อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562

คนไทยมีความสุขจริงไหม เมื่อหลายอย่างไม่ได้ดั่งใจ

สัปดาห์นี้มี 2 เรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นกระแสให้คนไทยในสังคมวิจารณ์ และทำให้คนไทยไม่ค่อยจะมีความสุขเมื่อไม่ได้ดั่งใจ พฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้พูดถึงเรื่องผลสำรวจจากสื่อบลูมเบิร์กที่ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์น้อยที่สุดจริงหรือ” ซึ่งเอาจริงก็น่าเชื่อว่าไทยไม่ใช่ประเทศที่ทุกข์ยากอะไรเท่าไหร่หรอก เพียงแต่หลาย ๆ เรื่องที่เรายังไม่ค่อยคิดในทำนองพอใจกับสิ่งที่เรามี หรือหลายเรื่องเราชอบขยายปัญหา กระทั่งเอาปัญหารอบตัวมาเยาะเย้ย ว่านี่คือลักษณะของ “ประเทศด้อยพัฒนา” ก็เลยมีคนรู้สึกว่าประเทศไทยไม่ค่อยน่าพอใจ

มีเสียงสะท้อนกลับมาอีกว่า ความไม่น่าพอใจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่คนเขาจิกกัดกันเยอะ ๆ มาจากเรื่องความอีเหละเขะขะ ไม่เป็นระเบียบ ไม่เคารพกฎหรือกติกาสังคมของบ้านเราเสียก็มาก และก็ชอบมีข้ออ้าง “กฎมีไว้แหก” แบบเข้าข้างตัวเอง ข้ออ้างบางเรื่องก็เลยเถิดไปขนาด “เอาเกรียนเข้าสู้” คือมากเกินกว่าอ้างความจำเป็นหรือความน่าสงสารไปแล้ว แต่เป็นการแถเพื่อจะเอาชนะให้ได้ เพราะคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก

คนที่มาสะท้อนภาพนี้เขาก็เล่าว่า ให้ดูว่าเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง the avenger : End game ภาคต่อของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่คนทั่วโลกตั้งตารอคอยเข้าฉาย สักพักก็มีพฤติกรรมประเภทไม่รู้ไปเอาหนังซูมมาจากไหน (มีข่าวว่าตัวซูมหลุดออกมาจากพวกทำซับไตเติลหรือทำพากย์ หรือไม่ก็มาจากการไปแอบถ่ายในโรงหนังนั่นแหละ) เอามาเผยแพร่กันสนุกสนานในโซเชียล เช่น เฟซบุ๊กไลฟ์ ก็มีคนเข้าไปกดดูกันอยู่



ก็มีคนที่ไม่ค่อยชอบพฤติกรรมแบบนี้เข้าไปตักเตือน ว่ามันคือการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าน่าดีใจที่คนไทยตระหนักถึงเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์มากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งที่ค่ายหนังค่ายเพลงบ้านเราเจ๊งไม่เป็นท่าไปเยอะก็เพราะเรื่องไม่ใส่ใจกับทรัพย์สินทางปัญญา ในโลกอินเทอร์เน็ตนี่มีลักษณะอย่างหนึ่ง ที่คนเริ่มจะตระหนักถึงเรื่องความผิดถูกทางสังคมและกฎหมายมากขึ้น และคอยช่วยกันจับจ้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการทำผิด

กลายเป็นว่า ฝ่ายที่เห็นดีเห็นงามกับเรื่องการนำหนังซูมมาฉายก็ตอบโต้ไปแบบแรง ๆ (อย่างที่ศัพท์คนรุ่นใหม่เขาเรียกว่า “พฤติกรรมตลาดล่าง”) ซึ่งก็มีหลายเหตุผลที่ฟังแล้วชวนเวียนหัวทั้งสิ้น ประเภทว่า จะมาโวยวายแทนทำไมค่ายหนังเขาไม่เดือดร้อนหรอกเรื่องแค่นี้ , สงสารคนจนที่เขาอยากดูแต่ไม่มีโอกาสได้ดู , ที่เอามาฉายให้เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่จะได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนอยากไปดูหนังมากขึ้น ฯลฯ ที่อ่านแล้วได้แต่สงสัย “คิดได้ไง?”

เขาว่า ความไม่น่าอยู่สำคัญเรื่องหนึ่งของประเทศไทย คือ ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่คิดจะเคารพกฎกติกาในสังคม และเฝ้าหาข้ออ้างว่าสิ่งที่ตัวเองทำ “ไม่น่าจะผิด” คือบางคนก็รู้อยู่แล้วว่ามันผิด แต่มีพฤติกรรมมักง่ายหรืออยากเอาหน้าอะไรก็ตามแต่ ที่จะฝ่าฝืนกฎให้ได้ แล้วคิดว่าตัวเองเจ๋ง มันตื่นเต้นดีที่ตำรวจยังไม่มาจับ แต่สุดท้ายพอเขาเอาเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ก็จ๋อยสนิทแล้วก็ยกเหตุผล “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ซึ่งมันจะกลายเป็นข้ออ้างทำชั่วไปแล้ว



คนที่เขาเห็นว่า การเคารพกฎระเบียบก็เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม เจอข้ออ้างประเภท “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” บ่อย ๆ ก็รู้สึกเบื่อหน่าย และคิดว่าแบบนี้แหละที่ประเทศไทยไม่ค่อยน่าอยู่ เพราะต้องทนกับคนประเภทนี้ไม่รู้นานแค่ไหน และไม่รู้ว่าวันไหนจะได้เจอ และ “พฤติกรรมตลาดล่าง” บางทีก็ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะไปเตือนไปต่อกรด้วย เพราะมักจะพาพวกมักง่ายแนว ๆ เดียวกันมารุม

ความไม่ได้ดั่งใจที่ทำให้คนไทยไม่น่าจะสุข ที่ว่าไปแล้วก็คือเรื่องการต้องเห็นคนไม่เคารพกฎระเบียบ ซึ่งก็มีคนพูดเข้าหูมาอีกว่าสิ่งที่ทำให้คนไทยไม่น่าจะสุขอีกอย่างก็คือเรื่อง ปัญหาการใช้กฎหมายด้วยส่วนหนึ่ง โดยเขายกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ เลยว่า สิ่งที่ทำให้คนรำคาญไปจนถึงไม่ชอบใจมากขณะนี้ก็คือ เรื่อง การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งนี่แหละ ที่เลือกตั้งไปเกินเดือนแล้วก็ยังไม่รู้อะไรเป็นอะไร การเมืองมันจะออกลูกไหน

ตั้งแต่การเขียนกฎหมายเรื่องการนับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ “ตกลงเอายังไงหว่า?” ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องที่ กกต. ส่งไปให้ตีความแล้ว ทีนี้รอผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปให้ตีความอีก ซึ่งยังไม่รู้ออกรูปไหน และที่นี้ถ้า กกต. รับรองผลไปก่อนโดยการใช้สูตรทั้งได้แค่สิบกว่าพรรค หรือได้พรรคเล็กรวม 25 พรรค ก็มีคนไม่พอใจไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความได้อีก หลังเปิดสภาก็ไม่แน่ว่าจะต้องกลับมาคำนวณกันใหม่หรือเปล่า



ไปจนถึงเรื่องการที่พรรคอนาคตใหม่โดนรุมกินโต๊ะอยู่ในขณะนี้ ด้วยเรื่องการถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตคดโกงอะไรหรอก แต่เป็นเรื่องของการ “ขาดคุณสมบัติ” เข้าใจว่าที่ออกแบบกฎหมายมาเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันคนที่ทำอาชีพสื่อผลิตเนื้อหาที่ให้คุณกับตัวเอง ให้โทษกับผู้อื่น ซึ่งเดิมก็โดนร้องเรียนแต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค แต่ต่อมาเหมือนคนร้องเขาบอกจะร้องผู้สมัครและว่าที่ ส.ส.อีก 11 คน

และก็มีคนจะตีความเลยเถิดไปว่า ถ้าตัดสิทธิ์นายธนาธรและคนอื่น ๆ ได้ ความผิดจะลามไปกลายเป็นว่า นายธนาธรในฐานะหัวหน้าพรรค จะมีความผิดอื่นเพิ่มในข้อหา ไปรับรองสิทธิ์ให้คนที่ขาดคุณสมบัติแต่แรก ซึ่งทางพรรคอนาคตใหม่เขาก็สู้สิ เขายกตัวอย่างว่า พรรคอื่นก็มีกรณีนี้ เช่นพรรคประชาธิปัตย์ที่รับรอง นายอรชุน ประสิทธิ์สมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.ของอ่างทอง และจะตรวจสอบไปถึงพรรคพลังประชารัฐด้วย เพราะก็มีบางคนน่าจะมีปัญหา



พอพูดเรื่องคุณสมบัติของนายธนาธร ก็น่าสนใจว่าแล้วเรื่องคุณสมบัติของ “บิ๊กตู่” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐล่ะ? มีคนยกคดีเหมืองทองอัครามาอ้างว่า “บิ๊กตู่” เซ็นคำสั่งในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ หรือยกกรณีที่ “บิ๊กตู่” เรียกนายสมบัติ บุญงามอนงค์ เข้ารายงานตัวว่า ศาลก็ระบุว่า “บิ๊กตู่” เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ  ซึ่งพอตรวจสอบดูเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินยกคำร้องไปแล้ว แต่จะมีใครปลุกคดีนี้อีกหรือเปล่า

เสียงก็ยังน่าจะแกว่ง โหวตนายกฯ ก็เผลอ ๆ ไม่เสร็จเสียทีก็จะเป็นสภาที่ดูประหลาด เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็ทำงานต่อไปเรื่อยตราบใดที่รัฐบาลใหม่ยังเข้ามาไม่ได้ แล้วถ้าเสียงปริ่มรัฐบาลเสนอกฎหมายจะสมยอมกับสภาได้หรือ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีความเห็นอยู่ว่าถ้าเป็นกฎหมายทางการเงินแล้วไม่ผ่านสภา รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก นัยว่า เพราะสภาฯ ไม่ไว้วางใจกลาย ๆ เรื่องการใช้เงิน

บอกเลยว่า หลังการเลือกตั้งรอบนี้นักวิเคราะห์เหนื่อยที่สุด เพราะมันไม่เสร็จง่าย ไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่าง สูตรโน้นสูตรนี้โผล่มาเรื่อย จนไม่รู้จะวิเคราะห์อย่างไรให้ชี้ชัดง่าย ๆ เหล่านี้ก็เป็นปัญหาเรื่อง “ไม่รู้กฎหมายจะเอาอย่างไร” ใช่หรือไม่?  เราก็คงคิดว่าเรื่องพวกนี้มีใครชี้ชัดได้ก็ดี

นี่ก็คือจำนวน 2 เรื่องที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยจะสุขที่นำมาเล่าสู่กันฟังวันนี้.  
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay , www.marvel.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 129