อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

ศึกชิงขุมทรัพย์ดิวตี้ฟรีเดือด 'สมาคมค้าปลีกไทย'รุกคืบ

สัปดาห์นี้ลัดเลาะเจาะลึกศึกแย่งชิงสัมปทาน “ดิวตี้ฟรี” เลื่อนขายซองประกวดราคาออกไปไร้กำหนด แถมสมาคมค้าปลีกไทย ออกโรงค้าน “สัญญาเดียว” ชู “สัมปทานแบบหมู่” จัดวางสินค้าคล้ายในห้างฯ พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง การเมืองบ้านเราก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อุณหภูมิในการแย่งชิงสมรภูมิ “สัมปทานดิวตี้ฟรี” ก็ร้อนฉ่าไม่แพ้กัน ถึงขั้นที่ “พล..ประยุทธิ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาดับกระแสร้อน ด้วยการสั่งเบรกไปก่อน

ล่าสุด “นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ก็ตัดสินใจเลื่อนขายซองประกวดราคาโครงการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์และร้านค้าปลอดภาษีอากร “ดิวตี้ฟรี” ออกไป จากเดิมจะประกาศขายซองในวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาจนถึง 1 เม.ย.นี้ ความร้อนแรงทั้งหลายทั้งปวงมาจากสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีเดิม จะหมดอายุในวันที่ 27 ก.ย. 63 หรือเหลือเวลาแค่อีกปีกว่า ๆ ซึ่งทาง ทอท. ต้องเร่งเตรียมการเปิดประมูลล่วงหน้า 1 ปี



เงื่อนปมที่ทำให้อุณหภูมิร้อนแรง มาจากเงื่อนไขการประมูลแบบ “สัญญาเดียว” ในพื้นที่ดิวตี้ฟรี เป็นชนวนให้ กลุ่มที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะ “สมาคมค้าปลีกไทย” ได้ออกมาคัดค้านสุดตัว พร้อมกับเสนอเงื่อนไขว่า ควรจะใช้ “ระบบสัมปทานเป็นหมวดหมู่สินค้า” หรือที่เรียกว่าby category” เช่น หมวดสินค้าเครื่องสำอาง หมวดสุราและบุหรี่ หมวดสินค้าแฟชั่น โดยอ้างว่าจะทำให้เกิดความหลากหลายของสินค้า ทำให้สินค้าไม่ถูกจำกัด นักท่องเที่ยวมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่ตัวเองถูกใจมากขึ้น

จะว่าไปแล้ว รูปแบบที่ทางสมาคมค้าปลีกไทยยื่นเสนอนั้น เป็นรูปแบบเดียวกับการจัดวางสินค้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ทั่วไป แต่อย่าลืมว่าโครงสร้างการออกแบบของสนามบินนั้น คนละอย่างกับโมเดลของห้างสรรพสินค้าอย่างสิ้นเชิง การจัดสถานที่ก็ไม่เหมือนกัน พื้นที่ข้างในแอร์ไซต์ก็ไม่เหมือนกัน ในห้างสรรพสินค้า “ประตู” อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ส่วนพื้นที่สนามบิน ถ้าจะเปรียบ “งวงช้าง” เหมือนประตู ก็จะไม่ตายตัว บางทีก็เปิดกว้าง บางทีก็เปิดแคบขึ้นอยู่กับตัวเครื่องบินที่มาลงจอด

เช่นกรณี เครื่องแอร์บัส เอ-380 ซึ่งจะมีผู้โดยสารเยอะลงจอด ประตูก็จะเปิดกว้าง แต่ถ้าเป็นเครื่องบินลำเล็กมาลง ประตูก็จะแคบ จะเห็นว่ามันไม่แน่นอน ไม่ตายตัวเหมือนกับประตูในห้างสรรพสินค้าที่อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น กว้างเท่าไหร่ก็เท่าเดิม ทำให้คาดเดาการไหลเวียนของคนที่เข้ามาใช้บริการในห้างฯ ได้ง่ายว่า ประตูไหนคนเข้าออกมาน้อยแค่ไหน สามารถจัด “สินค้า” ไปวางในพื้นที่ประตูที่มีคนเข้าออกมากได้

แต่กับสนามบินมันคนละเรื่อง ไม่สามารถคาดเดาการไหลเวียนของผู้โดยสารได้ว่าจะไหลมาทางไหน ยิ่งผู้โดยสารที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งคาดเดาได้ยากมากและถ้าเครื่องบินมาลงปีกหนึ่ง สินค้าที่วางอยู่อีกปีกหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบ เช่น สินค้ากลุ่ม A อยู่ปีกซ้าย สินค้ากลุ่ม B อยู่ปีกขวา วันดีคืนดี เอ-380 ไม่ลงปีกขวาแล้ว แต่เปลี่ยนเครื่องเล็กมาลงแล้วจะทำอย่างไร อย่างที่บอกว่าผู้โดยสารในสนามบินนั้นคาดเดาได้ยาก ว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน และการไหลเวียนของผู้โดยสารในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร



ส่วนเรื่องการผูกเอาท่าอากาศยาน 4 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และ หาดใหญ่ มารวมกันเป็น 1 สัญญา อันนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขายพ่วง” เป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะในท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่ง ที่เป็นหัวกระทิจริง ๆ ก็มีแค่สุวรรณภูมิแห่งเดียว ที่มียอดขายประมาณ 80% กว่า ๆ ที่เหลืออีก 3 แห่ง มีพื้นที่ขนาดเล็ก ยอดขายน้อยมาก ๆ อย่าง ภูเก็ตกับเชียงใหม่รวมกันก็แค่ 18% ยิ่งหาดใหญ่แทบไม่ต้องพูดถึง ยอดขายจิ๊บจ๊อย แค่ 0.04% เท่านั้น ขืนแยกขายเดี่ยวแล้วอีก 3แห่งที่เหลือ จะมีใครจะสนใจ

ที่สำคัญหากแยกประมูล ปัญหาที่ตามมาคือ ท่าอากาศยานในภูมิภาคก็จะมีแต่สินค้า “โลคอลแบรนด์” เท่านั้นที่วางขาย จะไม่มี "สินค้าแบรนด์เนม" ให้กับผู้โดยสารได้เลือก เพราะไม่คุ้ม เวลาผู้โดยสารต่างชาติมาทรานซิส ถ้าต้นทางมีแต่สินค้าโลคอลแบรนด์ ผู้โดยสารอาจจะไปซื้อแบรนด์เนมที่ปลายทางในต่างประเทศแทน เราก็จะเสียโอกาสในการขายได้ แต่ถ้าขายพ่วงเป็นสัญญาเดียวกัน จะมีสินค้าแบรนด์เนมมาขายในสนามบินภูมิภาค เพราะเวลาสั่งสินค้าสั่งเป็นล็อตใหญ่ได้ ซึ่งคุ้มกว่า

ทั้งหลายทั้งปวง กติกาที่ทางทอท.กำหนด เป็นแค่รูปแบบที่ต้องใช้กับผู้ที่เข้าประมูลทุกราย ให้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คือ “ดิวตี้ฟรีสัญญาเดียว” ยังสงสัยว่า ทำไมสมาคมค้าปลีกไทย ที่ชื่อก็บอกว่า ทำธุรกิจค้าปลีก ถึงออกมาค้านแบบมีเงื่อนไข ทั้งที่สิ่งที่สมาคมควรจะต้องดูแลให้มาก ๆ คือ ดูแลบรรดาโชห่วยของคนไทยที่อยู่ตามตอกซอกซอยถูกร้านสะดวกซื้อทุนหนา โมเดิร์นเทรดต่างชาติ รุกคืบเข้ามาแย่งที่ทำมาหากินจนแทบไม่เหลือ

เหนือสิ่งอื่นใด สาระสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาคมค้าปลีกไทย ควรจะทำ คือ ต้องช่วยกันสอดส่องให้การประมูลต้องโปร่งใส รอบคอบและชอบธรรมกับทุกฝ่าย แต่การที่สมาคมค้าปลีกไทย ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง กำลังถูกจับตามองจากคนในสังคมเช่นกันว่า เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวม หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดหรือไม่

ระวังหนึ่งนิ้วที่ชี้นิ้วตำหนิคนอื่น 4 นิ้วที่เหลือ มันจะสะท้อน...เข้าหาตัวเอง.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 

ภาพประกอบจาก :  Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%

บอกต่อ : 105