อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

'บ้านพระพร'ที่ที่ให้โอกาส ฝึกผู้พ้นโทษทำดีคืนสังคม

สัปดาห์นี้พาไปทำกิจกรรมที่ “มูลนิธิบ้านพระพร” บ้านแห่งโอกาส ช่วยดูแลผู้พ้นโทษ-เยาวชนผู้ก้าวพลาด หวังปรับจิตใจให้กลับมาเป็นคนดีคืนสู่สังคม จันทร์ที่ 1 เมษายน 2562 เวลา 14.00 น.


ปัจจุบันมีหลักสูตรพิเศษหลายหลักสูตรที่มุ่งเน้นที่จะทำประโยชน์กลับคืนให้กับสังคม หนึ่งในนั้นคือ หลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย หรือ ปนป. ของสถาบันพระปกเกล้า เป็นการนำคนรุ่นใหม่อายุตั้งแต่ 30-40 ปี มาเรียนภาคทฤษฎีในห้องและลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา (โค้ชและผู้ช่วยโค้ช) คอยให้คำแนะนำในโครงการที่ช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาสิ่งแวดล้อม สร้างงานให้กับผู้ด้อยโอกาส เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ลดความขัดแย้งในพื้นที่ ฯลฯ

ผมได้เข้าไปช่วยหลักสูตรนี้ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา (ผู้ช่วยโค้ช) มา 4 ปี จนมีอยู่วันหนึ่ง โค้ชหลักอย่าง คุณนพพล ชูกลิ่น เสนอความคิดขึ้นมาว่า ในแต่ละปีเราทำโครงการดี ๆ หลายโครงการ น่าเสียดายที่เรียนจบหลักสูตรแล้วไม่มีคนทำอย่างต่อเนื่อง บางโครงการได้รับรางวัลจากสถาบันพระปกเกล้า ควรนำไปต่อยอดกระจายความรู้ให้กับชุมชนอื่นด้วย ในที่สุดผมอาสาไปดูพื้นที่ที่ “มูลนิธิบ้านพระพร” ในชุมชนบึงพระราม 9 เพื่อที่จะชักชวนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และที่เรียนจบไปแล้ว ไม่ว่าจะทำงานด้านไหนบริษัทใดให้มาร่วมทำกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้กับสังคมหรือ Social Contribution Activities



ในเดือนที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า กลุ่มนกยูง รุ่น 5-8 ได้จัดกิจกรรมที่มูลนิธิบ้านพระพร อาทิ เล่านิทานให้กับเด็ก ๆ มอบข้าวสารอาหารแห้ง เลี้ยงอาหาร ให้ทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนโครงการ “พาน้องไปทะเล” และสำคัญที่สุด นำโครงการเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้กับเด็กและเยาวชนที่มูลนิธิบ้านพระพร

ไฮไลต์ของวันนั้นคือ มีอดีตนักโทษที่กระทำความผิด ชื่อ “พี่ก้อง” เข้าออกคุกถึง 5 ครั้งตั้งแต่เขายังเป็นเยาวชน จนวันสุดท้ายที่พี่ก้องพ้นโทษ เขาอยากกลับดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติ แต่คนรอบข้างไม่ยอมรับ เขาไม่มีที่อยู่ เหลือเงินติดตัว 80 บาทและโทรศัพท์ 1 เครื่อง พี่ก้องโทรมาที่บ้านพระพร ป้าภาเป็นคนรับสายจึงชวนให้มาอยู่และฝึกงานที่นี่ ในที่สุดพี่ก้องกลับใจได้ มากินอยู่ ทำงาน และเป็นจิตอาสาช่วยอบรมสอนน้อง ๆ และอุทิศตัวทำงานทุกอย่างให้กับบ้านพระพรโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ



ผมได้สัมภาษณ์ ป้าภา-คุณปานนภา ปานเพ็ชร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาและดูแลบ้านพระพร ทำให้ได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านพระพรมากยิ่งขึ้น เริ่มจากมูลนิธิบ้านพระพรจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2514 มีอายุ 40 กว่าปี แต่ได้สร้างเป็นบ้านเมื่อปี 15-16 ปีที่ผ่านมา ทุก ๆ วันจะมีเจ้าหน้าที่ออกไปตามเรือนจำและสถานพินิจ วันละ 3 แห่ง เพื่อบอกกับนักโทษในเรือนจำว่าถ้าพ้นโทษแล้ว ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอาหาร ไม่มีอาชีพ และต้องการเปลี่ยนชีวิต ให้มาที่บ้านพระพร

ป้าภาเล่าว่า ส่วนใหญ่นักโทษผู้เพิ่งพ้นโทษไม่ค่อยกล้าเข้ามาสมัคร เพราะด้วยความที่อยู่ในเรือนจำมานาน ออกมาแล้วกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่พอกลับบ้านแล้วไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับเข้าทำงาน จนในที่สุดก็จะมีคนส่วนหนึ่ง (ปีละ 2-3 คน) ติดต่อและถือใบบริสุทธิ์เข้ามาที่นี่ แจ้งว่าพ้นโทษตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาอยากมาที่นี่เพราะอยากทำงาน แต่ที่บ้านพระพรไม่ได้สอนแต่อาชีพเพียงอย่างเดียว เราจะให้หลักการดำเนินชีวิต สอนศีลธรรม โดยใช้ศาสนาคริสต์และพระเจ้านำทาง (ผู้ที่เข้ามาไม่ต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์) เราสอนให้เขารู้จักใช้ชีวิตที่พอเพียง ไม่โลภ เราต้องให้หลักนี้กับเขา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เขากลับสู่หนทางผิดอีกครั้ง ผู้พ้นโทษจะมาฝึกอบรมกับบ้านพระพรประมาณ 1 ปี เราดูจนเขาเปลี่ยนตัวเองและมีงานทำ เราถึงส่งคืนสู่สังคมให้เขาไปดำเนินชีวิตต่อด้วยตนเอง

กลุ่มที่สองคือ เยาวชนผู้ก้าวพลาดจากสถานพินิจที่ศาลให้มาอบรมที่บ้านนี้ จะฝึกอบรมประมาณ 2 ปี เยาวชนกลุ่มนี้จะมีจำนวน 37 คน และมีเด็ก ๆ ที่อยู่ในบ้านอีก 60 คน แม้มีคนจำนวนมากแต่ไม่มีปัญหาเรื่องทะเลาะกัน เพราะเจ้าหน้าที่อบรมเด็กด้วยความรัก สอนให้เขาคิดถึงผลลัพธ์ก่อนที่จะลงมือทำเสมอ เราจะไม่ใช้แนวทางของเรือนจำมาใช้ที่นี่ เพราะเด็กไม่ใช่นักโทษ เรามุ่งเน้นให้เยาวชนได้เรียนหนังสือ จึงจัดให้มีการเรียน กศน. ที่นี่ เราให้เด็กได้เรียนดนตรีอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ถ้าใครเล่นได้ดีมีแวว ทางบ้านจะส่งไปเรียนต่อกับโรงเรียนข้างนอก จนสามารถเป็นครูเพื่อกลับมาสอนเพื่อน ๆ ต่อได้ เด็กบางคนอายุ 15-16 เพิ่งมาฝึกอ่านฝึกเขียนที่บ้านพระพร ศาสนาจารย์ สุนทร สุนทรธาราวงศ์ ประธานมูลนิธิบ้านพระพร (เด็ก ๆ เรียกว่า “อาจารย์พ่อ”) พูดเสมอว่า เด็กต้องมีความรู้ติดตัว ถ้าเขามีความรู้ คิดเป็น เขาจะมีอนาคต เขาจะกลับสู่สังคมได้ เราจะสอนเยาวชนให้มีเป้าหมายในชีวิต เมื่อพ้น 2 ปีไปแล้ว ทางมูลนิธิบ้านพระพรจะแถลงต่อศาลว่าเยาวชนได้ปรับปรุงตัวและกลับตัวเป็นคนดีแล้ว ศาลก็จะปล่อยตัว แม้จะเป็นอิสระแล้ว เด็กหลายคนขอมาอยู่บ้านพระพรต่อ เพราะเขาไม่มีพ่อแม่และไม่มีที่ไป เราก็จะหาที่อยู่ให้ ส่งเรียนต่อจนจบปริญญาหรือฝึกประกอบอาชีพจนเลี้ยงตัวเองได้



กลุ่มสุดท้ายคือ เด็กที่มีแม่เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ เรามีสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อเลี้ยงดูและพาเด็กไปเยี่ยมแม่ในเรือนจำ เพื่อให้แม่มีกำลังใจและมีความหวังในการดำเนินชีวิต เมื่อแม่พ้นโทษแล้วก็จะมารับลูกกลับไปสู่อ้อมกอด แต่ก็มีบางรายที่ทิ้งลูกไว้กับสถานเลี้ยงเด็กก็มี ไม่ยอมมารับกลับ เราก็ต้องเลี้ยงดูต่อ...จากเด็กเล็กที่โตขึ้น ถึงวัยเรียน เราก็จะพาขึ้นรถตู้ส่งไปเรียนที่วัดเทพลีลา ตอนเย็นก็กลับมานอนที่บ้านเรา

ผมถามถึงทักษะอาชีพต่าง ๆ ว่าบ้านพระพรนำมาสอนได้อย่างไร ป้าภาบอกว่า ที่นี่มีการฝึกอบรมให้หลายอาชีพ เช่น ตัดผม ล้างรถ ทำขนมและกาแฟ ทำเกษตรอินทรีย์ ทำกีตาร์ อาชีพส่วนหนึ่งได้มาจาก กศน. อย่างเช่น อาชีพช่างตัดผม เราจะหาครูมาสอน เราสร้างห้องตัดผมให้ด้านหน้าบ้าน เมื่อผู้พ้นโทษทำเป็นแล้ว ก็ออกไปประกอบอาชีพได้เลย อาชีพช่างทำกีตาร์ ก็ได้ความอนุเคราะห์จากเครือข่ายพี่น้องคริสเตียนที่หาครูมาสอน คนที่ทำกีตาร์ต้องใจเย็น แต่ละชิ้นส่วนต้องค่อย ๆ ตะไบจนได้รูปพอดี เป็นการฝึกความอดทนและความประณีตไปในตัว ส่วนช่างทำขนม เริ่มแรกทำเบเกอรี่ เราส่งผู้พ้นโทษ 2 คนไปเรียนทำขนม แต่กลับมาแล้วขนมยังไม่ได้มาตรฐาน เพราะเบเกอรี่ต้องใช้วัตถุดิบดี ต้นทุนสูง ทำให้เราสู้ไม่ไหว ผู้พ้นโทษที่ตอนนี้กลายเป็นมือทำขนมเต็มตัวช่วยกันคิดสูตร “ขนมเปี๊ยะ” ขึ้นมา ปรับปรุงจนได้รสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใคร เราให้ทุกคนชิมก็บอกว่าอร่อย เราจึงผลิตขนมเปี๊ยะเป็นหลักชื่อว่า “กินเปี๊ยะ” ทำส่งห้าง Golden Place ที่มี 10 สาขาในกรุงเทพฯ ป้าภานี่แหละเป็นคนนำขนมเปี๊ยะไปให้ทางห้างฯ ชิม จึงได้รับอนุญาตให้นำมาวางขายได้ เพราะขนมเปี๊ยะสด ทำใหม่ทุกวัน และไม่ใส่วัตถุกันเสีย สุดท้าย อาชีพเกษตรอินทรีย์ ครั้งแรกได้เพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน เลี้ยงกุ้ง และเลี้ยงปลาดุก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พอคุณนพพลเข้ามาดูบอกว่ามีจิ้งหรีดที่เลี้ยงง่าย ได้ผลผลิตไว เราเลยปรับบ่อเลี้ยงปลามาเป็นบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดแทน แล้วก็เริ่มปลูกผักสวนครัว เพราะเรานำมากินในบ้านได้ด้วย



ผมถามว่าบ้านพระพรอยากให้สังคมช่วยอะไรบ้างไหมครับ ป้าภาบอกว่าหลัก ๆ มี 4 เรื่อง หนึ่งคือ เรื่องเงินบริจาค เพราะตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน อยู่ได้ด้วยเงินบริจาค 100% ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายไปกับค่ากินอยู่และค่าเล่าเรียนของเด็ก ๆ บางคนจบ ม.6 แล้ว เราก็ส่งให้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือถ้าเด็กคนไหนมีแววดีในกิจกรรมพิเศษ เช่น ดนตรี เราก็จะส่งไปเรียนเพิ่มเติม ส่วนที่สองคือ ของบริจาค อาทิเช่น ข้าวสารกระสอบเดียว คนทั้งบ้านกิน 3 วันก็หมดแล้ว พวกข้าว น้ำมัน น้ำปลา ของใช้ส่วนตัวเราก็รอรับบริจาคด้วย ถ้าเป็นสถานสงเคราะห์เด็กเล็กก็จะเป็นพวกนมและผ้าอ้อม ข้อต่อมาคือ ช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่บ้านพระพรได้ทำขึ้น เช่น ขนมกินเปี๊ยะ กีตาร์ และช่วยมาซื้อจิ้งหรีด หรือช่วยหาตลาดให้เพื่อขายส่ง สุดท้ายคือ เรื่อง จิตอาสา ปกติวันธรรมดาทางบ้านจะเงียบมาก เด็ก ๆ จะเข้าเรียนตามตาราง จะมีคนใจดีมาจัดกิจกรรม ทำบุญเลี้ยงวันเกิดในวันเสาร์และอาทิตย์ เด็ก ๆ จะดีใจทุกครั้งเวลามีคนมาที่บ้านมาเล่นและพูดคุยด้วย ถ้าเป็นไปได้ ใครอยากให้เป็นจิตอาสาหรือมาจัดกิจกรรม โทรติดต่อมาที่บ้านพระพรได้ อย่างวันที่ผมไปมีนิสิตและอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตรวจฟันผุให้กับน้อง ๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ถ้าเด็กคนไหนฟันผุอาจารย์จะแจ้งชื่อไว้ แล้วค่อยพาเด็กไปทำฟันทีหลังกับคณะทันตแพทย์ได้ ตอนนี้บ้านพระพรต้องการจิตอาสาสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมต่าง ๆ เช่น Word, Excel, PowerPoint ปกติจะมีเด็กคนหนึ่งไปดูวิธีการสอนจาก Youtube แล้วเอามาสอนเพื่อน ๆ ต่อ แต่จะดีกว่าถ้ามีจิตอาสาสอนด้านคอมพิวเตอร์ได้จริง ๆ เราอยากให้มาสอนเด็ก ๆ ทำโปรแกรมพวกนี้ได้ เพราะเขาจะได้ทักษะเพื่อช่วยในการเรียนและการทำงานต่อไป ทางบ้านพระพรจะรบกวนแค่ 1 วัน/สัปดาห์เท่านั้น (สอนเพียง 2 ชั่วโมง) วันไหนก็ได้ เวลา 10 โมงถึงเที่ยง

ผมคิดว่าทางมูลนิธิบ้านพระพรได้ให้โอกาสกับคนหลายกลุ่มที่สังคมมองข้าม ทางบ้านแบกรับการอบรม การฝึกอาชีพ ค่าใช้จ่ายในความเป็นอยู่และค่าเล่าเรียน เพื่อมุ่งหวังให้ผู้พ้นโทษและเด็กเยาวชนที่ก้าวพลาดกลับตัวเป็นคนดีได้อีกครั้ง ถ้าท่านใดอยากช่วยเหลือและให้โอกาสกับคนเหล่านี้บ้าง สามารถติดต่อให้การสนับสนุนได้ที่เบอร์ 097-227-7861 ป้าภาจะเป็นคนรับสายทุกครั้งครับ.
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 67