวทั้ง10นิ้ว ช่วยบอกศักยภาพบุคคล

คุณผู้อ่านเคยรู้จัก “ลายผิววิทยา” หรือการสแกนนิ้ว ที่สามารถบอกนิสัยและศักยภาพของบุคคลหรือไม่ ในสัปดาห์นี้จึงจะพาไปค้นหาถอดรหัสลายนิ้วมือให้ครบทั้ง 10 นิ้ว จันทร์ที่ 18 มีนาคม 2562 เวลา 14.00 น.


ผมเคยได้ยินชื่อของ P-PAC เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้วตั้งแต่ลูกชายเรียนชั้นอนุบาล แต่ผมยังไม่สนใจเพราะสมัยนั้นทางเลือกให้ทำแบบทดสอบเด็กๆ มากมายหลายวิธี เช่น การคอยสังเกตพฤติกรรมที่เด็กมีความถนัดด้วยการร่วมกิจกรรมฐานต่างๆ การสแกนลายนิ้วมือ การนำเอาเยื้อบุกระพุ้งแก้มนำไปตรวจ ผมดูแล้วราวกับ FBI เก็บหลักฐานด้านอาชญวิทยาเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านโพสต์ของรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ลูกชายเคยทำ P-PAC แล้วสามารถวิเคราะห์ลักษณะนิสัยบางอย่างออกมาได้ชัดเจนจนน่าประหลาดใจ แถมยังเพิ่มเติมการให้คำแนะนำวิธีการพัฒนาศักยภาพสำหรับลูกได้อย่างเฉพาะเจาะจงด้วย ผมมองเห็นความสำคัญว่าลูกชายกำลังจะโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น มีการเปลี่ยนแปลงจากวัยประถมฯ มาเป็นวัยมัธยมฯ เขาเริ่มแสดงออกถึงความสนใจและความถนัดที่แตกต่างไปจากเมื่อวัยเด็ก ซึ่งเราในฐานะพ่อแม่น่าจะช่วยส่งเสริมได้ โดยทั่วไปเราอาจดูจากผลการเรียนวิชาต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ แต่ถ้าลองหาตัวช่วยอย่างการทำ P-PAC มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินต่อในชั้นมัธยมฯ ของลูกก็น่าทำได้ดีขึ้น



วันที่พาลูกไปที่อาคารปัญจภูมิ แถวสาทร ลูกก็งงๆ หน่อยครับ เพราะไม่ใช่แค่ปั๊มลายนิ้วมืออย่างเดียว เขาได้สแกนลายเท้าด้วย เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี จะมีการปั๊มฝ่าเท้าเพื่อดูเรื่องระบบประสาทสัมผัส หลังจากที่ทำเก็บลายผิวเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้ปกครองให้มาฟังผลการวิเคราะห์ภายในอีก 2 สัปดาห์ โดยที่ตัวเด็กไม่ต้องมาฟังด้วย

เมื่อถึงวันนัดหมาย ผมได้ไปฟังผลการวิเคราะห์พร้อมกับภรรยา มีนักวิเคราะห์ผลพูดถึงขั้นตอนต่างๆ เช่น การบอกลักษณะนิสัยที่เป็นพื้นเดิมของลูกโดยเทียบกับนก 5 ประเภท พูดถึงวิธีการสอนลูกเพราะเด็กแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน บอกถึงความสามารถ 10 ด้านอิงจาก “ทฤษฎีพหุปัญญา” แนะนำวิธีการเรียนและการพูดคุยที่เหมาะกับลักษณะนิสัยของลูก การทำงานร่วมกันของสมองซีกซ้ายและขวา รวมถึงสายอาชีพที่เหมาะสมในอนาคตอีกด้วย

ถ้าถามว่าผมและภรรยาพอใจผลในการวิเคราะห์หรือไม่ เราพอใจและประหลาดใจไปพร้อมๆ กันครับ สิ่งที่นักวิเคราะห์พูดออกมา ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักลูกเรามาก่อนเลย สำหรับลูกผมตรงถึง 90% อาทิ ลูกชายผมมีพื้นฐานนิสัยที่เป็นนกห่านป่าและนกยูงอย่างละครึ่ง ห่านป่าจะมีนิสัยที่ทำอะไรมีเหตุผล ทำเป็นขั้นตอนเป๊ะๆ แต่ด้วยความเป็นนกยูงอีกครึ่ง เขาก็จะชอบขึ้นเวที กล้าแสดงออก แต่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อคำพูดและความรู้สึกของคนรอบข้างมาก นักวิเคราะห์บอกผมว่า ไม่ว่าลูกจะทำอะไรต้องให้กำลังใจ พ่อแม่ไม่ต้องพูดเยอะ ลดคำตำหนิ เพราะยิ่งต่อว่าลูกก็จะยิ่งพัง อันนี้ประสบการณ์ตรงเลยครับ ลูกชายผมไปเล่นกอล์ฟมา 3-4 ปี แต่ก็ยังทำผลงานไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ ที่แท้ก็เป็นเพราะตัวผมเองที่เดินตามลูกเวลาแข่งแล้วคอยบ่นลูก แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกเปลี่ยนมาแข่งเปตอง ผมก็ยังคงตามไปเชียร์ที่ขอบสนาม แต่คราวนี้ผมไม่พูดอะไรเลย ยิ้มให้และชูนิ้วโป้งว่ายอดเยี่ยมให้อย่างเดียว ปรากฏว่าได้ผลดีกว่ามาก ลูกตั้งใจฝึกฝนและเชื่อฟังโค้ชจนได้รับเหรียญเงินเลย...ทั้งหมดทั้งปวงเป็นเพราะผมยังไม่เคยรู้พื้นฐานนิสัยของเขามาก่อน จึงใช้วิธีการพูดคุยแบบที่ไม่เหมาะสมกับเขามาตลอด



ภรรยาผมชอบที่นักวิเคราะห์พูดถึงศักยภาพสิ่งที่ลูกมีและควรส่งเสริมลูกในด้านนั้นอย่างไร เพราะภรรยาผมพร้อมจะสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาและดนตรีที่ลูกมีศักยภาพด้านนี้อยู่ พอผลวิเคราะห์ออกมาตรง เธอจึงไม่ลังเลที่จะส่งเสริมลูกทางด้านนี้ต่อไป ส่วนผมเองเห็นว่าเป็นเรื่องดีน่าจะเขียนถึงประโยชน์ที่เราได้รับ และอยากทราบหลักคิดและกระบวนการทำงานเบื้องหลังการวิเคราะห์ศักยภาพของบุคคลด้วยวิธีนี้ จึงติดต่อไปยัง P-PAC หรือชื่อเต็มๆ ว่า Panyatara Potential Analysis Centre และทาง P-PAC ได้ประสานงานให้ผมได้เข้าพบกับ คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ที่ริเริ่มในการนำ P-PAC มาเผยแพร่ในเมืองไทย พร้อมกันนั้นก็ได้รับฟังการบรรยายจากเหล่าซือเหลียนหยู่ซิ้ง ปรมาจารย์ด้านศาสตร์ลายผิวที่บินมาจากประเทศไต้หวัน เพื่ออธิบายทฤษฎีและให้ความรู้ที่ละเอียดขึ้น

ผมเล่าให้คุณก่อศักดิ์ฟังว่า นักวิเคราะห์ไม่เคยรู้จักลูกชายผมเลย แต่ดูลายผิวแล้วสามารถพูดถึงลักษณะนิสัยได้แม่นยำมาก คุณก่อศักดิ์ได้อธิบายให้ผมฟังว่า การวิเคราะห์ลายผิวนั้นแตกต่างจากการดูลายมือแบบหมอดูดังนี้

1.P-PAC ดูที่ลายผิวที่เป็นสันบนนิ้วมือ (Ridge) ไม่ใช่บริเวณที่เป็นร่องลงไป (Furrow) เหมือนที่หมอดูดูเส้นต่างๆ บนฝ่ามือ

2.ลายผิวของเราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตของเรา จะมาทำ P-PAC ตั้งแต่ 2 ขวบก็ได้ หรือ 80 ปีก็ได้ และลายผิวนี้เป็นการใช้ระบุตัวบุคคล แม้จะเป็นฝาแฝดที่หน้าเหมือนกันทุกอย่าง แต่ลายผิวนิ้วมือจะไม่เหมือนกัน มีวงปีต่างกันเหมือนวงปีต้นไม้ ดังนั้น FBI จึงสแกนลายผิวนิ้วมือและใช้เก็บข้อมูลบุคคล แต่ถ้าเป็นเส้นลายมือจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฮอร์โมนในร่างกาย

3.P-PAC จะบอกสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่กำเนิด บอกเราเรื่องอดีตได้ แต่ไม่ได้บอกอนาคต การบอกถึงสิ่งที่คุณมีเพื่อที่คุณจะได้มองเห็นว่าอนาคตคุณจะทำอย่างไรกับชีวิตของคุณ P-PAC จะทำหน้าที่เสมือนกับ “แผนที่ชีวิต” ทำให้คุณสามารถเลือกที่จะพัฒนาศักยภาพของคุณเองต่อไปได้ ส่วนหมอดูมักจะพูดถึงอดีตที่ผ่านมาหรืออนาคตที่ยังไม่เกิดก็ได้

4.คุณก่อศักดิ์เน้นย้ำว่า P-PAC ทำมาเพื่อให้คุณเข้าใจตนเอง รู้ว่าคุณมีจุดแข็งด้านไหน เพื่อเสริมจุดเด่นที่สุด ในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้รู้ว่าคุณมีจุดอ่อนด้านไหน เพื่อควบคุมจุดด้อย เมื่อทราบอย่างนี้แล้วคุณจะได้วางแผนที่จะพัฒนาเป้าหมายชีวิตของคุณ ดึงศักยภาพที่แฝงอยู่มาใช้ให้เต็มที่ ในขณะที่หมอดูจะช่วยให้คุณมีแรงจูงใจ ให้กำลังใจ และทักเตือนในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต

5.หมอดูอ่านเส้นลายมือแล้วทายได้เลยและดูบ่อยเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ แต่ P-PAC ทั้งชีวิตดูเพียงครั้งเดียว ส่วนวิธีการจะซับซ้อนกว่า เพราะหลังจากสแกนนิ้วทั้ง 10 นิ้วแล้ว จะส่งลายผิวไปวิเคราะห์และถอดรหัสที่ประเทศไต้หวัน แล้วส่งผลกลับมาที่เมืองไทยเพื่อจัดหมวดหมู่ในการวิเคราะห์แต่ละด้าน

คุณก่อศักดิ์ต้องการให้ P-PAC เป็นเครื่องส่งเสริมให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขาชอบและถนัด ไม่อยากให้เด็กถูกพ่อแม่บีบบังคับเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ คุณก่อศักดิ์ยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่แม่อยากให้ลูกคนโตเรียนวิศวะ ทั้งๆ ที่เด็กคนนี้อยากเรียนสถาปัตย์ แต่เด็กก็ยอมเลือกตามแม่จึงสอบเข้าเรียนคณะวิศวะ พอลูกคนที่ 2 อยากเรียนนิเทศฯ แต่แม่ยังอยากให้เข้าเรียนวิศวะตามพี่ไป พอดีว่า P-PAC เข้ามาในปี พ.ศ.2553 ครอบครัวนี้ได้มาสแกนลายผิว ลูกคนเล็กมีนิสัย บุคลิก และความถนัดที่เหมาะสมที่จะเรียนคณะนิเทศฯ แม่จึงยอมให้เรียน ส่วนพี่น่าสงสารเมื่อผลออกมาแล้ว เขามีความสามารถทางสถาปัตยกรรมชัดเจน แต่กลับต้องไปเรียนวิศวะตามที่แม่เลือกให้



ต่อมาเมื่อพูดถึงเรื่องลักษณะนิสัย คุณก่อศักดิ์ได้อธิบายถึงนก 5 ชนิด (คุณก่อศักดิ์บอกผมว่าจริงๆ มีนก 9 ชนิด เพราะจะมีตัวตรงข้ามกันด้วย แต่จัดหมวดหมู่เหลือ 5 ชนิดเพื่อความเข้าใจที่ง่ายกว่า) ถ้าเปรียบบุคลิกลักษณะนิสัยของคนเป็นนกได้ 5 ประเภทดังนี้ครับ

1.นกเหยี่ยว มีวิสัยทัศน์ มองภาพกว้างได้ดี ชอบอะไรที่ท้าทาย ต้องได้แสดงความสามารถ มีความเป็นผู้นำสูง ชอบทำงานคนเดียว เน้นผลลัพธ์และเป้าหมาย ต้องการความชัดเจน ตรงประเด็น

2.นกห่านป่า เน้นทำงานเป็นทีม ไม่ชอบทำงานคนเดียว มีขั้นตอนและกฎระเบียบในการปฏิบัติ มีมาตรฐานสูง เน้นรายละเอียดความถูกต้องและต้องทำให้ดีที่สุด

3.นกยูง มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มักจะเปิดการสนทนาก่อน มีทักษะในการโน้มน้าวคน ชอบที่จะแสดงออก เสนอความคิดเห็น มองโลกในแง่ดี ชอบบรรยากาศดีๆ ใส่ใจในภาพลักษณ์

4.นกกระจอกเทศ เน้นความสัมพันธ์กับผู้คน สุภาพ อ่อนโยน มีความอดทนอดกลั้นสูง ไม่ชอบความขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาท

5.นกแก้ว ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คนและข้อมูลข่าวสาร ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เป็นบุคลิกภาพของประชากรส่วนใหญ่

คุณก่อศักดิ์ เล่าถึงลูกชายคนเล็กว่า “นิสัยเขาเป็นนกห่านป่าเต็มตัว ตั้งแต่เด็กมาแล้ว จะทำอะไรคิดแล้วคิดอีก จึงเหมือนไม่กล้าตัดสินใจอะไร กว่าจะเริ่มทำอะไร แม่เขาต้องทั้งผลักทั้งดันให้เริ่มต้นทำเสียที แต่พอเขาได้ทำอะไรแล้วก็มักจะทำออกมาได้ดีเสมอ เมื่อพามาทำ P-PAC ทำให้ผมและภรรยาเข้าใจลูกมากขึ้นว่าลูกคนนี้ก็เป็นของเขาแบบนี้แหละ เพราะเขาเป็นนกห่านป่า สุดท้ายเขาทำงานเกี่ยวกับด้านกฎหมาย”

เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ในการทำ P-PAC นำไปใช้ได้หลายมุม เช่น คนที่ทำจะได้รู้จักกับตัวเอง ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองที่ซ่อนอยู่ พ่อแม่จะเข้าใจลูกมากขึ้นว่าควรเลี้ยงลูกแต่ละคนอย่างไร ลดปัญหาครอบครัวให้น้อยลงเพราะต่างคนเข้าใจและยอมรับความต่างของกันและกัน ไม่ไปจี้ใจดำหรือเน้นที่จุดด้อยอีกฝ่ายหนึ่ง หรือในกรณีที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว บริษัทต่างๆ ก็สามารถส่งผู้บริหารและพนักงานมาทำ P-PAC เพื่อสรรหาคนเข้าทำงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน หรือวางแผนการพัฒนารายบุคคลได้อย่างถูกต้อง รวมถึงเห็นภาพรวมขององค์กรได้ชัดเจนขึ้น

ต่อจากนั้น ผมได้ไปฟังการบรรยายกับเหล่าซือเหลียนหยู่ซิ้ง ปรมาจารย์ด้านศาสตร์ลายผิวจากประเทศไต้หวัน วันนั้นผมต้องใส่หูฟังแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยครับ ท่านอาจารย์เหลียนจบคณะวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเฉิงตู แต่ท่านสนใจด้าน “ลายผิววิทยา” มาตลอด 24 ปี ท่านได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมองและลายผิวบนนิ้วมือและนิ้วเท้า การพัฒนาสติปัญญาเพื่อมุ่งสู่การศึกษารูปแบบสมัยใหม่ เพราะช่วยให้วางแผนการศึกษาของเด็กให้มีเป้าหมาย ลดการเสียงบประมาณและเวลาในการเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่ ท่านอาจารย์ได้แสดงตัวเลขที่พบว่า 54.8% เป็นคนทำงานไม่ตรงกับที่ได้ร่ำเรียนมาในมหาวิทยาลัย วันนั้นอาจารย์ได้พูดเน้นเรื่องการให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เป็นตัวตนของเขามากๆ ครับ และผมชอบประโยคหนึ่งที่ว่า “อยากให้ลูกเป็นอย่างไร พ่อแม่ต้องเป็นอย่างนั้นด้วย...อยากให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ พ่อแม่ก็ต้องส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์...อยากให้ลูกมีความสุข พ่อแม่ก็ต้องมีความสุขและสนับสนุนในสิ่งที่ลูกเป็น”



ช่วงท้ายของการบรรยาย เจ้าหน้าที่ได้ให้ทุกคนที่มาฟังได้สแกนนิ้วโป้งซ้ายและนิ้วโป้งขวา ถือว่าเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ทุกคนได้มีส่วนร่วม เพราะอาจารย์ได้วิเคราะห์ถึงนิ้วโป้งซ้ายที่พูดถึงบุคลิกลักษณะนิสัย และนิ้วโป้งขวาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเรื่องงาน โดยลายผิวส่วนใหญ่จะมีหลักๆ 3 ลายคือ ลายก้นหอย (Whorl) ลายกระโจม (Arch) ลายมัดหวาย (Loop) แต่ก็จะมีเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 2 ลาย เช่น Double Loop และ Radial ที่หายาก

ท่านอาจารย์เหลียนได้ทิ้งท้ายไว้ว่า คนทุกคนต่างเป็นอัจฉริยะในทางของตัวเองที่จะถนัดไปในด้านไหน สำคัญที่ว่าได้เจอศักยภาพของตัวเองแล้วหรือยัง

ก่อนกลับ ผมได้พูดคุยกับคุณจอย-คุณอมรรัตน์ ประทุมมา ผอ.ศูนย์วิเคราะห์ศักยภาพปัญญธารา (P-PAC) ผมเล่าให้คุณจอยฟังว่า ผมสนใจและกำลังศึกษาเรื่องนี้เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อเด็กและครอบครัว คุณจอยเลยบอกว่า ถ้าบทความของผมช่วยให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพตัวเอง ทาง P-PAC ยินดีจะให้ส่วนลด 30% แค่แจ้งว่าได้รับคำแนะนำมาจากบทความ “ก้อนเมฆเล่าเรื่องในเดลินิวส์ออนไลน์” ตั้งแต่วันนี้จนกระทั่งถึงวันที่ 30 มิ.ย.62 โดยติดต่อได้ที่เบอร์ 02-071-2999 ครับ.
.......................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 262