อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562

นโยบาย'ลดแลกแจกแถม' ปชช.ก็อยากรู้ที่มาของเงิน

สัปดาห์นี้สิ่งที่น่าสังเกต “นโยบายลดแลกแจกแถม” ประกาศจะทำสารพัดอย่าง มีพรรคไหนพูดถึงวินัยการคลังบ้าง ซ้ำแหล่งที่มาของเงินไม่ระบุ ประชาชนก็สงสัยว่าจะให้ไปหวังการบริหารเอาข้างหน้าเหรอ? พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ผ่านการเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว ก็เรียกว่าเป็นเรื่องน่าชื่นใจไม่น้อยที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ล้นหลาม ซึ่งเฉพาะใน กทม. มีลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ 929,061 คน มาใช้สิทธิ์ถึง 810,306 คน คิดเป็นร้อยละ 87.22 ภาพความตื่นตัวในการใช้สิทธิ์ ถ้าเรามองในแง่การเมืองสองขั้ว คือเอากับไม่เอารัฐบาลทหาร มันก็แล้วแต่จะตีความว่า หมายถึง “อยากส่งลุงตู่กลับบ้าน” หรือกระทั่งว่า “อยากให้อยู่ต่อเพราะชอบนโยบาย ชอบที่บ้านเมืองสงบ” ก็ได้ ก็น่าลุ้นกันต่อไป

พอเข้าสัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้ง สีสันก็ยิ่งมากเพราะแต่ละพรรคก็ต้องงัดกลเม็ดเด็ดพรายอะไรออกมาดึงคะแนนเสียงอย่างมาก ซึ่งก็ไม่พ้นนโยบายว่าประชาชนจะได้ผลประโยชน์อะไรถ้าเลือกพรรคเรา ผลประโยชน์ที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือรูปแบบตัวเงินหรือรัฐสวัสดิการ นโยบายแต่ละเรื่องจึงมีการ “ลดแลกแจกแถม” เต็มไปหมด แบบหาเสียงบอกวงเงินมาก็ทำเอาหลายๆ คนงงๆ ไปเหมือนกันว่า “จะไปหาเงินจากไหน”

แจกกันอย่างที่เรียกว่า “จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน” กันเลยทีเดียว นโยบายสนับสนุนเงินในการใช้ชีวิตมีมาตั้งแต่เรื่องการอุดหนุนการเกิด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า มันควรส่งเสริม เนื่องจากประเทศไทยในปี พ.ศ.2564 ก็จะเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุ จำเป็นต้องกระตุ้นการเกิดเพื่อผลิตแรงงานชุดใหม่เข้ามาในระบบ และการเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ทำงานหนักไม่ได้ รัฐจะต้องอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อดูแลผู้สูงอายุอีก



พรรคที่ปล่อยนโยบายอัดฉีดเงินกระตุ้นการเกิดออกมาพรรคแรก คือ ประชาธิปัตย์ กับนโยบาย “เกิดปั๊บรับเงินแสน” จ่ายเบี้ยเด็กเข้มแข็ง ที่จะจ่ายให้เด็กอายุ 0-8 ปี ในอัตรา 1,000 บาท/เดือนแบบก้าวหน้า จัดอาหารเช้าและกลางวันให้เด็กฟรีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ม.3 และยังมีนโยบายอื่นๆ เช่น การส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคยืนยันว่าสามารถทำได้ ใช้เงินปีละราวหมื่นล้านบาท

แต่ต่อมานโยบาย “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ออกมาแย่งซีน จะดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอดจำนวน 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนเติบโตอายุถึง 6 ขวบ จะเป็นเงิน 181,000 บาท/เด็ก 1 คน

นอกจากนั้นแต่ละพรรคเองก็มีนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และยังมีนโยบายเพื่อช่วยเหลือคนจน คือการสานต่อบัตรคนจนที่นอกจากพรรค พปชร. จะชูขึ้นมาแล้ว บางพรรคก็ยังเห็นว่ายังไม่ควรยกเลิก แถมยังจะอัดฉีดเงินเข้าไปเพิ่มอีก และพอมาโค้งสุดท้าย พปชร. ก็ทำให้เกิดกระแสฮือฮากันไปทั่วเมือง ที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 425 บาท และเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 20,000 บาท ฟังดูคล้ายสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ก็จะเพิ่ม 2 อย่างนี้



ไม่รู้เรื่องนี้ทำเอา “บิ๊กตู่” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ร้อนหูขึ้นมาหรือไม่ ถึงต้องออกสารด่วนในวันรุ่งขึ้นว่า กรณีการชูนโยบายว่าจะดำเนินการเรื่องใดๆ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก บางเรื่องก็อาจกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ เอกชนรวมถึงภาครัฐ ทุกรัฐบาลจะต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบ วิธีการ กฎหมายด้านงบประมาณ การเงิน การคลังและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณางบประมาณของภาครัฐ

มันก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาการหาเสียงไปเน้นการอัดฉีดเงินมากเกินไป จนกลายเป็นการขายฝันที่เอาเข้าจริงไม่สามารถทำได้เพราะเงินไม่พอหรือไม่ รัฐบาลทหารนี้ก็แสดงทีท่ารังเกียจประชานิยมมาว่าทำให้เศรษฐกิจเสียหาย เป็นการมอมเมาประชาชน โดยจำเลยตัวสำคัญก็คือโครงการจำนำข้าวนี้เอง ถึงได้บัญญัติเรื่องความเป็นไปได้ในการหาเสียง และเรื่องวินัยการเงินการคลังออกมาเป็นกฎหมายชัดๆ

การหาเสียงนั้นถ้าว่ากันตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ม.57 มาตรา 57 ระบุว่า ให้การโฆษณานโยบาย ของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงิน อย่างน้อยต้องแสดงรายละเอียด 3 ส่วน คือ 1.วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงิน ที่จะใช้ในการดําเนินการ 2.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดําเนินนโยบาย 3.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดําเนินนโยบาย หากไม่ดำเนินการ ให้ กกต. สั่งให้ดำเนินการ หรือไม่ทำอีกก็สั่งปรับได้ไม่เกิน 5 แสนบาท



พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2560 มาตรา 9 ก็ระบุว่า ครม. ต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินอย่างเคร่งครัด ครม. ต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ ต้องไม่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว

แต่ดูไปดูมา ณ ขณะนี้เหมือนแค่ส่วนของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองเอง เรื่องการโฆษณานโยบาย ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมีแอคชั่นอะไร ทียื่นยุบพรรคเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งแล้วเห็นเอ็นจีโอบางเจ้าออกแอคชั่นกันจัง ทั้งที่การลดแลกแจกแถมในการหาเสียงครั้งนี้ดูจะดุเดือดกว่าที่ผ่านๆ มาด้วยซ้ำ ซึ่งก็อย่างที่บอกคือ “เลือกตั้งเที่ยวนี้เดิมพันระหว่างสองขั้วมันสูง” ก็ต้องหาอะไรจูงใจไปจนถึงขั้นมอมเมาให้คนมาเลือกให้ได้

ดูไปดูมา มันก็เหมือนกับว่าแต่ละพรรคการเมืองประกาศจะทำโน่นจะทำนี่ แต่แหล่งที่มาของเงินไม่ระบุ อาจเป็นประเภทให้ไปหวังการบริหารเอาข้างหน้าว่าหาเงินได้แน่ อย่างเช่นกรณีการสนับสนุนราคาสินค้าเกษตร ข้าวได้ตันละกี่บาทว่าไป ยางได้ตันละกี่บาทว่าไป บอกไปก่อนว่าจะทำให้ได้ แต่ไม่บอกว่าจะทำอย่างไร วิสัยทัศน์ในการขายสินค้าเป็นอย่างไร พอทำไม่ได้ก็ค่อยไปโทษตลาดโลกเอาทีหลังว่าประเทศอื่นแชร์ตลาดเยอะ อย่างนั้นหรือ?

กลายเป็นว่านโยบายที่แต่ละพรรคพูดถึงกันน้อย ทั้งที่มักจะถูกหยิบยกมาใช้เป็นข้ออ้างของการรัฐประหาร คือ นโยบายปราบทุจริต เพิ่งเห็นพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไปพรรคเดียว เรื่องการทำแอปพลิเคชันแจ้งโกง หรือการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมให้ ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคแจกแจงเรื่องการทำธุรกิจของเครือญาติ การแจกแจงเรื่องการรับสิทธิพิเศษต่างๆ หรือกระทั่งให้ยกเลิกรับบางสิทธิ์ เช่น การบินชั้นเฟิร์สคลาส

จะลดแลกแจกแถมกันเยอะ ก็ไม่ควรขายฝันมาก และเรื่องความโปร่งใสก็ยังสำคัญเสมอ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    17%
  • ไม่เห็นด้วย
    83%

บอกต่อ : 216