อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562

ศูนย์รวมดวงใจ ไทยเป็นหนึ่งเดียว

นอกเหนือจากการฟื้นฟูความเป็นเอกภาพภายในชาติ ไทยยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการต่อสู้ระหว่างมหาอำนาจในทุกด้าน ที่ในภูมิภาคนี้ย่อมพยายามอาศัยไทยเป็น “เครื่องมือ” ในการแย่งชิงอำนาจกัน แต่นโยบายการทูตของไทยที่ยังคงมีชั้นเชิงและไม่เป็นสองรองใคร สามารถนำไทยให้รอดพ้นจากหลายเหตุการณ์ที่น่าจะเป็น “การท้าทาย” หรือ “บททดสอบ” จากบางประเทศหรือบุคคลบางกลุ่มมาได้ อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.30 น.

คำทั้งหลายในคำปฏิญาณ อันนั้นคือคำที่สวยงามมากและครบถ้วน คือหน้าที่ราชองครักษ์มีหน้าที่รักษาชาติ บ้านเมือง รักษาสถาบัน รักษาประชาชน ในเวลาเดียวกันรักษาความถูกต้องในประเทศ ให้เป็นไปตามวัฒนธรรมของประเทศไทย
เพราะว่าประเทศไทยนี้เป็นประเทศที่เก่าแก่ มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ มีสถาบัน มีประชาชน ตลอดจนบรรพบุรุษของเราก็ได้ทุ่มเทรักษาบ้านเมืองมาพ้นความวุ่นวาย พ้นอุปสรรคมามากมาย เพราะฉะนั้นราชองครักษ์ก็คือ รักษา สืบทอด สืบสาน ต่อยอด ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่เป็นผลดีต่อส่วนรวมต่อประชาชน โดยนึกถึงประวัติศาสตร์ นึกถึงวัฒนธรรมและนึกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ เพราะว่าประวัติศาสตร์ขนบ ธรรมเนียมประเพณีของประเทศ ค่านิยมที่ถูกต้องของประเทศ ไม่ใช่สิ่งล้าสมัย เป็นสิ่งที่จะต้องดำรงรักษาต่อไป”

ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ราชองครักษ์ในพระองค์ทุกหมู่เหล่า เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา อาจสามารถแปลความได้ว่า ประวัติศาสตร์ สถาบัน วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ตลอดจนค่านิยมอันดีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ คือรากเหง้าที่หลอมรวมความเป็นชาติบ้านเมือง คือสิ่งที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องร่วมกันอนุรักษ์ เมื่อทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นมีความมั่นคงแข็งแกร่งแล้ว ยากที่ปรปักษ์ทั้งภายในและภายนอกจะเข้ามาแผ้วพาน ในทางกลับกันสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่เคยมีความล้าสมัยมีแต่จะยิ่งเป็นรากเหง้าค้ำจุน และเป็นเกราะกำบังให้ชาติบ้านเมืองนั้นเจริญรุดหน้าต่อไปตามครรลอง โดยไม่จำเป็นต้องไป “แข่งขัน” กับประเทศมหาอำนาจ

หากวัดจาก “ความยิ่งใหญ่” ทางการเมืองและการทหาร ประเทศไทยอาจยังห่างไกลจากอีกหลายสิบประเทศ แต่หากมองทั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมือง ดินแดนขวานทองแห่งนี้ “อยู่ในสายตา” ของบรรดาประเทศมหาอำนาจมาตั้งแต่สมัยโบราณ ยิ่งในปีนี้ไทยทำหน้าที่ประธานหมุนเวียนประจำปีของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยแล้ว ทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในไทยย่อมเป็นที่จับตา เพราะย่อมจะส่งผลกระทบต่ออีก 9 ประเทศสมาชิกที่เหลือไม่มากก็น้อย และตำแหน่งหน้าที่สำคัญระดับภูมิภาคซึ่งไทยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่ในปีนี้ ตรงกับโอกาสสำคัญที่เป็นประวัติศาสตร์คือ “การผลัดแผ่นดิน” ครั้งแรกในรอบ 7 ทศวรรษ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงผ่านพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีในการทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 10 พระองค์ปัจจุบันแห่งราชจักรีวงศ์โดยสมบูรณ์



สถาบันของไทยดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารตามรูปแบบการปกครองราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในส่วนของไทยได้จัดแบ่งโครงสร้างการทำงานของแต่ละภาคส่วนอย่างเป็นระบบ แต่มีความเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยพระมหากษัตริย์ทรงอาจมีพระราชอำนาจในบางโอกาสผ่านรัฐบาลเป็นผู้รับสนอง และดำเนินการในพระนามของพระองค์ แต่พระองค์จะไม่ทรงเป็นผู้กำหนดนโยบายหรือกฎหมายใดขึ้นมาเอง แตกต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในช่วง 1 ถึง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พสกนิกรชาวไทยคุ้นเคยกับบทเพลงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หลายสิบเพลง ซึ่งเนื้อหาของทุกเพลงล้วนมีความหมายลึกซึ้ง สื่อถึงความผูกพันระหว่างประชาชนกับสถาบันได้เป็นอย่างดี และบทเพลงเฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นทางการบทเพลงแรกในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบันนั้นคือบทเพลง “ดุจดังสายฟ้า” ประพันธ์คำร้อง ทำนองและเรียบเรียงโดย พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และขับร้องโดย อาทิวราห์ คงมาลัย ซึ่งเพียงชื่อของบทเพลงก็สื่อถึงพระราชจริยวัตรของพระองค์ได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ บทเพลงมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

พระองค์ยืนอยู่ท่ามกลางกระแสลมแรง ของชาติที่แข่งขันกันไขว่คว้าความยิ่งใหญ่”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ รูปแบบของการแก่งแย่งห้ำหั่นชิงอำนาจแปรเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย เมื่อโครงสร้างรัฐธรรมนูญของไทยเป็นระบบแบบนี้ กลุ่มผู้ประสงค์ร้ายย่อมต้องใช้วิธีทำลายอย่างเป็นระบบเช่นกัน แต่ความพยายามกัดกร่อนนั้นไม่เคยสำเร็จ เพราะรากเหง้าของประเทศนั้นแข็งแกร่งและได้รับการถนอมรักษาอย่างดีตลอดมา ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของประชาชน ต่อให้ขบวนการจ้องทำลายวางแผนกันอย่างเป็นระบบจากภายนอกหรือจาก “บุคคลที่สาม” และลงมือทำอย่างแนบเนียนหลากหลายรูปแบบ อาทิ การเสนอความช่วยเหลือต่าง ๆ นานา หรือในสมัยดิจิทัลก็คือสงครามสื่อที่ต้องรวดเร็ว ไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหน โลกของเราก็ยังไม่พ้นยุคสมัยของการทำสงคราม เพียงแต่รูปแบบของสงครามในยุคนี้ “รุนแรง” ยิ่งกว่าการใช้อาวุธยิงถล่มใส่กัน เพราะเป็น “สงครามข่าวสาร” ที่เป็นสงครามจิตวิทยาซึ่งได้ผลแม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว



นอกเหนือจากการฟื้นฟูความเป็นเอกภาพภายในชาติ ไทยยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการต่อสู้ระหว่างมหาอำนาจในทุกด้าน ที่ในภูมิภาคนี้ย่อมพยายามอาศัยไทยเป็น “เครื่องมือ” ในการแย่งชิงอำนาจกัน แต่นโยบายการทูตของไทยที่ยังคงมีชั้นเชิงและไม่เป็นสองรองใคร สามารถนำไทยให้รอดพ้นจากหลายเหตุการณ์ที่น่าจะเป็น “การท้าทาย” หรือ “บททดสอบ” จากบางประเทศหรือบุคคลบางกลุ่มมาได้

คอยปกป้องอยู่ดุจดังสายฟ้า ที่คุ้มกันยามมีภัย” การร่วมแรงร่วมใจปกป้องดินแดนที่เป็นมาตุภูมิให้รอดพ้นจาก “การรุกราน” ของมหาอำนาจซึ่งพลิกแพลงเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเรื่อยนั้น ไม่ใช่หน้าที่แต่เป็นสิ่งที่เป็น “จิตสำนึก” ของพสกนิกรชาวไทยทุกคน ซึ่งตราบใดที่คนในชาติมีความสามัคคี เมื่อยามมีภัยร้ายจากภายนอกต้องการรุกราน สถาบันที่ชาวไทยเทิดไว้สูงสุดคือผู้พร้อมที่สุดในการเป็นผู้นำรักษาแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากการแทรกแซงไม่ว่าจากใครและจะมาในแบบใดก็ตาม เพราะว่า

นี่คือศูนย์รวมดวงใจ ไทยเป็นหนึ่งร่วมกัน”.

----------------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 27