อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562

เล่าเรื่องสงกรานต์วัยเด็ก วิถีชีวิตของ'คนชายขอบ'

สัปดาห์นี้ฟังเรื่องเล่าบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ จากชุมชนของคนชายขอบ ที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมในสมัยเด็กเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา พุธที่ 10 เมษายน 2562 เวลา 11.00 น.


ผมมาจากเด็กบ้านนอกจากชุมชนเล็ก ๆ เป็นหมู่บ้านติดชายแดนคนสมัยนี้เรียกว่า “คนชายขอบ” อาศัยอยู่ท่ามกลางเทือกเขาตะนาวศรี ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม หลัก ๆ คือ ทำไร่ข้าวโพดและฝ้าย

สมัยผมเป็นเด็กหมู่บ้านที่อยู่ไม่ได้เป็นเขตอุทยาน ไม่ได้เป็นเขตป่าสงวน ไม่มีสถานีตำรวจ แต่เป็นชุมชนดั้งเดิมของ “คนกะเหรี่ยง” มีวัดและกุฎิ ศาลาเล็ก ๆ อย่างละหลัง มีหลวงตาอาศัยอยู่รูปเดียว ผมเกิดได้ประมาณ 2-3 ปี มีคนกะเหรี่ยงใจบุญคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นคนที่มอบที่ดินสร้างวัดนั่นแหละ เห็นความสำคัญของการศึกษา อยากให้เด็ก ๆ ส่วนใหญ่แถวนั้น คนกะเหรี่ยง ไทย และมอญ ได้มีโอกาศได้เรียนหนังสือ มอบที่ดินให้ภาครัฐสร้างโรงเรียนชื่อว่า “โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่น้ำน้อย” พวกเราเรียกว่าโรงเรียนสมเด็จย่า ผมก็อาศัยใบบุญคนกะเหรี่ยงได้ทั้งอาศัยวัดและชายคาโรงเรียนที่คนบริจาคที่ดิน คือ คนกะเหรี่ยง



ต่อมาในปี 2523 รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกา บ้านหลายหลังถูกผลักไล่ออกจากไร่ สวนของตัวเอง เพื่อน ๆ หลายคนต้องอพยพโยกย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น ๆ สมัยนั้นคนจนมักกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ เขาไล่ก็ไป ไม่รู้จะไปพึ่งพาร้องทุกข์กับใครได้ แต่ครอบครัวผมย้ายไปอยู่อีกฝั่ง ซึ่งต่อมารัฐบาลบอกว่าเป็นเขตของกรมธนารักษ์ให้ทหารดูแล

สมัยเด็กใกล้ ๆ เทศกาลสงกรานต์แบบนี้ สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ ได้กินข้าวแช่แบบมอญ และได้ไปส่งข้าวแช่ตามบ้านญาติ ๆ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่ครอบครัวเราเคารพนับถือ และทั้งได้ติดตามคนในชุมชนที่รวมตัวกันทำพุ่มผ้าป่า (ภาษามอญเรียกว่าจอง) คนหนุ่มสาวก็จะแห่แหนเคาะระฆังเล็ก ๆ เปิดเทปเพลงดัง ๆ เต้นรำ ปะแป้ง ไปขอพรผู้มีอายุตามบ้าน ตามชุมชนใกล้เคียง ไปเรี่ยไรเงินสนุกสนานมาก และคนหนุ่มสาวระหว่างชุมชนก็รู้จักกันทุกคน คนผู้เฒ่าก็มักคุ้นหน้าตากันอยู่แล้วว่า เป็นลูกใครคนไหน ทำให้การไปเรี่ยไรเงิน การไปมาหาสู่กันดูคุ้นเคยและเป็นกันเอง



เมื่อได้เงินมาแล้ว วันสงกรานต์ก็คือประมาณ วันที่ 13-14 เม.ย. นี่แหละ ชาวบ้านก็จะไปรวมตัวกันที่วัดถวายให้กับหลวงตาเจ้าอาวาส หลังพระฉันเสร็จหนุ่มสาวก็มีหน้าที่จัดอาหารส่วนหนึ่งตั้งวงให้ผู้มีอายุ ซึ่งมีทั้งไทย มอญ กะเหรี่ยง ตั้งวงกินข้าวด้วยกัน หลังจบงานคนวัยรุ่นก็จะล้างจาน เก็บถ้วยถาม ปัดกวาดเช็ดถูกศาลาก่อนไปสนุกกันต่อ บรรยากาศบ้านผมสมัยเด็กมันเป็นแบบนี้ ไม่มีการตั้งคำถามว่าเงินที่ถวายพระ ท่านเอาไปทำอะไรบ้าง เพราะทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังให้ เราถือว่าเจตนาดี สละเงินทองทำบุญไปแล้ว

เรื่องวัฒนธรรมประเพณี เรื่องศาสนา คนยุคปัจจุบันไม่ค่อยให้ความสนใจ ไม่ค่อยสืบสานและมองว่าล้าสมัย โดยไม่รู้สิ่งเหล่านี้เมื่อเราได้สัมผัสแล้ว จะสบายอารมณ์ จิตจะละเอียด สงบและไม่ทุกข์ ความจริงประเทศไทยเรามีดีด้านศิลปะวัฒนธรรมประเพณีมากมาย เรารวยเรื่องนี้มาก ต่างชาติมาเที่ยวมาสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ยิ่งศิลปะวัฒนธรรมแบบดิบ ๆ ไร้สิ่งเติมแต่ง ไร้เงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งมีเสน่ห์ พูดแบบนี้คนอาจจะมองว่าผมเป็นคนหัวโบราณ อนุรักษ์ นิยมก็ต้องยอมรับว่า “ใช่” เพราะชั่วชีวิตของเรามาจากถิ่นกำเนิดที่เราเคยเจอและชอบแบบเก่า



ยิ่งเป็นพระมาอันยาวนาน ยิ่งสัมผัสกับวิถีชีวิตใกล้ชิดกับศาสนา ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมประเพณีชุมชนยิ่งชื่นชอบ สึกออกมางานประจำคือ อาชีพสื่อมวลชน แต่งานอีกอย่างที่ชื่นชอบคือ การอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมประเพณี การช่วยเหลือด้านพระศาสนา จึงตั้ง “มูลนิธิรามัญรักษ์” เพื่อสนองความต้องการของตัวเองขึ้นมา

ที่เกริ่นมาทั้งหมดแบบสะเปะสะปะจุดประสงค์ คือ 2 ประการ คือ เล่าบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์จากชุมชนคนชายขอบ ที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมในสมัยเด็กเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว และอีกอย่างหากอ่านอย่างตั้งใจจะเห็นว่า ผมโตและได้ดีมาจากโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ภายใต้พระกรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์แห่ง “ราชวงศ์จักรี” และบวชเรียนโดยอาศัยผ้าเหลือง อาศัยข้าวชาวบ้าน ถีบตัวเองขึ้นมาจากศูนย์



ถามต่อว่า...ผมซ้ายหรือขวา ต้องตอบว่า...พระพุทธศาสนาสอนให้เราเดินสายกลาง

แต่ผมมีความรักเทิดทูนสถาบันพระพุทธศาสนา และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัริย์ยิ่งชีพ...เพราะผมถือว่าทั้งตัวผมเองมีกินมีใช้แบบทุกวันนี้ ได้พึ่งใบบุญมาจาก 2 สถาบันนี้ และทั้งเชื่อว่าประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยและมั่นคงอยู่ได้ตราบทุกวันนี้ เพราะทั้ง 2 สถาบันนี้เช่นเดียวกัน.
.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอบคุณแหล่งภาพ : https://en.pwa.co.th/ , https://www.bloggang.com , https://www.stou.ac.th/


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

บอกต่อ : 271