อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562

วินาศกรรมศรีลังกา ซ้ำรอยวิกฤติเชื้อชาติ-ศาสนา?

โบสถ์ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ในกรุงโคลัมโบเต็มไปด้วยศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาที่กำลังรวมตัวกันประกอบศาสนพิธีตามความเชื่อ กลับกลายเป็นช่วงเวลาของการเกิดวินาศกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด อาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2562 เวลา 09.30 น.

ศรีลังกาได้รับการจัดอันดับจาก “โลนลี แพลเน็ต” สำนักพิมพ์คู่มือด้านการท่องเที่ยวและการถ่ายทำสารคดีท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกจากออสเตรเลีย ให้ครองอันดับ 1 ประเทศน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกประจำปีนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอีสเตอร์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เม.ย. โบสถ์ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ในกรุงโคลัมโบเต็มไปด้วยศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาที่กำลังรวมตัวกันประกอบศาสนพิธีตามความเชื่อ กลับกลายเป็นช่วงเวลาของการเกิดวินาศกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อโบสถ์ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะเป็นโอกาสให้คนร้ายจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตายภายในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 แห่ง นอกจากนั้นยังมีโรงแรมหรูอีก 3 แห่ง ระเบิดใกล้กับสวนสัตว์แห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 3 นายพลีชีพขณะปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างบุกจู่โจมเข้าจับกุมคนร้ายที่บ้านหลังหนึ่ง

ปัจจุบันศรีลังกามีประชากรประมาณ 21.6 ล้านคน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ และรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเปิดกว้างให้แก่ประชาชนในการมีเสรีภาพเลือกนับถือศาสนา แม้หลังเกิดเหตุวินาศกรรมดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายอดนึกเปรียบเทียบกับสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพศรีลังกากับกองทัพปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ที่ยืดเยื้อนานถึง 26 ปี ระหว่างปี 2526 ถึง 2552 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน โดยเหตุวินาศกรรมวันอีสเตอร์ในกรุงโคลัมโบคร่าชีวิตผู้คน 253 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 500 คน โดยมีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วยในจำนวนทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ



หลังเกิดเหตุยังไม่มีบุคคลกลุ่มใดออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจน แม้รัฐบาลศรีลังกากล่าวโทษกลุ่มเตาฮีธ จามาอัธแห่งชาติ (เอ็นทีเจ) ว่าอยู่เบื้องหลัง แต่เอ็นทีเจยังไม่เคยออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงกลุ่มไอเอสซึ่งยังคงใช้เรื่องนี้เป็น “กลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อ” เช่นเดิม แม้ชื่อของเอ็นทีเจยังไม่เป็นที่คุ้นหูมากนักในวงกว้าง แต่กลุ่มนี้ขึ้นชื่อเรื่อง “ความเชื่อสุดโต่งทางศาสนา” และมีประวัติทำลายศาสนสถานของหลายศาสนาในศรีลังกาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

ขณะเดียวกัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหตุวินาศกรรมที่กรุงโคลัมโบในวันอีสเตอร์อาจกลายเป็นการสะกิดรอยแผลและขยายรอยร้าวระหว่างชาวทมิฬซึ่งมีสัดส่วนประชากรน้อยกว่าเมื่อเทียบกับชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่เหตุร้ายครั้งนี้จะจุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ทางเชื้อชาติภายในศรีลังกาขึ้นมาอีก เพราะสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นยาวนานร่วม 3 ทศวรรษนั้นนองเลือด กว่าจะยุติได้ด้วยข้อตกลงหยุดยิงและการปราชัยของกบฏพยัคฆ์ทมิฬ อีแลม ที่ต่อจากนั้นไม่นานบรรดาผู้นำที่เหลืออยู่ถูกประหารชีวิตทั้งหมด



อย่างไรก็ตาม ศรีลังกาเป็นประเทศที่ “ความเป็นอัตลักษณ์” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2491 เสียอีก และยิ่งเลวร้ายเมื่อหลังจากนั้นรัฐสภาที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหลออกกฎหมายชื่อ “กฎหมายสิงหลเท่านั้น” เมื่อปี 2489 ซึ่งรวมถึงการกำหนดให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาประจำชาติ และการปฏิเสธ “ให้การยอมรับอย่างเป็นทางการ” ต่อชาวทมิฬทั้งที่อาศัยอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการรวมตัวของกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม และการทำสงครามกองโจรต่อต้านรัฐบาลที่เป็นชาวสิงหลมาตลอด

แต่ในระหว่างนั้นยังมีเหตุขัดแย้งระหว่างชาวทมิฬกับชาวสิงหลอีกนับครั้งไม่ถ้วน จนชาวทมิฬรุ่นหลังหลายแสนคนพากันอพยพไปยังอินเดีย ความสัมพันธ์ระหว่างสองชนชาติตึงเครียดมากยิ่งขึ้นเมื่อเกิดเหตุสังหารทหารชาวสิงหลเสียชีวิต 1 นาย เมื่อเดือน ก.ค. 2526 จนบานปลายกลายเป็นปรากฏการณ์ “กรกฎาทมิฬ” ที่เป็นการจลาจลต่อต้านชาวทมิฬอย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 3,000 คน แม้อินเดียตัดสินใจแทรกแซงทางทหารและการเมืองเพื่อระงับเหตุเมื่อปี 2530 แต่กรกฎาทมิฬเป็นปรากฏการณ์ที่เติมเชื้อไฟให้กับสงครามกลาง เมืองในศรีลังกา และมือระเบิดฆ่าตัวตายของกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมเดินทางข้ามประเทศไปลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธี ของอินเดีย เมื่อปี 2535



ในคราบน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสียและฝันร้ายที่กลายเป็นความทรงจำของผู้รอดชีวิตจากเหตุวินาศกรรมที่กรุงโคลัมโบไปตลอดชีวิต รัฐบาลศรีลังกายังคงไม่สามารถชี้แจงได้อย่างกระจ่างในหลายประเด็น ที่สะท้อนการขาดเอกภาพภายในรัฐบาล ต่อเนื่องจากความขัดแย้งส่วนบุคคลระหว่างประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา กับนายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห เมื่อช่วงเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว แม้ตอนนี้ทั้งคู่ยืนยันว่าปรับความเข้าใจกันแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่การที่มีรายงานออกมาเกี่ยวกับการแจ้งเตือนของหน่วยข่าวกรองที่ได้รับเบาะแสจากต่างประเทศมาอีกทอดหนึ่ง นั่นคืออินเดียและสหรัฐ ว่าศรีลังกามีแนวโน้มสูงที่จะเผชิญกับเหตุร้ายที่จะก่อให้เกิด “ขอบเขตความเสียหายมหาศาล” นอกจากนี้ การที่ทั้งสิริเสนาและวิกรมสิงเหยังคงมีท่าทีคลุมเครือว่าได้รับแจ้งเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด และต่างฝ่ายต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากเพียงใด อาจหมายความว่าทั้งคู่ยังคงไม่สนิทใจต่อกันได้เต็มร้อย

ยิ่งไปกว่านั้น หากผลการพิสูจน์หลักฐานและสอบปากคำผู้ต้องสงสัยที่ฝ่ายความมั่นคงจับกุมได้แล้วเกินครึ่งร้อย กลายเป็นการสรุปว่าเอ็นทีเจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุวินาศกรรมครั้งนี้จริง มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าความโศกเศร้าของ “ชาวศรีลังกา” ในตอนนี้อาจกลับกลายเป็นการทำให้ทุกฝ่ายในประเทศแห่งนี้เข้าสู่วงเวียนของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนาที่เป็นการต่อสู้กันเองอีกครั้ง.

-----------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 18