อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

สืบราชสมบั ติญี่ปุ่น รุ่งอรุณแห่งรัชสมัย"เรวะ"

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จขึ้นสู่ราชบัลลังก์สืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา คือสมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโต เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ที่ 126 แห่งราชวงศ์ยามาโตะ ซึ่งเป็นราชวงศ์เก่าแก่ที่สุดในโลก อาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.30 น.

ดินแดนอาทิตย์อุทัยเข้าสู่รุ่งอรุณแห่งรัชสมัย “เรวะ” ที่หมายถึงความสงบเรียบร้อยอันงดงามและยั่งยืน เป็นปีแรกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังรัชสมัยเฮเซที่หมายถึง “การมุ่งสู่สันติภาพ” สิ้นสุดลงในปีเฮเซที่ 31 เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จขึ้นสู่ราชบัลลังก์สืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา คือสมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโต เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ที่ 126 แห่งราชวงศ์ยามาโตะ ซึ่งเป็นราชวงศ์เก่าแก่ที่สุดในโลก มีพระราชลัญจกรหรือตราสัญลักษณ์เป็นดอกเบญจมาศ

การเปลี่ยนผ่านรัชสมัยจากเฮเซสู่เรวะเป็นมากกว่าประวัติ ศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 2 ศตวรรษของญี่ปุ่น ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์หนึ่งทรงสละราชสมบัติให้แก่องค์รัชทายาทขณะยังทรงมีพระชนม์ชีพ นับตั้งแต่สมเด็จพระจักรพรรดิโคกะกุ ในรัชสมัยเอโดะ เมื่อปี 2360 แต่เป็นการผลัดแผ่นดินที่ “สานต่อความเปลี่ยนแปลง” อย่างแท้จริง ในยุคหลังสงครามโลกทั้งสองครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในความทรงจำของสมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโต และสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงมิชิโกะ ซึ่งทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชสมภพในช่วงเวลานั้น ทรงเติบโตและทอดพระเนตรความมุ่งมั่นและการต่อสู้ที่ต้องแลกกันด้วยชีวิตเพื่อเอาชนะ ในรัชสมัยของอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต ซึ่งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทอย่างมากในฝั่งเอเชียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในที่สุดญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่พ่ายแพ้ นอกจากบ้านเมืองที่พังทลายราบเป็นหน้ากลอง หนึ่งในเงื่อนไขที่ฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะต้องการจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายปราชัยนั้น ส่งผลกระทบถึง “สถานะ” และ “เสถียรภาพ” ของราชวงศ์



ในขณะที่การเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต หรือสมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตในปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2532 นั้น ยังคงเกิดขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้าของพสกนิกรจากการเสด็จสวรรคตของอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตที่ถือเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยโชวะ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษของรัชสมัยเฮเซ สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตทรงมีพระราชจริยวัตรที่ดูนุ่มนวลและอ่อนโยนมากกว่าพระราชบิดาของพระองค์หนึ่งในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวญี่ปุ่นจดจำได้ดี คือการที่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ประสบภัยพิบัติสึนามิ ที่จังหวัดฟุกุชิมะด้วยพระองค์เอง ทั้งสองพระองค์ประทับบนพื้นเสื่อเฉกเช่นประชาชนทั่วไป และทรงน้อมพระวรกายรับฟังความทุกข์ยากของพสกนิกร

แม้ทั้งสองพระองค์ทรงไม่มีอำนาจโดยตรงในการตัดสินพระทัย แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเสด็จพระราชดำเนินของทั้งสองพระองค์ในครั้งนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างใหญ่หลวงต่อชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ ไม่เพียงแต่เฉพาะกับผู้ประสบภัย สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตทรงย้ำให้แก่พสกนิกรของพระองค์แล้วว่า จริงอยู่ที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนรุ่นเก่ายังคงมีความเชื่อตามศาสนาชินโต ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงอยู่ในฐานะ “สมมติเทพ” ว่าพระองค์ทรงสืบเชื้อสายจากเทพอามาเทราสึ หรือ “สุริยเทพ” ซึ่งเป็นที่มาของวลีที่ชาวญี่ปุ่นเรียกขานตัวเองและชาวโลกรู้จักญี่ปุ่นว่าเป็น “ลูกพระอาทิตย์” แต่สมเด็จพระจักรพรรดิและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่ในสถานะที่ “จับต้องได้” ตามแนวคิดระบบการเมืองสมัยใหม่ที่สหรัฐซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายชนะสงคราม ภายใต้การนำทัพของพลเอกดักลาส แมคอาร์เธอร์ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ญี่ปุ่นใช้นับจากนั้นจนถึงปัจจุบัน



การปรับทัศนคติดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตทรงปฏิบัติอย่างเปิดเผยตลอดมา ซึ่งนอกจากนั้นยังรวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงแสดงความเคารพแก่สุสานทหารนิรนามทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกันซึ่งเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นเสด็จพระราชดำเนินมายังสถานที่แห่งนี้



พระราชกรณียกิจในสมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตและสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงมิชิโกะตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษที่ผ่านมาทรงเป็นการปูทางที่ทั้งสองพระองค์ทรงเตรียมการไว้เป็นอย่างดีด้วยพระราชดำริอันลึกซึ้ง เพื่อให้พระราชพิธีสืบทอดราชบัลลังก์ขององค์รัชทายาท และการรักษาสถานภาพของราชวงศ์ยามาโตะเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด ท่ามกลางความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเพียง 3 ล้านคนจากรัชสมัยเฮเซสู่รัชสมัยเรวะ คือจาก 123 ล้านคนเป็น 126 ล้านคน จึงไม่น่าแปลกใจที่ญี่ปุ่นจะเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศลำดับต้นของโลก นอกจากนั้นยังมีความสัมพันธ์กับจีน สหรัฐ และสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ตลอดจนความพยายามของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการส่งเสริมบทบาทสตรี ซึ่งตรงกับพระจริยวัตรของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ที่ทรงได้รับการชื่นชมจากสังคมญี่ปุ่นให้เป็นต้นแบบของ “ผู้หญิงทำงานยุคใหม่” แน่นอนว่าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะจะไม่ทรงมีบทบาทในทางการเมือง แต่ทั้งสองพระองค์ในฐานะศูนย์รวมจิตใจดวงใหม่ของพสกนิกรจะทรงงานที่เป็นแบบอย่าง และเป็นการนำทางให้แก่ชาวญี่ปุ่น ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว.

----------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33