อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562

ปัญหาเด็กติดจอสายตาสั้น จีนห้ามเล่นเกินวันละ1ชม.

ไทยน่าลองปรับใช้บ้างก็ดีนะ...สัปดาห์นี้ชวนไปดูมาตรการของจีน สั่งคุมเข้มแก้ปัญหาเด็กติดจอ หวั่นทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น ไม่รีรอออกกฎห้ามเล่นเกินวันละ 1 ชม. อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น.


ในขณะที่ประเทศไทยนั้น เรากำลังเผชิญกับปัญหาเด็กจำนวนมากติดเกม ติดมือถือ และติดแท็บเล็ต จนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงมากมาย รวมไปถึงการที่เด็กเล็กมีพี่เลี้ยงคนใหม่ที่ทำเอาเด็กไม่งอแงเลย คือ การยื่นมือถือมาสะกดจิตเด็ก
 
นี่แหละกลายเป็นว่า “เด็กไทย” จำนวนมากมีปัญหากับโรคใหม่ที่ได้มาจากพฤติกรรมของพ่อแม่หยิบที่หยิบยื่นให้ ไม่ว่าจะเป็นสมาธิสั้นทั้งจริงและเทียม ไฮเปอร์แอคทีฟ ออทิสติก ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงนี้จะจำเป็นและกลายเป็นพี่เลี้ยงถาวรจนเด็กโต เพราะเมื่อหันมาดูแล้วไม่เพียงแต่เด็กเล็กที่ติดจอ เด็กโตก็ไม่ต่างกัน จนกลายเป็นว่า ครอบครัวยุคใหม่เข้าไปในร้านอาหาร แต่ต่างคนต่างสนใจหน้าจอมือถือของตน ไม่มีใครคุยกับใคร บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบ จากครอบครัวที่ดูใกล้ชิดกันกลับห่างเหินออกไป พ่อแม่ไม่เข้าใจลูกว่ากำลังทำอะไร สนใจอะไร มีปัญหาอะไร ปัญหาต่าง ๆ จึงตามามาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเด็กโตขึ้นก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยก็จะมีปัญหาในชุดใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจใคร ติดโซเชียลฯ โลกส่วนตัว จนกลายเป็นปัญหาชุดใหม่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า
 
ปัญหานี้ในหลายประเทศก็ไม่ต่างกับไทย จนรัฐบาลในหลายประเทศต้องออกกฎมาควบคุมการใช้โทรศัพท์มือถือในเด็ก รวมถึงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เพื่อไม่ให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ต้องมีปัญหาในอนาคต ก่อนที่จะสายเกินไป นั่นก็ถือเป็นโชคดีของประเทศนั้น ๆ


 
จึงไม่น่าแปลกใจว่าไทยในปัจจุบันก็จะพบกับปัญหาเด็ก นอกจากปัญหาสมาธิสั้นแล้ว ยังมีปัญหาที่มาคู่กันคือสายตาสั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะมาจากปัญหาการใช้สายตามากเกินไป ทั้งจากการใช้ในอิเล็กทรอนิกส์ หรืออ่านหนังสือมากเกินไป ไม่ได้พักสายตา หรือขาดการดูแลสายตาที่ดีเพียงพอ ฯลฯ
 
เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางการจีน ออกมารายงานตัวเลขของคนสายตาสั้นทั่วโลกว่ามีจำนวนสูงถึง 1,400 ล้านคน และเกือบครึ่งนั้นอยู่ในประเทศจีน ทั้งนี้จากตัวเลขที่รายงานพบว่าเด็กจีนอายุมากกว่า 5 ขวบนั้นทุก 3 คนจะมี 1 คนที่สายตาสั้น โดยคาดการณ์ว่าในปี 2020 เด็กจีนที่อายุมากกว่า 5 ขวบนั้น จะมีอัตราส่วนของคนที่สายตาสั้นถึงร้อยละ 50.86-51.36 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก
 
นอกจากนี้ ยังพบกว่าเด็กจีนในวัย 6 ถึง 15 ปีนั้น มีอัตราสายตาสั้นสูงถึงร้อยละ 46.64 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว นับเป็นสถิติที่สูงเกินไป ทั้งนี้จากรายงานของกระทรวงศึกษาธิการจีนในปี ค.ศ. 2018 พบว่าอัตราของสายตาสั้นในเด็กประถมสูงถึงร้อยละ 45.71 เด็กมัธยมต้นสูงถึงร้อยละ 74.36  เด็กมัธยมปลายสูงถึงร้อยละ 83.28 และ นักศึกษามหาวิทยาลัยสูงถึง 83.36
 
ทั้งนี้จากตัวเลขของเด็กที่สายตาสั้นทั่วทั้งโลกนั้น มีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และประเทศจีนเองก็ไม่ต่างไป ตัวเลขของเด็กที่สายตาสั้นก็สูงมากยิ่งขึ้นนั้น ส่วนมากมาจากการใช้สายตาในการเรียนที่เข้มข้นมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนที่มากยิ่งขึ้น ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการออกมาเพื่อรับมือและแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที


 
มาตรการที่ออกมานั้นมีทั้งระยะสั้น ระยะยาว ทั้งในเด็กเล็ก เด็กโต ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในวัยเด็กที่ใช้ได้ไม่เกินวันละ 1 ชม.เท่านั้น การบังคับให้เด็กออกไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อพักสายตามากขึ้นถึงวันละไม่ต่ำกว่า 2 ชม. มาตรการทั้งป้องกันและควบคุมแม้จะออกมาช่วยกันอย่างเต็มที่ แต่ก็ดูเหมือนจะยากมากในสังคมจีนที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
 
เพราะเด็กจีนก็ยังคงต้องใช้สายตาในการเรียนอย่างหนัก ทำให้เหล่าบรรดาพ่อแม่ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยากให้ลูกมีสายตาดี แต่การศึกษาก็ต้องมาก่อนไม่ใช่หรือ” ทั้งนี้ส่วนมากออกมาพูดตรงกันว่า เด็ก ๆ นั้นแทบจะไม่ได้มีโอกาสใช้ไอแพด มือถือ เล่นเกม อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ เลย เมื่อเลิกเรียนก็เล่นกันข้างนอก และอ่านหนังสือทำการบ้าน แต่ทำไมสายตายังสั้น อยากจะหยุดไม่ให้สายตาสั้นแต่มันก็เป็นไปไม่ได้
 
เมื่อภาครัฐ และครอบครัวในประเทศจีนออกมาช่วยกัน ให้ความสนใจกันอย่างมาก จนออกทั้งมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาจนกลายเป็น เรื่องระดับชาติ ในขณะที่ไทยเราก็แทบไม่ต่างกัน เพียงแต่เรายังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขของเด็กไทยที่สายตาสั้นมากขึ้นว่าเท่าใด และมาจากปัจจัยใดเป็นตัวหลักกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คือทั้งเด็กเล็กเด็กโตของไทยติดจอกันอย่างน่าดูชม เมื่อไหร่เราจะนำปัญหาเหล่านี้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไขโดยด่วนบ้างนะ.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน                            
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%