อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

ศึกชิงขุมทรัพย์ดิวตี้ฟรีเดือด 'สมาคมค้าปลีกไทย'รุกคืบ

สัปดาห์นี้ลัดเลาะเจาะลึกศึกแย่งชิงสัมปทาน “ดิวตี้ฟรี” เลื่อนขายซองประกวดราคาออกไปไร้กำหนด แถมสมาคมค้าปลีกไทย ออกโรงค้าน “สัญญาเดียว” ชู “สัมปทานแบบหมู่” จัดวางสินค้าคล้ายในห้างฯ พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง การเมืองบ้านเราก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อุณหภูมิในการแย่งชิงสมรภูมิ “สัมปทานดิวตี้ฟรี” ก็ร้อนฉ่าไม่แพ้กัน ถึงขั้นที่ “พล..ประยุทธิ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาดับกระแสร้อน ด้วยการสั่งเบรกไปก่อน

ล่าสุด “นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ก็ตัดสินใจเลื่อนขายซองประกวดราคาโครงการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์และร้านค้าปลอดภาษีอากร “ดิวตี้ฟรี” ออกไป จากเดิมจะประกาศขายซองในวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาจนถึง 1 เม.ย.นี้ ความร้อนแรงทั้งหลายทั้งปวงมาจากสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีเดิม จะหมดอายุในวันที่ 27 ก.ย. 63 หรือเหลือเวลาแค่อีกปีกว่า ๆ ซึ่งทาง ทอท. ต้องเร่งเตรียมการเปิดประมูลล่วงหน้า 1 ปี



เงื่อนปมที่ทำให้อุณหภูมิร้อนแรง มาจากเงื่อนไขการประมูลแบบ “สัญญาเดียว” ในพื้นที่ดิวตี้ฟรี เป็นชนวนให้ กลุ่มที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะ “สมาคมค้าปลีกไทย” ได้ออกมาคัดค้านสุดตัว พร้อมกับเสนอเงื่อนไขว่า ควรจะใช้ “ระบบสัมปทานเป็นหมวดหมู่สินค้า” หรือที่เรียกว่าby category” เช่น หมวดสินค้าเครื่องสำอาง หมวดสุราและบุหรี่ หมวดสินค้าแฟชั่น โดยอ้างว่าจะทำให้เกิดความหลากหลายของสินค้า ทำให้สินค้าไม่ถูกจำกัด นักท่องเที่ยวมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่ตัวเองถูกใจมากขึ้น

จะว่าไปแล้ว รูปแบบที่ทางสมาคมค้าปลีกไทยยื่นเสนอนั้น เป็นรูปแบบเดียวกับการจัดวางสินค้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ทั่วไป แต่อย่าลืมว่าโครงสร้างการออกแบบของสนามบินนั้น คนละอย่างกับโมเดลของห้างสรรพสินค้าอย่างสิ้นเชิง การจัดสถานที่ก็ไม่เหมือนกัน พื้นที่ข้างในแอร์ไซต์ก็ไม่เหมือนกัน ในห้างสรรพสินค้า “ประตู” อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ส่วนพื้นที่สนามบิน ถ้าจะเปรียบ “งวงช้าง” เหมือนประตู ก็จะไม่ตายตัว บางทีก็เปิดกว้าง บางทีก็เปิดแคบขึ้นอยู่กับตัวเครื่องบินที่มาลงจอด

เช่นกรณี เครื่องแอร์บัส เอ-380 ซึ่งจะมีผู้โดยสารเยอะลงจอด ประตูก็จะเปิดกว้าง แต่ถ้าเป็นเครื่องบินลำเล็กมาลง ประตูก็จะแคบ จะเห็นว่ามันไม่แน่นอน ไม่ตายตัวเหมือนกับประตูในห้างสรรพสินค้าที่อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น กว้างเท่าไหร่ก็เท่าเดิม ทำให้คาดเดาการไหลเวียนของคนที่เข้ามาใช้บริการในห้างฯ ได้ง่ายว่า ประตูไหนคนเข้าออกมาน้อยแค่ไหน สามารถจัด “สินค้า” ไปวางในพื้นที่ประตูที่มีคนเข้าออกมากได้

แต่กับสนามบินมันคนละเรื่อง ไม่สามารถคาดเดาการไหลเวียนของผู้โดยสารได้ว่าจะไหลมาทางไหน ยิ่งผู้โดยสารที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งคาดเดาได้ยากมากและถ้าเครื่องบินมาลงปีกหนึ่ง สินค้าที่วางอยู่อีกปีกหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบ เช่น สินค้ากลุ่ม A อยู่ปีกซ้าย สินค้ากลุ่ม B อยู่ปีกขวา วันดีคืนดี เอ-380 ไม่ลงปีกขวาแล้ว แต่เปลี่ยนเครื่องเล็กมาลงแล้วจะทำอย่างไร อย่างที่บอกว่าผู้โดยสารในสนามบินนั้นคาดเดาได้ยาก ว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน และการไหลเวียนของผู้โดยสารในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร



ส่วนเรื่องการผูกเอาท่าอากาศยาน 4 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และ หาดใหญ่ มารวมกันเป็น 1 สัญญา อันนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขายพ่วง” เป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะในท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่ง ที่เป็นหัวกระทิจริง ๆ ก็มีแค่สุวรรณภูมิแห่งเดียว ที่มียอดขายประมาณ 80% กว่า ๆ ที่เหลืออีก 3 แห่ง มีพื้นที่ขนาดเล็ก ยอดขายน้อยมาก ๆ อย่าง ภูเก็ตกับเชียงใหม่รวมกันก็แค่ 18% ยิ่งหาดใหญ่แทบไม่ต้องพูดถึง ยอดขายจิ๊บจ๊อย แค่ 0.04% เท่านั้น ขืนแยกขายเดี่ยวแล้วอีก 3แห่งที่เหลือ จะมีใครจะสนใจ

ที่สำคัญหากแยกประมูล ปัญหาที่ตามมาคือ ท่าอากาศยานในภูมิภาคก็จะมีแต่สินค้า “โลคอลแบรนด์” เท่านั้นที่วางขาย จะไม่มี "สินค้าแบรนด์เนม" ให้กับผู้โดยสารได้เลือก เพราะไม่คุ้ม เวลาผู้โดยสารต่างชาติมาทรานซิส ถ้าต้นทางมีแต่สินค้าโลคอลแบรนด์ ผู้โดยสารอาจจะไปซื้อแบรนด์เนมที่ปลายทางในต่างประเทศแทน เราก็จะเสียโอกาสในการขายได้ แต่ถ้าขายพ่วงเป็นสัญญาเดียวกัน จะมีสินค้าแบรนด์เนมมาขายในสนามบินภูมิภาค เพราะเวลาสั่งสินค้าสั่งเป็นล็อตใหญ่ได้ ซึ่งคุ้มกว่า

ทั้งหลายทั้งปวง กติกาที่ทางทอท.กำหนด เป็นแค่รูปแบบที่ต้องใช้กับผู้ที่เข้าประมูลทุกราย ให้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คือ “ดิวตี้ฟรีสัญญาเดียว” ยังสงสัยว่า ทำไมสมาคมค้าปลีกไทย ที่ชื่อก็บอกว่า ทำธุรกิจค้าปลีก ถึงออกมาค้านแบบมีเงื่อนไข ทั้งที่สิ่งที่สมาคมควรจะต้องดูแลให้มาก ๆ คือ ดูแลบรรดาโชห่วยของคนไทยที่อยู่ตามตอกซอกซอยถูกร้านสะดวกซื้อทุนหนา โมเดิร์นเทรดต่างชาติ รุกคืบเข้ามาแย่งที่ทำมาหากินจนแทบไม่เหลือ

เหนือสิ่งอื่นใด สาระสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาคมค้าปลีกไทย ควรจะทำ คือ ต้องช่วยกันสอดส่องให้การประมูลต้องโปร่งใส รอบคอบและชอบธรรมกับทุกฝ่าย แต่การที่สมาคมค้าปลีกไทย ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง กำลังถูกจับตามองจากคนในสังคมเช่นกันว่า เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวม หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดหรือไม่

ระวังหนึ่งนิ้วที่ชี้นิ้วตำหนิคนอื่น 4 นิ้วที่เหลือ มันจะสะท้อน...เข้าหาตัวเอง.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 

ภาพประกอบจาก :  Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%

บอกต่อ : 111