อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

"ปั้นมนุษย์กบจิ๋ว" ดำดิ่งโลกสมุทร "ต้อ-เสริมศักดิ์"

“มนุษย์กบจิ๋ว”เพื่อดำดิ่งลงสู่โลกใต้สมุทรของจริงได้นั้น จะยากง่ายแค่ไหน จะแตกต่างกับการฝึกสอนของผู้ใหญ่หรือไม่นั้น “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปลงลึกเรื่องนี้กัน อาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2562 เวลา 10.30 น.


โลกใต้ท้องทะเลยังคงมีมนต์ขลัง จึงทำให้วงการ “ดำน้ำลึก” หรือ “สคูบ้า” ในปัจจุบันเปิดกว้างอย่างมาก โดยไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่จะชื่นชอบ แต่ “หนูน้อยวัยคุณหนู” ก็หันมาให้ความสนใจเรียนรู้วิชาการดำน้ำลึกรูปแบบนี้กันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ จะได้ลงไปสัมผัสถึงความสวยงามของโลกใต้ทะเล แต่ยังทำให้ได้เข้าใจถึงความสำคัญของระบบนิเวศทางธรรมชาติอีกด้วย รวมไปถึงช่วย “เสริมทักษะชีวิต” ไปพร้อมกัน ส่วนกว่าที่จะมาเป็น “มนุษย์กบจิ๋ว”เพื่อดำดิ่งลงสู่โลกใต้สมุทรของจริงได้นั้น จะยากง่ายแค่ไหน จะแตกต่างกับการฝึกสอนของผู้ใหญ่หรือไม่นั้น วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปลงลึกเรื่องนี้กัน...

ครูต้อ-เสริมศักดิ์ โปษยะจินดา ครูสอนดำน้ำของศูนย์ให้บริการดำน้ำลึก (The Living Sea Diving Center) ที่เป็น “ครูสอนเด็กดำน้ำลึก” เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังเส้นทางการมาเป็นครูสอนดำน้ำให้เด็ก ๆ แบบนี้ว่า... ตัวของเขาหลงใหลการดำน้ำมาเป็นเวลานานแล้ว จึงเริ่มเรียนดำน้ำจริงจังเมื่อตอนอายุ 14 ปี หรือราวปี 2529 โดยได้มีโอกาสไปเรียนดำน้ำช่วงปิดเทอม หลังจากนั้นก็จะหาโอกาสไปดำน้ำอยู่เสมอ ซึ่งตอนที่เริ่มดำน้ำลึกนั้น ขณะนั้นกีฬาชนิดนี้ ยังไม่เป็นที่นิยมในไทยเหมือนในปัจจุบัน ที่ใคร ๆ ก็ดำน้ำได้ สำหรับเส้นทางการมาเป็น “ครูสอนดำน้ำ” นี้ เขาบอกว่า เริ่มสอนมาตั้งแต่ปี 2540 โดยทำควบคู่กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ย่ำแย่ จึงตัดสินใจยึดอาชีพครูสอนดำน้ำอย่างเต็มตัว และเปิดโรงเรียนสอนดำน้ำแห่งนี้ขึ้น ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 21 ปีแล้ว



ทั้งนี้ การสอนเด็กเล็กดำน้ำลึกนั้น ครูต้อเล่าว่า จะสอนเด็กอายุตั้งแต่ 8-10 ปีขึ้นไป ซึ่งจริง ๆ ทางโรงเรียนก็เปิดสอนเด็กช่วงวัยเท่านี้มานานแล้ว เพียงแต่ขณะนั้นผู้มาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่มากกว่า เนื่องจากผู้ปกครองหลายคนยังกังวลเรื่องของความปลอดภัย และยังขาดข้อมูลที่มากพอว่า เด็กเล็กนั้นก็สามารถฝึกฝนการดำน้ำลึก หรือดำน้ำแบบสคูบ้านี้ได้ ทำให้ไม่ค่อยกล้าที่จะส่งลูกมาเรียนดำน้ำ แต่ช่วง 2-3 ปีมานี้ เริ่มมีเด็กเล็ก ๆ เข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอุปกรณ์การดำน้ำในยุคปัจจุบันนี้ ได้มีการออกแบบมาให้เด็ก ๆ ใช้โดยเฉพาะ อีกทั้งคนเริ่มนิยมดำน้ำมากขึ้น ผู้ปกครองจึงสนใจส่งให้ลูก ๆ มาเรียนดำน้ำกันเพิ่มขึ้น

ครูต้อบอกว่า สมัยก่อนการจะสอนให้เด็กดำน้ำลึกได้นั้น จะต้องเป็นเด็กที่มีตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันนี้ได้มีหลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับการสอนเด็กมากขึ้น เช่น หลักสูตรโอเพ่น วอเตอร์ (open water) ที่ได้ปรับลดอายุของเด็กที่จะเรียนดำน้ำลึก จากเดิมต้องเป็นเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ก็ลดลงมาเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป หรืออีกหลักสูตรที่พัฒนาโดยสถาบันชื่อ Professional Association of Diving Instructors (PADI) ก็ได้มีหลักสูตรชื่อ Bubblemaker เพื่อการสอนดำน้ำให้กับเด็ก ๆ ที่มีอายุระหว่าง 8-10 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ขณะที่อีก หนึ่งหลักสูตรเป็นของสถาบันดำน้ำอย่าง The National Association Of Underwater Instructor (NAUI) ที่พัฒนาหลักสูตรดำน้ำสำหรับเด็กเล็กขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งการที่มีหลักสูตรหลากหลายแบบนี้ สะท้อนว่า วงการดำน้ำในขณะนี้ได้ขยายตัวอย่างมาก



หลักสูตรเหล่านี้ จะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยกำหนด ให้การเรียนการสอนดำน้ำจะต้องอยู่ในสระว่ายน้ำเท่านั้น ยังไม่สามารถพาไปออกทะเลได้ ดังนั้น เรื่องความปลอดภัยจึงหายห่วง อย่างถ้าเป็นของ PADI ก็จะเรียก Junior open water ส่วนถ้าเป็นของ NAUI จะเรียกชื่อว่า Junior Scuba Diver โดยทั้งสองสถาบันนี้ เป็นองค์กรที่สร้างมาตรฐานให้กับครูสอนดำน้ำ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ทั่วโลกให้การยอมรับ” ครูต้อระบุ สำหรับ “การสอนเด็กดำน้ำลึก” หรือ สคูบ้า” นี้ ก่อนที่จะรับเด็ก ๆ เพื่อเข้าเรียนดำน้ำนั้น จะต้องมีการทดสอบเด็กก่อนทุกครั้งว่า พร้อมที่จะเรียนดำน้ำหรือไม่ โดยทางผู้ปกครองเป็นผู้พาเข้ามาทดสอบ เพราะเด็กมีความพร้อมที่ไม่เท่ากัน เช่น บางครั้งเด็กอายุ 8 ขวบเท่ากันก็จริง แต่การเติบโตของเด็กไม่เท่ากัน จึงต้องมีการทดสอบเสียก่อนเพื่อดูว่า เด็ก ๆ จะทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งการทดสอบนั้น เริ่มจากจะปล่อยให้เด็กลงไปภายในสระว่ายน้ำ เพื่อดูปฏิกิริยาว่า เด็กคนนั้นจะไปต่อได้ หรือไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่เพียงจ่ายเงินแล้วเข้ามาเรียนได้เลย แต่จะต้องผ่านการทดสอบตามกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้เสียก่อน จึงจะเรียนดำน้ำได้

ไม่ใช่จ่ายเงินแล้ว เรียนได้เลย แต่ต้องมาทดสอบก่อน โดยเราจะให้ทดสอบในน้ำตื้น เช่น การหายใจใต้น้ำ การแก้ไขสถานการณ์ในกรณีที่น้ำเข้าหน้ากากว่าจะต้องทำยังไง โดยเราจะสอนทั้งหมดก่อน แล้วก็จะทำการทดสอบน้อง ๆ และเมื่อทดสอบเสร็จแล้ว ก็ยังต้องมาถามเด็ก ๆ อีกว่าชอบหรือไม่ ถ้าเขาชอบก็แจ้งกับทางผู้ปกครองว่าน้องพร้อมที่จะเรียนแล้ว ถึงจะจ่ายค่าเรียน แต่ถ้าเขาทดสอบผ่าน แต่เขาเกิดไม่ชอบ ก็ไม่ต้องเรียนต่อ” ครูต้อ กล่าว



อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง ก่อนการเรียนดำน้ำนั้น ครูต้อระบุว่า คือเรื่อง “สุขภาพ” โดยทางโรงเรียนจะมีแบบฟอร์มตรวจสุขภาพ ด้วยการสอบถามจากผู้ปกครองว่า เด็กเป็นโรคอะไรที่ไม่สามารถเรียนดำน้ำได้หรือไม่ อย่างเช่น ถ้าเด็กเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง ก็จะให้ผู้ปกครองนำเด็กไปตรวจสุขภาพเสียก่อน ถ้าคุณหมออนุมัติ เราก็ให้เรียน แต่ถ้าไม่อนุมัติ ก็ต้องไม่ให้เรียนเพราะอาจจะเป็นอันตรายกับตัวเด็กได้ สำหรับกลุ่มโรคที่ทำให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดสติถ้าอยู่ใต้น้ำได้นั้น ก็มี อาทิ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือเคยผ่าตัดหัวใจ เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ลมชัก และภูมิแพ้ เป็นต้น ซึ่งหากเข้าข่ายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเช่นนี้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ควรเสี่ยงที่จะมาเรียนดำน้ำลึก

การจัดระเบียบพื้นที่การเรียนการสอนก็สำคัญเพราะต้องเอื้ออำนวยกับความปลอดภัยทั้งหมด เราจะไม่ใช้พื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงในการสอนเลย เช่น ถ้าเด็กยืนไม่ถึงพื้น ก็จะมีเก้าอี้วางไว้เพื่อช่วยให้เด็กสามารถยืนได้ และจำนวนครูกับลูกศิษย์ก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน คือ ในการสอนเด็กเล็ก ๆ ครู 1 คนจะสอนเด็กได้ 2 คน ถ้าเป็นเด็กอายุ10 ปีขึ้นไป ก็จะเป็นเด็ก 4 คนต่อครู 1 คน” เป็นข้อมูลด้านความปลอดภัยในการ “สอนเด็กเล็กดำน้ำลึก”

การสอนต้องระมัดระวังอะไรเป็นพิเศษ? กับเรื่องนี้ ครูต้อบอกว่า สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องไม่ให้เด็กเกิดการสำลักน้ำ ส่วนหลักการสอนของครูสอนดำน้ำนั้น จะต้องสอนทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อให้เด็กสามารถที่จะแก้ปัญหาเองได้ เมื่อเจอกับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งไม่แตกต่างจากการสอนผู้ใหญ่ดำน้ำ เพียงแต่อาจจะต้องมีเทคนิคมากกว่าการสอนผู้ใหญ่ เพื่อให้เด็กสนใจและเข้าใจในเนื้อหา



“ทีมวิถีชีวิต” ขอให้ครูต้อ เปรียบเทียบความ “ยาก-ง่าย” ว่า ระหว่างการสอนดำน้ำให้ “ผู้ใหญ่กับเด็ก” โดยเขายิ้ม พร้อมระบุว่า “ถ้าถามว่าสอนเด็กกับผู้ใหญ่แบบไหนยากกว่ากัน พูดเลยว่าสอนผู้ใหญ่บางคนยากกว่าสอนเด็กอีก เพราะเด็กบางคนนั้นรับรู้ได้เร็ว และไม่คิดซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่ เด็กจะรับอะไรไป ก็ทำไปตามนั้น และอีกอย่างคือความเครียดของเด็ก มีไม่มากเท่าผู้ใหญ่ เด็กจึงรับรู้ได้เร็วกว่า เพียงแค่เด็กส่วนใหญ่จะอยู่ไม่นิ่ง ความยากคือต้องทำยังไง ต้องหลอกล่อยังไง เพื่อให้เขาสนใจที่จะเรียน และมีสมาธิในสิ่งที่เราได้สอนไปให้ได้ สำหรับเทคนิคของผมคือ จะให้พักบ่อย ๆ เพราะเด็กเขายังไม่ใช่วัยที่ชอบฟังอะไรติดต่อก่อนยาว ๆ” ครูต้อระบุ

ก่อนจากกัน “ทีมวิถีชีวิต” อดถามกับ ครูต้อ-เสริมศักดิ์ ไม่ได้ว่า “เรียนดำน้ำแล้วเด็กจะได้อะไร?” เรื่องนี้ ครูสอนดำน้ำคนเดิมกล่าวว่า หลัก ๆ ที่เด็ก ๆ จะได้รับคือ ทักษะเอาชีวิตรอด เมื่ออยู่ในน้ำ เพราะเด็กจะได้เรียนรู้การลอยตัวในน้ำให้เป็น ซึ่งการหายใจเป็นหลักสำคัญของการดำน้ำ อีกทั้งยังมีผลต่อสภาวะจิตใจ และสมาธิในขณะดำน้ำอีกด้วย นอกจากนั้นการเรียนดำน้ำจะมีขั้นตอนในการเรียน ที่จะติดตัวเด็กไปจนโต โดยเด็กสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

การดำน้ำไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และการสอนให้เด็กเล็กดำน้ำ คุณครูทุกคนจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากทุกอย่างถูกกำหนดไว้เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากเรียนจากน้ำตื้น ๆ ก่อน จนเมื่อมีทักษะมากขึ้น หรืออยู่ในระดับมาสเตอร์ ก็จะค่อย ๆ เพิ่มระดับความลึกของน้ำ ซึ่งหลักสูตรสำหรับเด็กเล็กจะเน้นค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ ฝึก เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจและความมั่นใจ จะไม่รวบรัด เพราะต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ที่สำคัญต้องทำให้รู้สึกสนุก เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ได้มาเรียนรู้นั้น เกิดความรักในกีฬาดำน้ำ เพราะเมื่อเขายิ่งได้ดำน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะ...

...ยิ่งหลงรักธรรมชาติมากขึ้น.
..............................................
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%