อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 มิถุนายน 2562

"วิถีคนประมงเชียงคาน" เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นโอกาส

จำเป็นต้องปรับตัว เพราะโลกมันหมุนอยู่ทุกวัน” เป็นเสียงจาก “ชาวประมงพื้นบ้าน” พื้นที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ที่บอกเรื่องราวนี้ ขณะกำลังเตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์เพื่อออกไปจับปลาในแม่นํ้าโขง อาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.30 น.

จำเป็นต้องปรับตัว เพราะโลกมันหมุนอยู่ทุกวัน” เป็นเสียงจาก “ชาวประมงพื้นบ้าน” พื้นที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ที่บอกเรื่องราวนี้ ขณะกำลังเตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์เพื่อออกไปจับปลาในแม่นํ้าโขง โดยภาพของชาวประมงที่ออกไปจับปลาเหล่านี้ เป็นภาพที่คุ้นตาของผู้คนที่นี่ หากแต่เป็นภาพที่ดูแล้วงดงามประทับใจของนักท่องเที่ยว จนทำให้หลายคนอดที่จะหยิบกล้องถ่ายภาพ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเก็บภาพความประทับใจนี้เอาไว้ไม่ได้ ซึ่งในเวลานี้ได้กลายมาเป็น “จุดเด่น” ที่ถูกหยิบยกนำมาเป็น “จุดขาย” ให้กับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “เชียงคาน” ในเวลานี้ ที่เป็นหนึ่งในกระบวนการปรับตัวของผู้คนที่นี่ ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวนำมาเล่าสู่กัน...



ชาญณรงค์ วงศ์ลา ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง บอกเล่าเรื่องนี้ กับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ปัจจุบันอำเภอเชียงคาน เป็นเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะมีธรรมชาติที่สวยงาม ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชน ทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัส

อย่างไรก็ตาม สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวรู้จัก มีเพียงถนนชายโขง หรือถนนคนเดิน โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการเดินชมบ้านไม้เก่า หรือไม่ก็ไปท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้ ภูทอก วัดในชุมชน และการมายืนชมบรรยากาศแม่นํ้าโขงจากบนฝั่งเท่านั้น ทั้งที่ยังมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวอีกมาก ที่น่าจะนำมาใช้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อีกมาก เช่น การทำประมงพื้นบ้าน ดังนั้นจึงมีการดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวของชาวประมงเชียงคาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของคนลุ่มแม่นํ้าโขง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่อของชาวประมง จึงกลายเป็นที่มาของ โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของแม่นํ้าโขงเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมของชาวประมงในแม่นํ้าโขง ขึ้น เป็นการระบุจากตัวแทนวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง

พอมีโครงการขึ้นมา ทำให้ทุกคนเกิดการทบทวนความรู้ ความเชื่อ และพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่นํ้าโขง รวมถึงระบบนิเวศต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของชาวประมง จนเกิดการตั้งศูนย์เรียนรู้คนกับของเชียงคานขึ้น ซึ่งดัดแปลงขึ้นจากแพของชาวประมงโดยภายในศูนย์มีการจัดนิทรรศการภาพวิถีชีวิตแม่นํ้าโขง โมเดลปลาชนิดต่าง ๆ รวมถึงมีการจัดแสดงเครื่องมืออุปกรณ์หาปลาที่ใช้งานได้ เช่น มอง หรือข่าย เบ็ด ซ้อน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้สนใจและนักท่องเที่ยว” ชาญณรงค์ กล่าว



พร้อมระบุอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ทดลองจัดการท่องเที่ยวโดยชาวประมงขึ้นเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 จะเป็นการท่องเที่ยวทางเรือ เพื่อชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง รูปแบบที่ 2 เป็นการล่องเรือชมความสวยงามของธรรมชาติแม่นํ้าโขง และชมพื้นที่ระบบนิเวศที่สำคัญ พร้อมกับมีการบอกเล่าถึงตำนาน ความเชื่อ และยังได้เข้าไปสัมผัสถึงวิถีการทำเกษตรริมโขง โดยรูปแบบนี้จะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 4-5 ชั่วโมง ขณะที่รูปแบบที่ 3 จะเป็นการท่องเที่ยวที่ใช้ระยะเวลาตลอดทั้งวัน เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมง โดยนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิธีการหาปลา ได้ชมธรรมชาติ ไปจนถึงการได้ชื่นชมพระอาทิตย์ตกกลางแม่นํ้าโขง “จากที่ได้ลองเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่เราจัดขึ้นนี้ ปรากฏว่าส่วนใหญ่ชอบ และให้ความสนใจดีมาก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนคนเดิมระบุถึงผลที่เกิดขึ้น หลังจากได้มีการเปิดรูปแบบการท่องเที่ยวเกษตรริมโขงขึ้น

อนึ่ง จากผลดำเนินการที่ผ่านมา เขาบอกเราว่า จากเรื่องนี้ก็ได้นำไปสู่การทำวิจัยใน โครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายด้านการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเรือของชาวประมง โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของ อ.เชียงคาน เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับปัจจัย เงื่อนไข และรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายด้านการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเรือของชาวประมงในพื้นที่ ซึ่งผลการศึกษาในปี 2560 ก็พบว่ามีจำนวนนักเที่ยวมาเชียงคานอยู่ที่ประมาณ 455,100 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 91.1 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด และมีรายได้จากการท่องเที่ยวต่อปีอยู่ที่ประมาณ1,137,750,000 บาท หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 2,500 บาทต่อคนโดยช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด จะอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว คือ ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นปีหรือประมาณเดือนเมษายน ส่วนการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายการท่องเที่ยวทางเรือของชาวประมงเชียงคาน พบว่า มีด้วยกัน 6 รูปแบบ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 พ.ย. 2559-วันที่ 3 เม.ย. 2560 พบว่า มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทางเรือกับกลุ่มประมงถึง 720 คน เกิดเป็นรายได้ประมาณ 310,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวกับเครือข่ายชาวประมงเชียงคานนั้น จะนิยมมาท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงออกพรรษา ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ...ชาญณรงค์ให้ข้อมูลนี้ กับเรา



นอกจากนี้ เขายังเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ชุมชนชาวประมงเชียงคานได้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น โดยจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขงประมงพื้นบ้านเชียงคานขึ้น ซึ่งมี ประยูน แสนแอ ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม เพื่อดำเนินการด้านการท่องเที่ยว และเชื่อมโยงภาคีด้านการท่องเที่ยวในเชียงคาน กับเครือข่ายอื่น ๆ ให้มาร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยนอกจากได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. แล้ว ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเลย (อพท.5) และสถาบันอาศรมศิลป์ เพื่อให้ดำเนินการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์ชาวประมงเชียงคาน” หรือ “ศูนย์เรียนรู้ประมงพื้นบ้านเชียงคาน” ขึ้น โดยเพิ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2561 เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้ชุมชน และเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น

คาดว่าศูนย์ดังกล่าวจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของเชียงคานต่อไป ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการปรับตัวของชุมชน โดยการใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน เพื่อสร้างกระบวนการจัดการกับปัญหาของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเราหวังว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะทำให้ชุมชนเกิดความรัก ความหวงแหนต่ออาชีพ วิถีชีวิต และทรัพยากร มากยิ่งขึ้น” ชาญณรงค์ ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนคนเดิมย้ำถึง “ผลลัพธ์ปลายทาง” ของเรื่องนี้ กับ “ทีมวิถีชีวิต”



ด้าน ยุทธนา วงศ์โสภา ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดเลย ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. กล่าวถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า สำหรับโครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงฯนั้น จากการเก็บข้อมูลในพื้นที่ปากแม่นํ้าเลยและแม่นํ้าโขงในพื้นที่บ้านคกมาด และบ้านเชียงคาน หมู่ที่ 1 ทำให้ทราบว่า มีชาวประมงในพื้นที่ศึกษาประมาณ 83 คน ส่วน ประเภทของสัตว์นํ้าที่จับเพื่อประกอบอาหาร มีทั้งหมด 130 ชนิด แบ่งออกเป็นปลา 115 ชนิด ปู 3 ชนิด กุ้ง 4 ชนิด และหอย 7 ชนิด ซึ่งจากข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า แหล่งทรัพยากรที่มีนี้ ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องพึ่งพาแหล่งอาหารจากภายนอก

อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อมีนโยบายหรือโครงการพัฒนา เช่น โครงการกั้นฝายแม่นํ้าเลย โครงการพัฒนาในลุ่มแม่นํ้าโขงเกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีเหล่านี้ได้เข้ามาได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงเหล่านี้ และทำให้ระบบนิเวศต่าง ๆ เปลี่ยนไป อาทิ เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับนํ้าในแม่นํ้าโขง รวมไปถึงเกิดการผันผวนของระดับนํ้าในแม่นํ้าเลยและแม่นํ้าโขง นอกจากนี้การขนส่งของเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การจับปลาถูกรบกวนจากคลื่น และสร้างความเสียหาย ให้กับอุปกรณ์ดักปลาของชาวประมงจากการที่ถูกคลื่นพัดลงนํ้าจมหายไปอีกด้วย ไม่รวมถึงอุบัติเหตุของเรือประมงพื้นบ้านเหล่านี้ ในกรณีที่ไม่สามารถนำเรือหลบเข้าฝั่งได้ทัน ...เป็น “ภาพสะท้อน” ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ “เชียงคาน” ที่ ยุทธนา เจ้าหน้าที่ สกว.ได้ฉายไว้



ส่วนเรื่องภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชาวประมงนั้น เขาเล่าว่า จากการที่ชาวบ้านได้ทำการศึกษาด้วยตัวเอง ก็ค้นพบองค์ความรู้ ที่สามารถแยกความรู้ออกได้เป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้เรื่องสัตว์นํ้า, ความรู้ด้านเครื่องมือหาปลา, ความรู้ด้านเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการหาปลา, ความรู้ด้านวิถีชีวิตชาวประมง และความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมการหาปลา เป็นต้น ซึ่งจากวิถีชีวิตดังกล่าว ได้มีการนำไปสร้างการเรียนรู้ให้กับคนในพื้นที่ อาทิ กิจกรรมศิลปะแห่งสายนํ้า เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้ กับเด็กนักเรียนในพื้นที่, การสร้างศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวประมง เพื่อ เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้การทำประมงในแม่นํ้าเลยและแม่นํ้าโขง โดยปรับปรุงแพปลาเก่าให้เป็นมหาวิทยาลัยชาวบ้านหรือชุมชน เพื่อเป็นศูนย์ประสานของสมาชิกชาวประมง และเป็นสถานที่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์, กิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเครือข่ายชาวประมงในลุ่มแม่นํ้าโขง รวมถึงกิจกรรมการทำบุญต่อชะตาแม่นํ้าเลยและแม่นํ้าโขง เป็นต้น ..ยุทธนา เจ้าหน้าที่สกว. คนเดิม กล่าว



ทั้งนี้ “เชียงคาน” อยู่ห่างจากจังหวัดเลยไป 48 กิโลเมตร แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ทำให้ในแต่ละปีมีผู้เดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เพื่อดื่มดํ่าบรรยากาศสวยงามริมนํ้าโขง โดยมีไฮไลต์สำคัญของ “เมืองเชียงคาน” คือ เสน่ห์ของบ้านไม้เก่า ย่านถนนคนเดินหรือถนนชายโขง รวมถึงภาพของวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่ายของชาวเชียงคาน ที่ดึงดูดใจให้หลายคนต้องมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ นอกจากนั้น “วิถีชาวประมงเชียงคาน” ที่ออกจับปลาในสายนํ้าโขงเบื้องหน้า ก็เป็น “ภาพประทับใจ” ที่เมื่อใครได้เห็นแล้ว คงยากที่จะลืม ซึ่งขณะนี้ภาพวิถีชีวิตที่คนในพื้นที่คุ้นตามานานนี้ กำลังเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ของ “คนเชียงคาน” ที่ได้ถูกนำมาใช้เป็น “กลไก” เพื่อจะ “ปรับตัว-ตั้งรับ” กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แถมช่วย “ส่งเสริมรายได้” ให้ผู้คนริมนํ้าโขงแห่งนี้... ได้น่าสนใจ...ไม่น้อย.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 25