อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

อีกก้าวของ'ณัฐ ศักดาทร' ทุ่มเทในฐานะศิลปินอิสระ

สัปดาห์นี้พูดคุยกับ "ณัฐ ศักดาทร" กับอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จในการเป็นศิลปินอิสระ ที่หันมาดูแลการทำงานของตัวเองทุกขั้นตอน พร้อมพิสูจน์ความสามารถทุกด้านในวงการบันเทิง อาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 เวลา 14.00 น.

 
อีกหนึ่งศิลปินที่แจ้งเกิดจากรายการเรียลลิตี้ สำหรับ "ณัฐ ศักดาทร" แชมป์จากรายการ ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 4 กับการโลดแล่นในวงการบันเทิงยาวนานกว่า 10 ปี ผ่านงานเพลงและงานแสดงมามากมาย ล่าสุดเจ้าตัวกลับมาปล่อยผลงานเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินอิสระที่ดูแลผลงานด้วยตัวเองทุกขั้นตอน กับเพลงรักหวานซึ้งที่มีชื่อว่า "ฉันเห็น" "เดลินิวส์ออนไลน์" ก็ไม่พลาดที่จะจับเข่าคุยกับหนุ่มณัฐ ในการทำงานเดี่ยวแบบเต็มตัวด้วยตัวเองครั้งแรกแบบนี้


อีกก้าวของ"ณัฐ ศักดาทร" ความทุ่มเทในฐานะศิลปินอิสระ

พูดคุยกับ "ณัฐ ศักดาทร" กับอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จในการเป็นศิลปินอิสระ ที่หันมาดูแลการทำงานของตัวเองทุกขั้นตอน พร้อมพิสูจน์ความสามารถทุกด้านในวงการบันเทิง #ณัฐศักดาทร #NatSakdatorn #เดลินิวส์

โพสต์โดย Dailynews เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019


 
 
เหตุผลที่ตัดสินใจเป็นศิลปินอิสระ?
"เหมือนกับว่าเราทำงานเข้าปีที่ 12 แล้ว อยู่มา 2 ค่าย ทรู 5 ปี และอยากโตขึ้นก็อยู่แกรมมี่อีก 5 ปี จนมาตอนนี้ระบบการทำงานมันเปลี่ยนไปด้วยอะไรต่าง ๆ เลยอยากลองออกมาท้าทายตัวเองอีกแบบหนึ่งดูว่าถ้าเป็นแบบนี้จะเป็นยังไง ทุกวันนี้ไม่ได้ทำแค่ร้องเพลง ทำงานแสดง กีฬา เราอยากมีอิสระในการตัดสินใจอะไรหลายอย่างเอง ถ้าดีไม่ดี ก็รับผิดชอบเอง เวลาอยู่ค่ายเรามักเกรงใจค่ายนิดหนึ่ง บางทีบางงานที่เราอยากทำแล้วค่ายมองไม่ตรงกันบ้าง แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนะ บางทีก็เข้าไปคุยเล่นกันอยู่ มีความเสี่ยงมั้ย ทั้งอิสระและไม่อิสระ มีความเสี่ยงต่างกัน อิสระคือไม่มีใครซัพพอร์ตเราในทุก ๆ เรื่อง เราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราตัดสินใจเอง ยากขึ้นดีกว่า บางทีเราสกรีนคนเดียว มุมมองอยากมากคือคนที่เราปรึกษาก่อนรับงาน แต่ในค่ายก็จะได้มุมมองจากค่ายว่าไปทางนี้ดีกว่า ๆ ในแง่ของค่ายในความเสี่ยงคือการที่เราอยู่ในกรอบ ก็อาจพลาดโอกาสบางอย่างไปเหมือนกันนะ ที่จะเซอร์ไพรส์คนข้างนอก ยุคนี้คนเขาต้องการอะไรที่คาดเดาไม่ได้บ้าง คนทำงานทุกคนต้องอยู่ในจุดที่เสี่ยงนิดหนึ่ง จะได้อะไรที่เซอร์ไพรส์คนดู"
 
"ฉันเห็น" เพลงใหม่จากประสบการณ์ความรักของตัวเอง?
"เพลงที่แต่งเอง คำร้อง ทำนอง แต่งจากเรื่องจริงของตัวเอง ที่ปีที่แล้วได้เจอคน ๆ หนึ่ง ได้คุยกัน ไปเดทกัน แล้วรู้สึกดีกับเขา เรารู้สึกว่ามันไม่เหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา น่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่เจอคนนี้ อยู่ไปก็เริ่มเห็นภาพเราสองคนใช้ชีวิตร่วมกันได้ในอนาคต เกิดกันน้อยคนมาก เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมา ท่อนที่ชอบพิเศษก็ท่อนฮุคเลย "ฉันเห็น ฉันที่คอยดูแลเธอ ฉันเห็นเธอที่ประคองฉันไว้ ฉันเห็นสองเราปกป้องกันไป ผ่านดีร้ายถึงวันสุดท้าย" และมีท่อนหนึ่งที่คนพูดถึงเยอะว่า "ฉันเห็นบ้านที่มีเธอและฉัน" มีอิมเมจของบ้านที่เข้ามา เป็นเพลงอบอุ่น เพราะเราต้องการสื่อความรักที่ค่อนข้างโต มั่นใจในกันและกันระดับหนึ่งแล้ว พร้อมดูแลกันและกันไปนานเท่านาน"

 
การเป็นศิลปินอิสระทำเพลงเอง แตกต่างจากการเป็นนักร้องเดี่ยวเฉย ๆ ยังไงบ้าง?
"มันเหนื่อยขึ้น (หัวเราะ) จริง ๆ ในส่วนทำเพลงที่ผ่านมา ก็มีส่วนร่วมเบื้องหน้าเบื้องหลังอยู่แล้ว จะเปลี่ยนตรงที่ เราต้องคิดทุกสเตปเลย ได้เพลงแล้วจะเอาเอ็มวียังไง นำเสนอยังไง ตัดสินใจเองว่าไปทางนี้ดีกว่า เป็นการตัดสินใจที่กดดันเราเหมือนกันว่าถ้าคิดตรงนี้พลาดไป มาถึงสเตปลงโปรโมท จะเอาข้อความไหนเป็นหลักก่อนดี คิดหมดทุกอย่างเลย เหนื่อยและท้าทายตรงนั้นกว่าการเป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย"
 
คาดหวังยังไงกับเพลงนี้
"อยากให้คนดูได้ฟัง เอาไปใช้เป็นเพลงที่แทนความรู้สึกของเขา ที่จะบอกความรู้สึกสำคัญกับใครสักคนหนึ่งที่สำคัญกับเขา ในแง่ความรัก ของขวัญในวันพิเศษ ในวันแต่งงาน มีคนเอาไปใช้แล้วด้วย ดีใจมากเลย"
 
ปรับตัวสู้กับวงการบันเทิงปัจจุบันยังไงบ้าง?
"วงการบันเทิงเปลี่ยนเยอะมาก ยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นนักร้องหรือนักแสดง ไม่ได้ทำหน้าที่แค่งานตัวเอง ทุกวันนี้ทุกคนต้องพีอาร์ตัวเองให้เป็น คนที่ทำตรงนั้นได้ดีกับโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็ได้เปรียบนิดหนึ่ง การสื่อสารกับคนในยุคนี้ได้เปรียบกว่าคนที่ไม่ค่อยเข้าใจ มันไม่ใช่แค่ชิ้นงานเราอย่างเดียวแล้วอะ ทุกวันนี้งานเพลง กับตัวตนมันแยกกันไม่ออกแล้วอะ คนเสพสองอย่างไปพร้อมกัน บางคนนักร้องตัวตนนำเพลง คนตามเยอะมากก่อนคนจะรู้จักเพลง มันบอกไม่ได้ว่าเพลงหนึ่งจะเป็นที่รู้จักด้วยเหตุผลอะไร มันท้าทายขึ้นกว่าเดิม เราโชคดีที่เราอยู่ในยุคที่ศิลปินไม่เยอะเท่านี้ ยุคกลาง ๆ ยุคต้น ๆ โชคดีสุด เดือนหนึ่งมีเพลงไม่กี่เพลง คนต้องได้ยินเพลงอยู่แล้ว แต่ยุคนี้ยากสุด เรายังเกิดจากเรียลลิตี้ยุคต้น ๆ ที่คนยังจำได้บ้าง แต่ยุคนี้คือคนจำคุณได้ประมาณ 2 เดือน ถ้าไม่หาทางเลี้ยงกระแสหรือทำผลงานออกมาต่อเนื่อง คนก็จำรายการใหม่แล้ว เพราะมันเยอะมาก เรางงว่าใครมาจากไหนบ้าง แต่ข้อดีคือโอกาสมีเยอะมากในวูบเดียว ข้ามคืน ให้คนทั้งประเทศรู้จักคุณได้"
 
ฝากข้อคิดถึงคนในวงการบันเทิง?
"(หัวเราะ) คงไม่กล้าไปเตือนใครเพราะไม่ได้รู้สึกทำหน้าที่ได้ดีกว่าใคร แต่อยากให้ช่วยกันว่า อาชีพพวกเราทุกคนตรงนี้ มีข้อดีอย่างหนึ่งคือเราส่งข้อความ ข้อคิด แนวคิดให้คนได้ง่ายกว่าอาชีพอื่น ๆ ด้วยคนตามเราได้ง่าย จริง ๆ อยากให้ส่งต่ออะไรที่สร้างสรรค์หรือเกิดประโยชน์กับคนอื่น แง่บวกหน่อย ไม่ได้ชวนให้โลกสวยนะ แต่ทุกวันนี้มีพลังลบในสังคมเยอะมากพอแล้ว น่าจะเป็นหน้าที่พวกเราในวงการบันเทิงที่นอกจากมอบความบันเทิง น่าจะมอบอะไรที่เป็นพลังบวกในชีวิตคนที่เราเสพได้ นอกจากยัดเหยียดพลังลบให้กับเขา"

 
จากคนกลัวพลศึกษา สู่นักวิ่งมาราธอน!
"จุดเริ่มต้นมาจากการไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะว่าแรกสุดเข้าวงการมา เรารู้สึกเป็นผู้ชายตัวเล็ก คนอื่น ๆ สูง 180 กว่า หล่อมาก เราก็รู้สึกจะเอาอะไรไปสู้ ก็เลยเข้าฟิตเนส ให้เรามีภาพลักษณ์ร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เพื่อมีอะไรไปสู้เค้าได้แค่นี้ ได้วินัย และได้ผลจริง ๆ คนหันมาสนใจเรามากขึ้น มองเราเปลี่ยนไปในแง่ที่เค้าเชื่อใจว่าเราน่าจะทำอะไรได้มากขึ้น พอมีวันหนึ่งที่น้องเทรนเนอร์ชวนไปวิ่ง ยุคแรก ๆ ที่งานวิ่งเริ่มบูม เมื่อก่อนเราไม่เก่งกีฬาเลย ก็เลยลองดูก็ได้ พอวันที่ลองแล้วทำสำเร็จ วิ่ง 12 กิโลฯ ได้ครั้งแรกในชีวิต มันเป็นความสำเร็จที่ใหญ่มากสำหรับคนหนึ่งที่ตอนเด็กเกลียดพลศึกษามา แล้วเราเข้าเส้นชัยได้ เหมือนเราชนะตัวตนเราที่เคยเป็นมา 30 กว่าปี ที่เราไม่เคยทำได้เลย เรารู้สึกเราก็เจ๋งนะ จริง ๆ อะไรก็เป็นไปได้นะ ถ้าเราลองท้าทายตัวเอง ใส่ใจฝึกฝนให้เวลากลับมัน ทุกวันนี้ไปมาหลายสนามทั้งไทยและต่างประเทศ เห็นชัดมากกับตัวเราเอง รู้สึกได้กับเรื่องการทำงานเหมือนกัน เคยคิดว่าความสามารถเราสุดแค่นี้หรือเปล่า แต่เรื่องวิ่งทำให้เราคิดอีกแบบ ถ้าเราซ้อมมากขึ้น ให้เวลากับมันมากขึ้น ทุ่มเทให้ถูกจุด มันจะขึ้นได้อีก เป็นเหมือนทัศนคติของเราไปเลยที่ได้จากเรื่องวิ่ง"
 
สิ่งที่อยากลองทำแล้วยังไม่ได้ทำ?
"จริง ๆ คงเป็นความฝันหลาย ๆ คนในวงการบันเทิงไทย เราอยากมีผลงานที่แบบใช้ภาษาอังกฤษ และดึงคนต่างชาติให้มา เห็นความสามารถของคนไทยมากขึ้น เป็นโปรเจกต์ร่วมงานกับนักแสดงหลาย ๆ ชาติ มันน่าจะดี งานต่างชาติที่เคยไปทำ แค่ไปร้องเพลงในรายการที่จีน หรือ Thai Festival ที่ญี่ปุ่น แต่ไม่ได้เป็นชิ้นงานที่โปรโมทอินเตอร์จริง ๆ วงการบันเทิงกำลังเคลื่อนไปจุดแบบนั้น 5-10 ปี อาจเป็นผลงานที่นานาชาติ SEA มีอะไรที่ร่วมกันมากขึ้น คิดว่าคงจะเป็นแบบนั้น ไม่รู้คิดถึงหรือเปล่า (หัวเราะ)"

 
งานแสดงอีกหนึ่งความท้าทายของตัวเอง
"ปีนี้รับแล้ว 4 เรื่อง ก็มีพีพีทีวี 2 เรื่อง วุ่นรักนักข่าว กับ ลวงฆ่าล่ารัก จะต่างกันเลย 2 อันนี้ อีก 2 เรื่องยังบอกไม่ได้ของช่องอื่นเลย ต่างกันเลยทั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นอีกปีที่สนุกสำหรับงานแสดง งานแสดงกับงานเพลง มีแง่มุมที่ชอบต่างกัน เมื่อก่อนชอบเพลงมากกว่า เป็นอะไรที่เป็นตัวเอง เมื่อก่อนไม่ชอบงานแสดงเลย เหมือนฝืนเป็นคนอื่น แต่ยุคนั้นเป็นยุคที่เรายึดติดกับตัวเรามากไป จนไม่เปิดรับกับการทดลองอะไร เลยชอบร้องเพลงมากกว่า แต่พอหลัง ๆ บทงานแสดงมันหลากหลายมากขึ้น ตัวละครสีเทามนุษย์มากขึ้น กับสนุกกับงานแสดงมากขึ้นเลยบ เหมือนเอาตัวเองไปมองชีวิตจากมุมคนอื่น ทำให้เราตัดสินคนน้อยลงเหมือนกันนะ เปิดกว้างเรามากขึ้น พอเรารู้สึกยึดติดตัวเองน้อยลง ปล่อยให้ตัวเองได้เป็นคนหลาย ๆ แบบ ก็รู้สึกเบาลง บอกไม่ถูก งานแสดงก็สนุกดีในแง่นั้น ชอบงานแสดงในแง่ที่ว่าเป็นทีมเวิร์กมาก ๆ เวลางานออกไปมีเพื่อนร่วมลุ้นเยอะดี แต่งานเพลงก็มีแค่เรากับทีมงานเล็กกว่าละครมากด้วย มันไม่ใช่อันไหนดีกว่าอันไหน" 

สำหรับใครที่อยากติดตามผลงานเพลงใหม่ของ ณัฐ ศักดาทร ไปติดตามกันได้ที่แชนแนลยูทูบ 'Nat Sakdatorn"
.................................
คอลัมน์ : Talk Online 
โดย "อานนท์ นันตสุคนธ์"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 224