อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562

"ลุงตุ๊-ปรีชา วัฒนา" ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะ "เหมียวไทย"

“พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์” หลังจากสำนักพระราชวังได้เผยแพร่ภาพพระราชทานการพระราชพิธีในส่วนนี้ ที่ปรากฏภาพ “แมววิเชียรมาศ” ซึ่งเป็น “แมวไทยโบราณ” ในอีกด้านก็ทำให้ประชาชนหันกลับมาให้ความสนใจ “แมวไทย” อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.30 น.

การ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” อันเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งนั้น พระราชพิธีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นอกจากพสกนิกรไทยจะได้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ ในการพระราชพิธีสำคัญนับตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงเย็นแล้ว ในการพระราชพิธีช่วงคํ่า คือ “พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์” หลังจากสำนักพระราชวังได้เผยแพร่ภาพพระราชทานการพระราชพิธีในส่วนนี้ ที่ปรากฏภาพ “แมววิเชียรมาศ” ซึ่งเป็น “แมวไทยโบราณ” ในอีกด้านก็ทำให้ประชาชนหันกลับมาให้ความสนใจ “แมวไทย” และกับรายชื่อในทำเนียบของผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องแมว หนึ่งในนั้นก็คือ “ลุงตุ๊-ปรีชา วัฒนา”แห่ง “บ้านแมวไทยบางรัก” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปบุกจักรวาลของแมวไทยโบราณกัน...



ใครจะเชื่อว่าบ้านหลังน้อย ๆ ท้ายซอยเติมทรัพย์ ย่านบางรัก ที่นี่จะเป็นนิวาสถานสำคัญของ “เหมียวไทยโบราณ” น้อยใหญ่กว่า 100 ชีวิต ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็น “แมวไทยสายพันธุ์แท้ดั้งเดิม” ทั้งสิ้น อาทิ แมวโคราช หรือแมวสีสวาด, แมวขาวมณี, แมวศุภลักษณ์ และ แมววิเชียรมาศ แมวสายพันธุ์ไทยโบราณที่ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์สำคัญเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ หลังจากเกิดกระแสความสนใจเกี่ยวกับ “แมวสำคัญ” เราก็ไม่รอช้า รีบติดต่อเพื่อขอพบกับ “ลุงตุ๊-ปรีชา” ทันที ซึ่งแม้จะมีภารกิจมากมาย แต่ลุงตุ๊ ผู้เชี่ยวชาญด้านแมวไทย ก็ยอมเปิดบ้านแมวไทยบางรักแห่งนี้ให้เข้าไปเยี่ยมชม โดยวันที่พบกันลุงตุ๊ถึงกับเอ่ยปากบอกกับเราว่า “ทีมวิถีชีวิต” หนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” เป็นสื่อแรกที่ลุงตุ๊ยอมเปิดบ้านให้สนทนาหลังผ่านพ้นช่วงพระราชพิธีสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ โดยในวันที่พบกัน ลุงตุ๊ดูจะเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย เพราะต้องคอยรับโทรศัพท์จาก “คนรักแมวทั่วโลก” ที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลแทบตลอดเวลา หลังจาก “แมวไทยโบราณ” ได้กลับมาเป็นกระแสในความสนใจของคนทั่วไปอีกครั้ง

นับจากวันแรกจนถึงวันนี้ บ้านแมวไทยบางรักแห่งนี้ก็มีอายุ 13 ปี ย่างสู่ปีที่ 14 แล้ว โดยจุดเริ่มต้นนั้นเริ่มจากแมวตัวแรกที่เลี้ยงชื่อ บุษบา เป็นแมววิเชียรมาศเพศเมีย ซึ่งแมวตัวนี้เคยเป็นแบบให้ คุณชฤต ภู่ศิริ ศิลปินชื่อดัง นำไปถ่ายภาพเพื่อใช้จัดแสดงในนิทรรศการชุดนิรันดร์ เพื่อเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งต่อมาภาพนี้ได้รางวัล Gold Awards จากการประกวดเวที GRA PHIS PHOTOGRAPHY ANNUAL ปี 2018 โดยเงินค่าตัวของบุษบาตอนนั้นได้มา 5,000 บาท เราก็นำไปซื้อกรงแมวให้กับแมวที่สวนลุมพินี เพราะตอนนั้นกำลังมีการจับแมวในสวนลุมฯ พอดี ซึ่งตอนนี้บุษบาเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังดีใจ ที่ก่อนเขาจะจากไปก็ยังทิ้งภาพที่เป็นตำนานไว้ให้เราได้ระลึกถึง” ลุงตุ๊เล่าถึง “บุษบา” แมววิเชียรมาศตัวแรกในชีวิตให้ฟังด้วยเสียงเศร้า ๆ



สำหรับเส้นทางของลุงตุ๊นั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้เริ่มต้นจากการเลี้ยงแมว แต่เลี้ยงสุนัขพูเดิลมาก่อน และเลี้ยงแบบศึกษาจริงจัง ซึ่งเรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึง “บุคลิกเอาจริงเอาจัง” ของลุงตุ๊ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ทั้งนี้ สำหรับประวัติชีวิตส่วนตัวนั้น ลุงตุ๊ เล่าว่า พื้นเพเป็นคน จ.ตราด แต่มาโตและมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ คือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก โดยในวัยเด็กเคยฝันว่าหากเรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว จะไปเรียนต่อด้านช่างกล ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ความฝันก็หยุดลง หลังจากคุณพ่อของคุณลุงเสียชีวิตลง จนทำให้ลุงตุ๊ต้องหันเหเข็มทิศชีวิตเบี่ยงหัวเรือกลับสู่บ้านเกิด ที่เกาะไม้ชี้ เพื่อรับช่วงทำสวนยางของครอบครัวต่อไป แต่แล้วชีวิตก็มีจุดเปลี่ยนอีกหน เมื่อลุงตุ๊ต้องกลับมากรุงเทพฯ โดยการกลับมาหนนี้ลุงตุ๊ทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือนในแผนกจัดซื้อของภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง โดยทำงานในตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 30 ปี จนออกจากงานเพราะอายุครบตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้ โดยหลังสิ้นสุดเส้นทางการเป็นมนุษย์เงินเดือน ลุงตุ๊ตัดสินใจไม่ยอมอยู่เฉย ๆ แต่เลือกไปลงเรียนวิชาเกี่ยวกับการทำการค้าบนอินเทอร์เน็ต โดยตั้งใจจะเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกพัฒนามาเป็นเว็บไซต์ชื่อ www.แมวไทย.com ในที่สุด และต่อมาได้กลายเป็นแหล่งชุมนุมที่สำคัญของผู้ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับแมวไทยโบราณ โดยลุงตุ๊บอกว่า หลังจากประสบความสำเร็จในการทำเว็บไซต์ ลุงตุ๊ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการขยายพันธุ์แมวไทยโบราณ โดยเฉพาะชนิดที่เป็นสายพันธุ์ไทยแท้ดั้งเดิมซึ่งปัจจุบันหาได้ยากมาก เช่น วิเชียรมาศ, ขาวมณี, แมวโคราช หรือแมวสีสวาด และศุภลักษณ์

พันธุ์สุดท้ายที่ผมผลิตได้คือ ศุภลักษณ์ ซึ่งแมวสายพันธุ์นี้ ต้องบอกว่าเป็นแมวที่สูญหายไปจากความสนใจของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นแมวที่มีความเข้าใจผิด ๆ มานานมาก ซึ่งหนังสือหลาย ๆ เล่มก็ยังมีการระบุถึงลักษณะของแมวชนิดนี้เอาไว้ไม่ถูกต้องอยู่มาก ซึ่งผมลองพลิกย้อนกลับไปก็พบว่ามีการเชื่อกันผิด ๆ แบบนี้มานานไม่ตํ่ากว่า 15 ปีแล้ว” ลุงตุ๊เล่าถึง “แมวศุภลักษณ์” อีกหนึ่งชนิดแมวไทยที่ในวงการเคยคิดว่าได้สูญพันธุ์หายไปจากประเทศไทยแล้ว พร้อมกับเล่าถึงแมวศุภลักษณ์นี้ให้ฟังอีกว่า ลักษณะตามสมุดข่อยโบราณ และตามตำราดูวิฬาร์ หรือดูลักษณะแมว ของวัดอนงคาราม ซึ่งเป็นตำราที่มักใช้อ้างอิง ก็พบว่า แมวศุภลักษณ์จะต้องมีสีขนเหมือนช็อกโกแลต หรือบ้างก็เรียกสีทองแดง เป็นสีเดียวเสมอกันทั่วตัว และจะต้องมีนัยน์ตาเป็นสีเหลืองอำพัน แต่ลักษณะแมวศุภลักษณ์ที่หนังสือหรือนิตยสารหลายเล่มระบุไว้นั้น รายละเอียดที่ระบุไว้ยังสับสนกับลักษณะของแมววิเชียรมาศ และแม้แต่ในโลกออนไลน์ก็ยังมีการนำไปลงผิด ๆ จนเมื่อมีการนำไปใช้อ้างอิงต่อ ก็เลยยิ่งทำให้เกิดความสับสน



จริง ๆ ก็เคยเข้าไปขอให้แก้นะ แต่พอแก้แล้ว สุดท้ายก็มีคนมาแก้อีก ซึ่งกับเรื่องแมวศุภลักษณ์นี้ ค่อนข้างมีดราม่าเยอะ แต่ขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะ” ลุงตุ๊บอกเราถึงปมร้อนปมนี้ด้วยนํ้าเสียงเรียบ ๆ ก่อนจะเล่าให้ฟังถึง “แมวไทย” ตามที่ได้มีการศึกษาค้นคว้าต่อไปว่า ถ้าเป็นไปตามที่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ใน “ตำราดูวิฬาร์” หรือดูลักษณะแมวไทยนั้น พบว่า จะมีแมวไทยทั้งหมด 23 สายพันธุ์ และจะแบ่งเป็น “แมวมงคล” 17 ชนิด กับ “แมวอัปมงคล” อีก 6 ชนิด แต่ในปัจจุบันนี้มีชนิดแมวไทยที่ยังคงหลงเหลืออยู่แค่เพียง 5 ชนิดสายพันธุ์เท่านั้น ได้แก่ วิเชียรมาศ โกญจา (หรือโกนจา) ขาวมณี โคราช (มาเลศ หรือสีสวาด) และศุภลักษณ์ ซึ่งเป็นชนิดสุดท้ายที่เพิ่งจะมีการพบกันไม่กี่สิบปีมานี้เอง หลังจากเคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 5 ชนิดที่หลงเหลือนี้ ลุงตุ๊บอกว่า จะมีเพียง “แมวขาวมณี” เท่านั้นที่ไม่ได้เป็นชนิดของแมวมงคลในสมุดข่อยหรือตำราดูแมวโบราณ เพราะเพิ่งจะมีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับขาวมณีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากภาพวาดบนผนังที่วัดทองนพคุณ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างโดยรัชกาลที่ 3 จึงไม่อาจจะเรียกว่าเป็นแมวไทยโบราณได้เต็มปาก แต่น่าจะเรียกว่าเป็นแมวยุครัตนโกสินทร์ หรือแมวกึ่งโบราณ จะถูกต้องกว่า ทั้งนี้ เราถามถึง “คติความเชื่อ” เรื่อง “แมวมงคล” ว่าเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร ทางลุงตุ๊อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องแมวมงคลนี้ เป็นการยึดถือตามคำพรรณนาที่คนโบราณได้บันทึกหรือจารึกเอาไว้ในตำราดูวิฬาร์ว่า แมวชนิดใดให้คุณ-ให้โทษแบบใดบ้าง หรือบอกว่าอาชีพใดควรจะเลี้ยงแมวชนิดใด เพื่อที่จะส่งเสริมชะตาชีวิต อาทิ ถ้าเป็นอาชีพพ่อค้าแม่ค้า คนโบราณบอกว่าต้องเลี้ยง แมววิเชียรมาศ จะทำให้การค้ารุ่งเรือง เงินทองมากขึ้น และทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือ แมวโคราช หรือสีสวาด เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้มีแต่คนรักคนนิยม เช่น อาชีพนักการเมือง นักร้อง นักแสดง นักพูด ศิลปิน พร้อมกับให้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับแมวโคราชว่า แมวสีสวาด แมวมาเลศ และแมวโคราช คือตัวเดียวกัน และคำว่า สีสวาด ต้องสะกดด้วย “ด.เด็ก” เท่านั้น เพราะสีของแมวชนิดนี้ คนโบราณเทียบจาก “ลูกสวาด” โดยแต่ก่อนก็จะเรียกกันว่าแมวสีลูกสวาด แต่ต่อ ๆ มาก็กร่อนเสียงสั้นลงจนเป็นคำว่าสีสวาดนั่นเอง ส่วน แมวศุภลักษณ์ ก็มีบันทึกเขียนพรรณนาไว้ว่า ถ้าอยากเป็นอำมาตย์ มหามนตรี ก็ควรเลือกเลี้ยงแมวชนิดนี้ ซึ่งถ้าเทียบในปัจจุบันก็จะตรงกับอาชีพรับราชการ ทหาร ตำรวจ คนที่ทำงานในเครื่องแบบ นอกจากนั้น ลุงตุ๊ยังเล่าถึง “แมวโกญจา” ที่มักจะมีคนเข้าใจผิด ๆ กันว่า เป็นแค่แมวดำ โดยบอกว่า ถ้าเป็นโกญจาแท้จะต้องมีสีขนที่ดำทุกเส้น ไม่มีสีอื่นแซมเลย ซึ่งเป็นแมวที่ถือว่าพบเห็นและหาได้ยากมากในขณะนี้

ทั้งนี้ ในการจำแนกลักษณะของแมวไทยแต่ละชนิดนั้น คนโบราณจะใช้สีขนเป็นเกณฑ์แบ่ง เพราะลักษณะอื่น ๆ ของแมวไทยนั้นจะคล้าย ๆ กัน คือ ขนสั้น หางยาว ตาไม่กลม แต่ออกรีคล้ายผลอัลมอนด์ ซึ่งจะมีเพียงวิเชียรมาศชนิดเดียวที่ลำตัวเป็นสีงาช้าง แต่จะมีสีขาวนวลและมีแต้มเข้ม 9 จุดในส่วนปลาย คือ เท้า 4 หู 2 หน้า 1 หาง 1 และอัณฑะอีก 1 ซึ่งจะเห็นในแมวเพศผู้ชัดเจนกว่าแมวเพศเมีย ...นี่เป็นเกร็ดความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับ “แมวไทย” ที่ลุงตุ๊ ผู้เชี่ยวชาญด้านแมวไทยโบราณ บอกเล่าไว้

จากความทุ่มเทและจริงจังกับเรื่องของ “แมวไทย” ทั้งที่ลุงตุ๊เองก็สารภาพว่า ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมายืนอยู่ ณ จุดนี้เลยนั้น ทำให้เราอดที่จะถามเรื่องนี้ไม่ได้ว่า เหตุผลใดที่เป็นแรงจูงใจผลักดันให้ลุงตุ๊เดินมาไกลถึงขนาดนี้ ซึ่งเมื่อลุงตุ๊ได้ยินคำถามนี้ ก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างใจดี พร้อมกับบอกว่า เรื่องการอนุรักษ์แมวไทยนี้ เจอ ดราม่ามาตลอดนับตั้งแต่เข้ามาสู่เส้นทางนี้ แต่ทำยังไงได้ เพราะได้ตั้งใจแน่วแน่เอาไว้แล้วก่อนที่จะหันมาทำเรื่องของแมวไทยว่า อยากจะสืบทอดเจตนารมณ์ของคนโบราณเก็บเอาไว้เป็นมรดกให้คนรุ่นหลังให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าไม่มีคนคอยเก็บภูมิปัญญาโบราณเหล่านี้เอาไว้ อีกหน่อยชื่อของแมวไทยก็คงจะสูญสลายหายไปกับกาลเวลาอย่างแน่นอน ซึ่งกับเรื่องราวดราม่านั้นลุงตุ๊บอกว่า...



เรื่องนี้มีตั้งแต่คนที่มาต่อว่าเรื่องการเลี้ยงแมวไว้ในกรง ซึ่งคนที่พูดก็ไม่เคยเปิดใจรับฟังเหตุผล ก็จะขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ที่เลี้ยงเขาไว้ในกรงเพราะป้องกันไม่ให้ผสมพันธุ์ข้ามกันไปมา จนสายพันธุ์ดั้งเดิมกลายพันธุ์ไปหมด ซึ่งถ้าไม่สามารถควบคุมการผสมพันธุ์ได้ ก็จะไม่สามารถอนุรักษ์สายพันธุ์ดั้งเดิมไว้ได้เลย แต่เราก็ไม่ได้มีการขังไว้ตลอด เพราะมีการปล่อยออกมาให้เขาวิ่งเล่นตามรอบ และกรงที่อยู่ก็ไม่ได้คับแคบ แต่มีพื้นที่ให้ยืดเส้นยืดสายได้ด้วยนะ”

ทั้งนี้ ลุงตุ๊บอกว่า ตั้งแต่มาทำเรื่องของแมวไทยนี้ก็ต้องเจอกับกรณีดราม่าอยู่บ่อย ๆ จนชินแล้ว และก็คิดว่าคงทำให้ถูกใจคนทุกคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ข้อหาที่รับไม่ได้ที่สุดคือ “ข้อหาไม่รักแมว-ทารุณแมว” เพราะทุกครั้งที่แมวที่เลี้ยงไว้เกิดไม่สบาย หรือป่วย หรือต้องเสียชีวิตลง ทุกครั้งก็ทำให้ลุงตุ๊เองรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก และถึงขั้นเคยเสียนํ้าตาให้กับแมวที่จากไปอยู่บ่อย ๆ
ลุงกับภรรยาเองไม่มีลูก ก็เลยมีเพียงแต่แมวเท่านั้นที่ลุงรักไม่ต่างจากลูก โดยแมวทุกตัวที่เลี้ยงไว้นั้น ลุงจำชื่อได้หมดทุกตัว แต่เมื่อถึงเวลาเขาต้องจากไป แม้เสียใจก็ต้องทำใจให้ได้ เพราะเป็นสัจธรรม เป็นกฎของธรรมชาติ ซึ่งตัวเราเองก็เช่นกัน คงจะไม่สามารถอยู่ยงคงกระพันไปได้ตลอด สำคัญที่สุดคือ ทำวันนี้ดีที่สุดเต็มที่ที่สุดหรือยังมากกว่า” ลุงตุ๊ กล่าว

ชีวิตเปลี่ยนเพราะแมว?” เป็นคำถามที่ “ทีมวิถีชีวิต” ถามกับ ลุงตุ๊-ปรีชา ในวันนั้น ก่อนจากลากัน โดยเมื่อลุงตุ๊ได้ยินคำถามนี้ ก็ยิ้มอย่างใจดี พร้อมยอมรับว่า ตั้งแต่เลี้ยงแมว ชีวิตก็เปลี่ยนชนิดพลิกฝ่ามือไปเลยก็ว่าได้ คือจากคนที่ไม่มีใครรู้จัก ก็กลายเป็นคนที่มีคนรู้จักมากขึ้น และยังช่วยเปิดโลกทัศน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นผู้ให้ความรู้กับคนรักแมวคนอื่น ๆ แล้ว ลุงตุ๊เองก็ยังได้เรียนรู้สิ่ง ต่าง ๆ มากมาย รวมถึงได้รู้จักผู้คนในหลากหลายสาขาอาชีพอีกด้วย รวมถึงได้รับ “โอกาสสำคัญที่พิเศษในชีวิต” ในแบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับหลายต่อหลายครั้ง อย่างเรื่องที่ทำให้ “ภูมิใจที่สุดในชีวิต” เรื่องหนึ่งนั้น ก็คือการได้รับ รางวัลถ้วยพระราชทาน ภ... เมื่อปี 2558 จากแมวชื่อ “กอไผ่” ที่ส่งเข้าประกวด เป็นต้น โดยลุงตุ๊ยํ้ากับเราไว้ว่า...
จะเรียกว่าแมวให้คุณ ก็คงจะไม่ผิด”.

--------------------------------------
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 36