อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

โรคแพ้เหงื่อตัวเอง

ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเรียกตัวเอง มักมีอาการคันที่ผิวหนังหรือมีผดผื่นแดงนูนเกิดขึ้นเมื่อมีเหงื่อออก ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย การทำงานกลางแจ้งในขณะที่มีอากาศร้อน เสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น.


โรคแพ้เหงื่อตัวเอง เป็นอาการที่ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเรียกตัวเอง เนื่องจากมักมีอาการคันที่ผิวหนังหรือมีผดผื่นแดงนูนเกิดขึ้นเมื่อมีเหงื่อออก อาการเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย การทำงานกลางแจ้งในขณะที่มีอากาศร้อน

สาเหตุของโรคแพ้เหงื่อตัวเองหรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรมเนื่องจากพบในครอบครัวเดียวกันและมักพบอาการแพ้ในระบบอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ที่จมูก หอบหืดร่วมด้วย เป็นต้น นอกจากนี้มักพบปัจจัยกระตุ้นที่ก่อให้เกิดผิวแห้ง ระคายเคือง จากการใช้สบู่ที่แรงหรือใช้ปริมาณมากเกินไป การอาบนํ้าอุ่นจัด อาบนํ้าบ่อยเกินไป สามารถทำให้โรคกำเริบได้ ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค สังเกตอาการ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และทราบวิธีการดูแลตนเอง เช่น เมื่อมีเหงื่อออกควรใช้ผ้าชุบนํ้าธรรมดาเช็ดเบา ๆ เพื่อเอาเหงื่อออกจากผิวหรืออาบนํ้า ถ้ามีเหงื่อออกทั่วตัว ควรเลือกใช้สบู่อ่อน ๆ และหลีกเลี่ยงสบู่ที่เป็นด่าง หลีกเลี่ยงการอาบนํ้าอุ่นจัดและแนะนําให้ใช้นํ้าที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงสบู่หรือนํ้ายาทําความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย (anti-septic) เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ ควรทาโลชั่นบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื่นกับผิวหนังภายใน 5 นาทีหลังจากการอาบนํ้าเสร็จ ภายหลังการเช็ดตัว หมาด ๆ เพื่อให้โลชั่นซึมลงสู่ผิวได้ดี หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อนจัดเป็นระยะเวลานาน หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ เช่น ผ้าขนสัตว์ เป็นต้น ผ้าที่เหมาะสม คือ ผ้าฝ้าย หรือใส่เสื้อผ้าโปร่งบางที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการเกา ถูบริเวณผื่นหรือการสัมผัสต่อสารที่ระคายเคืองหรือ แพ้



แนวทางการรักษา ได้แก่ การทายาสเตียรอยด์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการกําเริบของผดผื่น โดยแนะนําให้ผู้ป่วยทายาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์อ่อนหรือปานกลางวันละ 2 ครั้งเมื่อควบคุมอาการได้ควรลดการใช้ยาลงหรือ หยุดยาอาจใช้ยาทาเป็นช่วง ๆ และควรใช้ยาทาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุดที่สามารถควบคุมโรคได้ แต่หากมีผื่นนูนแดงชนิดลมพิษ ควรใช้ยาต้านฮีสตามีนชนิดรับประทาน (anti-histamine) หรือยาแก้แพ้ร่วมด้วย ผลข้างเคียงหรืออันตรายจากการใช้ยาทาในกลุ่มสเตียรอยด์ที่แรงและนานเกินไป ได้แก่ ผิวหนังบางลง แตกลาย มีขนขึ้นบริเวณที่ทายา เป็นต้น

กรณีที่เป็นรุนแรง ควรส่งต่อให้แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อสืบค้นหาปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่อาจมีการประเมินความรุนแรงของโรคและหาทางรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน การฉายแสงอัลตราไวโอ เลต เป็นต้น.
.................................................
ผศ.พญ.พลอยทราย รัตนเขมากร


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 41